บทที่ 566: ไม่ล่ะ
ทางกองถ่ายได้จัดเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเจียงอีหยางไว้คอยดูแลที่โรงพยาบาลคนหนึ่ง ซึ่งในจังหวะที่เจียงหลีเพิ่งก้าวเท้าออกจากห้องพักผู้ป่วยไป เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็เดินเข้ามาพอดี
ในมือของเขาหิ้วถุงตาข่ายใบใหญ่กับกระติกน้ำร้อนใบใหม่เอี่ยม ซึ่งข้างในถุงตาข่ายนั้นมีทั้งอ่างล้างหน้าและของใช้ส่วนตัวต่างๆ
ของใช้ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มผู้มีนามว่าหนานตี๋นำเงินและตั๋วปันส่วนที่กองถ่ายมอบให้ ไปตระเวนซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าในละแวกโรงพยาบาล
“กลับมาแล้วเหรอครับ” เมื่อเจียงอีหยางเห็นหนานตี๋ เขาก็ทักทายอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม
“ครับ” หนานตี๋วางถุงตาข่ายลงบนโต๊ะพลางหยิบอ่างล้างหน้ากับของใช้ออกมา ก่อนจะเอ่ยธุระ
“เดี๋ยวผมไปกดน้ำร้อนก่อน แล้วว่าจะแวะไปโรงอาหารซื้อข้าวให้คุณด้วย... อ้อ จริงสิ คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ”
เจียงอีหยางตอบกลับสั้นๆ “อะไรก็ได้ครับ”
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมกลับมานะ” เมื่อพูดจบ หนานตี๋ก็หยิบกระติกน้ำร้อนและกล่องข้าวติดมือออกจากห้องพักผู้ป่วยไป
“เมื่อกี้อาเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินออกจากห้องหลานไปน่ะ เขารู้จักกับเธอเหรอ”
เจียงหลีที่เดินกลับเข้ามาในห้อง เอ่ยถามพร้อมกับยื่นแอปเปิลที่ล้างจนสะอาดแล้วส่งให้ถึงมือเจียงอีหยาง
“อ๋อ เขาเป็นทีมงานจากกองถ่ายครับ อายุไล่เลี่ยกับผมนี่แหละ ชื่อหนานตี๋ ทางกองถ่ายเขาจัดให้มาคอยดูแลผมน่ะครับ”
เจียงอีหยางรับคำ เขายกแอปเปิลในมือขึ้นมาแกว่งไปมาเบาๆ “อาครับ เรามาแบ่งกันคนละครึ่งนะ”
เจียงหลีส่ายหน้าปฏิเสธ “เธอกินไปเถอะ ในกระเป๋ายังมีเหลืออีกตั้งหลายลูก อาใส่ทิ้งไว้ในนั้นแหละ ไว้ถ้าเธออยากกินอีกเมื่อไหร่ ก็ค่อยให้สหายหนานเขาช่วยหยิบไปล้างให้ก็แล้วกัน”
เจียงหลีเว้นจังหวะไปชั่วครู่จึงพูดต่อ “ในเมื่อตอนนี้มีสหายหนานคอยดูแลอยู่แล้ว คืนนี้อาคงไม่มาอยู่เป็นเพื่อนแล้วล่ะ
อีกอย่าง อาต้องรีบไปโทรศัพท์หาคุณย่าของเธอสักหน่อย ปล่อยไว้นานกว่านี้ท่านคงร้อนใจจนนั่งไม่ติดอยู่ที่บ้านแน่ๆ”
“ครับ”
เจียงอีหยางพยักหน้ารับเบาๆ สายตาของเขามองตามเจียงหลีที่กำลังเดินไปยังประตูห้อง แต่แล้วจู่ๆ เจียงหลีก็หยุดชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมาหาเขา
“อาว่ารอให้พ้น 2 วันช่วงสังเกตอาการไปก่อน แล้วเราค่อยกลับไปพักฟื้นกันที่บ้านน่าจะดีกว่านะ”
“แล้วแต่อาเลยครับ ผมยังไงก็ได้”
ในเมื่อฉากที่เขาต้องแสดงนั้นถ่ายทำเสร็จสิ้นหมดแล้ว ประกอบกับตอนนี้ข้อเท้าขวาดันมาพลิก การจะกลับไปทำงานที่หน่วยงานก็คงทำได้ไม่ปกติเหมือนเดิม
ดังนั้น การกลับไปพักฟื้นที่บ้านพักข้าราชการจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายกว่าการอยู่ที่หน่วยงานมากโข
“แล้วนี่... คิดว่าจะโทรบอกพ่อกับแม่ของเธอเรื่องนี้สักหน่อยดีไหม”
เจียงหลีเอ่ยปากถามความเห็นของเจียงอีหยาง เพราะท้ายที่สุดแล้วตัวเขาคือคนที่ได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทำในครั้งนี้ จะบอกให้พ่อแม่ที่บ้านรับรู้ด้วยหรือไม่ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง
ทว่าหากเป็นความเห็นของเจียงหลี เธอมองว่าการไม่บอกน่าจะเป็นผลดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ใหญ่ต้องเก็บไปเป็นกังวลใจ เผื่อว่าเวลาทำงานแล้วเกิดจิตใจวอกแวกคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา มันอาจจะนำพาไปสู่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้
“ไม่ดีกว่าครับ” เจียงอีหยางส่ายหน้า
“ผมไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องมาเป็นห่วงครับ อีกอย่าง แผลแค่นี้มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากมายสักหน่อย ถ้าพวกท่านรู้เรื่องนี้เข้า จะต้องไม่สบายใจกันเปล่าๆ”
เจียงหลียิ้มบางๆ พลางพยักหน้าเบาๆ “อาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน กลัวว่าถ้าพ่อแม่เธอรู้เรื่องเข้า ใจมันก็จะคอยพะวงอยู่แต่กับเรื่องนี้
ถ้าเกิดพลาดพลั้งอะไรขึ้นมาระหว่างทำงาน มันอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันตามมาได้”
“อานี่คิดได้รอบคอบที่สุดเลยครับ” แววตาของเจียงอีหยางฉายแววซาบซึ้ง ก่อนที่เขาจะส่งยิ้มบางๆ ให้เจียงหลี
“รีบกินเถอะ จะได้บำรุงร่างกาย” เจียงหลีเหลือบสายตาไปมองแอปเปิลในมือของเจียงอีหยาง เธอเอ่ยเตือนเขาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะผละตัว
“อาไปโทรศัพท์หาย่าของเธอก่อนล่ะ”
“ครับ” เจียงอีหยางพยักหน้ารับ รู้ความ
เวลาล่วงเลยไปประมาณ 10 นาที เจียงหลีจึงเดินกลับเข้ามาในห้องพัก
“สวัสดีครับคุณอา”
หนานตี๋นั้นรู้มาจากเจียงอีหยางอยู่ก่อนแล้วว่าเจียงหลีมาที่โรงพยาบาล ดังนั้น พอเขาเห็นเจียงหลีเดินเข้ามาในห้อง จึงมีท่าทีเกร็งๆ อยู่บ้าง ก่อนจะตัดสินใจวางตัวเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงอีหยางแล้วเอ่ยทักทายออกไป
เจียงหลีคลี่ยิ้ม “สวัสดี สหายหนาน”
หนานตี๋ยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะแก้เก้อ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “คุณอาเรียกผมว่าหนานตี๋เฉยๆ ก็ได้ครับ”
“ได้สิ งั้นต่อไปอาจะเรียกเธอว่าหนานตี๋ก็แล้วกันนะ”
[จบบท]