บทที่ 57: ติดใจคุณแม่นางฟ้า
“พี่ชาย เรากลับบ้านกันดีกว่าค่ะ หนูไม่อยากเล่นกับเหวินเยว่แล้วก็เหวินอี๋อีกต่อไปแล้ว!” เสียงใสของเฝิงลู่ประกาศกร้าว ตัดขาดบรรยากาศการเล่นที่เคยครึกครื้นให้ขาดสะบั้นลง
“เฝิงเจิน เฝิงลู่ รอด้วย ฉันกลับพร้อมพวกเธอ” ซ่งฮุยรีบวิ่งตามไปสมทบ
“เดี๋ยวสิ! รอฉันด้วยนะ! พี่ลู่ลู่ รอฉันด้วยคน!” กู้ฉือตะโกนไล่หลัง ขณะที่ทั้งหมดพากันเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
เฝิงเจิน เด็กชายวัย 7 ขวบผู้เป็นดังหัวโจกของกลุ่มและเป็นคนแรกที่เข้าไปทักทายเจียงหลี ทำหน้าที่พี่ชายที่ดีด้วยการจูงมือน้องสาวเดินนำหน้าไปอย่างมั่นคง เพียงไม่นาน เงาร่างเล็กๆ ของเด็กทั้งสี่ก็ลับหายไปจากสายตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกอ้างว้างไว้ใต้ต้นไทรใหญ่
“พี่จ๋า...”
หยาดน้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตากลมโตของเหวินอี๋ ขณะที่เธอมองตามแผ่นหลังของเพื่อนๆ ที่เพิ่งเดินจากไป ความน้อยเนื้อต่ำใจฉายชัดผ่านแววตาที่กำลังสั่นระริก เธอหันไปหาพี่สาวราวกับต้องการหาที่พึ่งพิง
“ห้ามร้องไห้นะ!”
เหวินเยว่ตวาดเสียงแข็ง แม้ว่าลึกๆ แล้วตัวเธอเองก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เด็กหญิงไม่เข้าใจเลยว่าตนเองพูดสิ่งใดผิดพลาดไป เหตุใดเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันดีๆ ถึงได้พร้อมใจกันเข้าข้างลั่วหมิงเวย แล้วพากันตัดสินใจทิ้งสองพี่น้องไปอย่างไม่ไยดีแบบนี้
ณ เวลานี้ โลกใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ดูเหมือนจะหดเล็กลง เหลือเพียงเหวินเยว่และเหวินอี๋สองคนเท่านั้น ส่วนเหวินอวี๋ น้องสาวคนสุดท้องที่มักจะออกมาเล่นด้วยกันเสมอ วันนี้กลับต้องนอนซมอยู่ที่บ้านเพราะพิษไข้จากอากาศที่เย็นลงเมื่อคืน
“พี่... ที่พวกเราทำมันผิดจริงๆ เหรอ” เหวินอี๋ถามเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลลงมาอาบแก้มจนได้
“ผิดบ้าอะไรล่ะ” เหวินเยว่สวนกลับทันควัน แววตาฉายความดื้อรั้นไม่ยอมรับ
“แต่ว่า... คุณน้านางฟ้าคนนั้นดูใจดีออกนะ” เด็กหญิงตัวน้อยกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตา “หนูชอบแม่ของเวยเวยจังเลยค่ะ... คุณน้าสวยมากๆ เลย”
“เหลวไหลน่า”
เหวินเยว่ทำเสียงขึ้นจมูก แต่ในใจกลับยอมรับคำพูดของน้องสาวทุกประการ แม่เลี้ยงของลั่วหมิงเวยงดงามราวกับนางฟ้าที่ก้าวออกมาจากหนังสือนิทานจริงๆ ทั้งยังดูอ่อนโยนและใจดี รอยยิ้มของเธอทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด แตกต่างจากผู้หญิงใจร้ายที่บ้านของพวกเธอลิบลับ คนนั้นแม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้ม แต่กลับให้ความรู้สึกเสแสร้งจนน่าขนลุก
“พี่คะ เรากลับบ้านกันไหม” เหวินอี๋ชวนพลางชำเลืองมองไปยังทิศทางของบ้านตัวเอง “ป่านนี้เสี่ยวอวี๋คงคิดถึงพวกเราแย่แล้ว กลับไปหาน้องกันเถอะนะ”
“หายเสียใจแล้วหรือไง”
“หนูไม่อยากให้พี่ไม่สบายใจ”
เหวินอี๋รู้ดีว่าพี่สาวไม่ชอบเห็นเธอทำหน้าเศร้าสร้อย และเพราะว่าพี่สาวไม่ชอบ เธอจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมา
เหวินเยว่เอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ ก่อนจะเอนหลังพิงลำต้นที่แข็งแกร่งของต้นไทรใหญ่ ทอดสายตามองไปยังผืนฟ้าอันไกลโพ้น แล้วถอนหายใจออกมาเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมานาน “ไม่รู้เลยว่าป่านนี้คุณแม่จะอยู่ที่ไหน ท่านจะคิดถึงพวกเราบ้างไหมนะ”
เหวินอี๋ขยับเข้าไปซบพี่สาว ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กๆ ไปมา “หนูไม่รู้หรอกค่ะ”
“แล้วคิดถึงแม่ไหม”
“แล้วพี่ล่ะคะ... คิดถึงท่านหรือเปล่า”
เหวินเยว่เงียบไป ไม่ได้ให้คำตอบใดๆ
“ถ้าพี่คิดถึงแม่... หนูก็คิดถึงเหมือนกันค่ะ”
“เด็กโง่เอ๊ย”
เหวินเยว่แกล้งดึงผมเปียของน้องสาวเบาๆ “ฉันเกลียดพ่อที่สุด ถ้าพ่อไม่หย่ากับแม่ แม่ก็คงไม่ทิ้งพวกเราไป แล้วบ้านของเราก็คงไม่มีนางจิ้งจอกนั่นย้ายเข้ามาอยู่ด้วยหรอก”
“พี่พูดไม่ถูกนะคะ แม่เลี้ยงของเราน่ะ ไม่ได้สวยเหมือนนางจิ้งจอกสักหน่อย”
เหวินอี๋เถียงด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าให้เทียบกับแม่ของเวยเวยแล้วล่ะก็ แม่เลี้ยงของเราก็แค่ผู้หญิงหน้าบานเป็นจานเชิง ไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย” เด็กหญิงย่นจมูกพร้อมกับทำท่ารังเกียจอย่างสุดขีด
ภาพนั้นทำให้เหวินเยว่หลุดหัวเราะออกมา “งั้นเธอกำลังจะบอกว่าแม่ของเวยเวยเป็นนางจิ้งจอกอย่างนั้นเหรอ”
“เปล่านะคะ! แม่ของเวยเวยเป็นนางฟ้าต่างหาก หนูชอบคุณน้านางฟ้า” เหวินอี๋ตอบกลับด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์
“ขนาดนั้นเลยเหรอ ชอบแม่ของเวยเวยมากเลยหรือไง” พี่สาวอดไม่ได้ที่จะถามต่อ
“แล้วมันไม่ได้เหรอคะ”
“...” เหวินเยว่พูดอะไรไม่ออก
มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะชอบได้หรือไม่ได้ แต่ที่เธอเป็นกังวลคือ สตรีผู้สูงส่งราวกับนางฟ้าคนนั้น จะยังอนุญาตให้ลูกสาวของเธอมาวิ่งเล่นกับพวกเธอสองพี่น้องอีกหรือไม่ หลังจากเกิดเรื่องในวันนี้
ตัดภาพมายังบ้านตระกูลลั่ว
เจียงหลีอุ้มเวยเวย หนูน้อยน่ารักประจำบ้าน มานั่งบนเก้าอี้พนักพิงตัวเล็กกลางห้องนั่งเล่นอย่างอ่อนโยน เธอจัดแจงให้รุ่ยรุ่ยและหานหานนั่งลงข้างๆ กัน ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นให้เด็กทั้งสาม ดวงตาหงส์ที่งดงามของเธอทอประกายแห่งความรักใคร่เอ็นดู
“รุ่ยรุ่ย... ลูกคงรู้ใช่ไหมจ๊ะ ว่าน้าไม่ใช่แม่แท้ๆ ของลูกกับน้องๆ...”
[จบบท]