บทที่ 552: โอกาสครึ่งต่อครึ่ง
เจียงหลีทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้งในใจ เธอมั่นใจว่าตราบใดที่ตัวเองยังคงระแวดระวังตัวแจ ไม่ประมาท ก็ไม่น่าจะมีเหตุเภทภัยอันใดเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
ทว่าไช่ซิ่วเฟินกลับนั่งไม่ติด เสนอความคิดเห็นขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
“เอาแบบนี้ดีกว่าไหม ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เดี๋ยวแม่ไปรับส่งหลานๆ เป็นเพื่อนลูกเอง”
ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนหรือหลานตาดำๆ เธอก็ไม่อยากให้ใครต้องตกอยู่ในอันตรายแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องหรอกค่ะแม่” เจียงหลีปฏิเสธแทบจะทันควัน เธอไม่อยากรบกวนท่านให้ต้องลำบากกาย
“ตกลงตามนี้แหละ ให้แม่ไปรับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ เป็นเพื่อน อย่างน้อยก็ยังอุ่นใจกว่า”
ไช่ซิ่วเฟินไม่ยอมฟัง ท่านทำงานหนักมาทั้งชีวิต เรื่องพละกำลังย่อมไม่เป็นสองรองใคร หากต้องเจอะเจอกับเหล่ามิจฉาชีพเข้าจริงๆ ท่านก็พร้อมจะช่วยเหลือลูกสาวอย่างเต็มที่
เจียงหลีเม้มริมฝีปากอย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย “แต่หนูไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยนี่คะ”
“โอ๊ย เหนื่อยที่ไหนกัน” ไช่ซิ่วเฟินโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน พลางทำหน้าตาไม่ยี่หระ “ระยะทางแค่นั้นเอง ต่อให้แม่เดินไปกลับสักสิบเจ็ดสิบแปดรอบต่อวัน ก็ไม่สะเทือนหรอกน่า”
“แม่คะ ทำไมแม่ถึงได้ดีกับหนูขนาดนี้” ความห่วงใยนั้นทำให้เจียงหลีซาบซึ้งใจจนต้องโผเข้าไปควงแขนผู้เป็นแม่ไว้แน่น ก่อนจะซบศีรษะคลอเคลียอย่างประจบประแจง
“พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว” ไช่ซิ่วเฟินใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากมนของลูกสาวสุดที่รักเบาๆ แววตาที่มองมานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“แม่มีลูกสาวอยู่แค่คนเดียว การที่แม่จะดีกับลูก มันจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือไง”
เจียงหลีเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ก็หนูรู้สึกนี่คะ ว่าทั้งแม่ ทั้งพ่อ ทั้งทุกคนในบ้านเรา ต่างก็ดีกับหนูมาก มากเกินไปจริงๆ”
“อ้าว แล้วตัวลูกเองไม่ดีกับแม่กับพ่อหรือไง แล้วพวกพี่ชายของลูกล่ะ ลูกไม่ดีกับพวกเขาตรงไหน” ไช่ซิ่วเฟินจิ้มหน้าผากลูกสาวซ้ำอีกหน ส่ายหน้าอย่างระอาในความช่างคิดของลูก
“ยังไม่พอหรอกค่ะ” เจียงหลีให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง
“รอให้หนูหาเงินได้เยอะๆ ก่อนนะคะ หนูจะดูแลแม่กับพ่อและทุกคนในครอบครัวให้ดีกว่านี้อีก หนูจะให้พวกเราย้ายไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ ให้ทุกคนได้อยู่อย่างสุขสบายไปทั้งชาติเลย”
ไช่ซิ่วเฟินยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี “ดีๆ แม่จะรอวันนั้น” แต่เพียงชั่วครู่ รอยยิ้มนั้นก็จางหายไป ท่านปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึม
“ว่าแต่ ลูกพอจะนึกออกไหมว่าไอ้คนที่มันย่องตามลูกน่ะ มันเป็นใคร”
“แม่สงสัยว่าจะเป็นคนรู้จักหรือคะ” เจียงหลียืดตัวตรงทันควัน ดวงตารูปสุนัขจิ้งจอกคู่งามทอประกายใสกิ๊ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด
“มันก็มีโอกาสครึ่งต่อครึ่ง” ไช่ซิ่วเฟินให้ความเห็น “ถ้าไม่ใช่คนรู้จักกัน แล้วใครที่ไหนมันจะเสียเวลามาเดินตามลูกอยู่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักกันหรือคนแปลกหน้า ประเด็นคือมันต้องการอะไรกันแน่” ท่านขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
“แต่ถ้าเป็นคนรู้จัก เขาจะสะกดรอยตามหนูไปเพื่ออะไรกัน” เจียงหลีเองก็ขมวดคิ้วเครียดไม่แพ้กัน เธอลองตั้งสมมติฐาน
“แม่คะ เรื่องที่ว่าใครเป็นคนทำน่ะ เราอย่าเพิ่งไปเดาเลย แต่หนูว่า เป้าหมายของคนคนนั้น ไม่น่าจะใช่ตัวหนู แต่น่าจะเป็นพวกรุ่ยรุ่ยมากกว่าค่ะ”
“แม่เพิ่งได้ยินพวกผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านพักข้าราชการเขาจับกลุ่มคุยกันหยกๆ ว่าไม่กี่วันมานี้ มีแก๊งลักพาตัวออกอาละวาด พวกมันไปดักฉุดเด็กสาววัยรุ่นอายุสัก 17-18 ปีกลางวันแสกๆ เลยนะ
เริ่มจากมีคนหนึ่งโผล่มาชี้นิ้วด่าทอเด็กคนนั้นเสียๆ หายๆ สักพักก็มีอีกสองคนโผล่มาสมทบ อ้างตัวเป็นญาติผู้ใหญ่ รุมด่าว่าเด็กสาวว่าทะเลาะกับที่บ้านแล้วหนีออกมาตั้งสองวันไม่ยอมกลับ แล้วก็พยายามยื้อยุดฉุดกระชากจะลากตัวไป ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นก็ดิ้นรนปฏิเสธสุดชีวิต”
ไช่ซิ่วเฟินเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความตื่นเต้นไม่หาย “เคราะห์ยังดีที่เด็กสาวคนนั้นไหวพริบดี หันไปเห็นสหายตำรวจนายหนึ่งเดินออกมาจากประตูหน่วยงานแถวนั้นพอดีเป๊ะ เธอเลยรวบรวมแรงทั้งหมดตะโกนขอความช่วยเหลือสุดเสียง ถึงได้หลุดรอดจากการถูกแก๊งมิจฉาชีพพวกนั้นลักพาตัวไปต่อหน้าธารกำนัล”
“สารพัดเล่ห์เหลี่ยมจริงๆ นะคะ พวกลักพาตัวเนี่ย” เจียงหลีพยักหน้าเห็นด้วย
ทั้งการแสร้งทำเป็นญาติเพื่อฉุดกระชากหญิงสาวกลางถนน หรือการจู่โจมฉกชิงเด็กไปจากอ้อมอกพ่อแม่ แม้ในโลกใบนี้เจียงหลีจะยังไม่เคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เหล่านั้นโดยตรง แต่เธอก็เคยได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้มาบ้าง ไม่ต่างจากที่มารดากำลังถ่ายทอดให้ฟังเลย
ไช่ซิ่วเฟินกำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ลูกน่ะมีพละกำลังไม่น้อย ถ้าต้องไปเจอสถานการณ์แบบนั้นเข้าจริงๆ ต้องดิ้นรนขัดขืนให้ถึงที่สุด อย่าให้พวกมันลากตัวไปได้ง่ายๆ เด็ดขาด
แล้วก็ต้องหาเวลาอบรมสั่งสอนพวกรุ่ยรุ่ยให้ดีด้วย อย่าให้เด็กๆ ไปหลงกลเชื่อใจคนแปลกหน้า เดี๋ยวจะถูกลักพาตัวไปตอนที่เราเผลอ”
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เจียงหลียืนยันอย่างหนักแน่น “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนูไม่ยอมตกเป็นเหยื่อให้ใครมาฉวยโอกาสง่ายๆ หรือปล่อยให้ใครมาหลอกพาตัวไปเหมือนคนไม่เต็มเต็งแน่ค่ะ”
[จบบท]