บทที่ 570: ต้มกบในน้ำอุ่น
เจียงอีหยางนอนพักสังเกตอาการอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสองวัน พอครบกำหนดตามที่แพทย์สั่ง เจียงหลีก็จัดการเรียกรถแท็กซี่ให้มารับหลานชายกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านพักข้าราชการ
วันนั้น หลังจากการบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ผ่านพ้นไป อู๋เยว่ที่ยังไม่รีบกลับบ้านก็ชวนเจียงหลีคุยฆ่าเวลา “จริงสิ หนังเรื่องที่อีหยางถ่ายไปเมื่อปีกลาย เขาได้วันฉายหรือยัง”
“ยังเลย แต่ที่แน่ๆ คือฉายในปีนี้แน่นอน ไว้ถ้าอีหยางเขารู้วันที่แน่นอนแล้วมาบอกฉัน ฉันจะรีบไปบอกเลย” เจียงหลีเองก็ใจจดใจจ่อ อยากจะเห็นผลงานการแสดงของหลานชายคนโตบนจอเงินจะแย่อยู่แล้วเหมือนกัน
“แล้วเรื่องงานที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเป็นยังไงบ้างล่ะ อีหยางเขาได้โอกาสขึ้นเวทีบ่อยหรือเปล่า”
“ก็ราบรื่นดีนะ ได้ขึ้นแสดงอยู่เรื่อยๆ เลย... แต่ว่า... เมื่อไม่กี่วันก่อน อีหยางเขาเพิ่งไปถ่ายหนังอีกเรื่อง แล้วดันมาเกิดอุบัติเหตุในวันที่ต้องปิดกล้องส่วนของเขาพอดี อุปกรณ์ประกอบฉากในกองมันมีปัญหา เขาก็เลยโชคร้ายข้อเท้าเคล็ด ตอนนี้เลยต้องมานอนพักยาวอยู่ที่บ้านฉันนี่แหละ”
“โอ้... ข้อเท้าเคล็ดก็ยังไม่นับว่าสาหัสอะไร แต่เธอมั่นใจนะว่าเขาไม่ได้เจ็บตรงอื่นอีก” อู๋เยว่ถามย้ำด้วยความเป็นห่วง
“ไม่นะ ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว เธอสบายใจได้เลย”
****
สองสาวพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอีกราวสิบนาที เจียงหลีจึงขอตัวแยกไปขึ้นรถของสถานีโทรทัศน์ที่จอดรออยู่ เพื่อเดินทางกลับบ้านพักข้าราชการ
ในขณะเดียวกัน อู๋เยว่เองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องไปจัดการที่บ้านของหลินผิงผู้เป็นลุง เธอจึงมุ่งหน้าไปที่นั่นหลังเลิกงานทันที
ระหว่างที่นั่งล้อมวงคุยกันตามประสาญาติมิตร อู๋เยว่ก็นึกถึงเรื่องของเจียงอีหยางขึ้นมาได้ เธอจึงเล่าเรื่องที่เขาประสบอุบัติเหตุในกองถ่ายให้ฟังแบบไม่คิดอะไรมาก ทว่าปฏิกิริยาของคนที่ได้ฟังนั้นแตกต่างออกไป หลินตันถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน
“พี่เยว่! พี่ไม่ได้อำหนูเล่นใช่ไหม สหายเจียงอีหยางเจ็บตัวจริงๆ เหรอ!”
อู๋เยว่ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก: “ฉันจะไปกุเรื่องมาอำเธอทำไม วันนี้ฉันเพิ่งคุยกับเจียงหลีมาหมาดๆ เลย”
“เรื่องนี้พ่อน่ะรู้ตั้งแต่วันแรกแล้ว” หลินผิงที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ้าง “โชคดีที่เจ็บไม่เยอะ พักสักเดือนหนึ่งเดี๋ยวก็หายสนิท”
เขาอธิบายต่อว่า ในวันที่เกิดเหตุ หรือให้ถูกต้องคือแค่ไม่กี่นาทีหลังจากเกิดเหตุ ก่อนที่เจียงอีหยางจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยซ้ำ ทางทีมงานกองถ่ายก็รีบโทรศัพท์สายตรงมาแจ้งข่าวที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมทันที
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเจียงอีหยางถือเป็นบุคลากรของคณะโดยตรง ทางโรงงานภาพยนตร์แค่ทำเรื่อง ‘ยืมตัว’ ไปใช้งานเท่านั้น การที่นักแสดงในสังกัดไปเกิดอุบัติเหตุระหว่างการยืมตัว พวกเขาย่อมไม่มีทางกล้าปิดบังหรือแจ้งข่าวล่าช้าเด็ดขาด
ตอนที่หลินผิงได้ยินข่าวครั้งแรกว่า ‘เสาหลัก’ ดาวรุ่งที่เขากำลังหมายมั่นปั้นมืออยู่เกิดบาดเจ็บ เขาก็ใจหายวาบ แต่เมื่อซักถามจนได้ความว่าเจียงอีหยางเพียงแค่ข้อเท้าขวาพลิกจนเคล็ด กับมีอาการสมองกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาก็คลายความกังวลลงได้มาก หลินผิงจึงสั่งการผ่านทางโทรศัพท์ไปทางกองถ่าย ให้แจ้งเจียงอีหยางว่าไม่ต้องกังวลเรื่องงาน ให้พักผ่อนจนกว่าร่างกายจะกลับมาสมบูรณ์เต็มที่ แล้วค่อยกลับมาทำงาน
“พ่อคะ!” หลินตันหันขวับไปหาบิดา “ในเมื่อพ่อรู้เรื่องที่สหายเจียงอีหยางเจ็บตัว ทำไมพ่อไม่เห็นบอกหนูเลย!”
เธอจ้องเขาเขม็ง “ถ้าหนูรู้เร็วกว่านี้...”
“ถ้ารู้เร็วกว่านี้แล้วลูกจะทำยังไง” หลินผิงชิงพูดตัดบท เขามองลูกสาวด้วยสายตาที่รู้ทัน
“พ่อก็รู้อยู่แก่ใจนี่คะ!” หลินตันทำแก้มป่อง แสดงอาการงอนง้ำออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ตันตัน” หลินผิงถอนหายใจ “พ่อรู้ว่าลูกน่ะรู้สึกดีๆ กับเสี่ยวเจียง แต่เท่าที่พ่อประเมินสถานการณ์ดูนะ เสี่ยวเจียงเขาไม่ได้คิดอะไรแบบเดียวกับลูกเลยสักนิดเดียว ถึงจะเป็นแบบนี้ ลูกก็ยังอยากจะพยายามตามเขาต่อไปอีกเหรอ”
“หนูไม่ได้จะตามตื๊อเขาสักหน่อย!” หลินตันเถียงเสียงสูง
“หนูแค่อยากจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนธรรมดาๆ ก่อนเท่านั้นเอง ถ้าในอนาคตเขาเกิดรู้สึกดีๆ กับหนูขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องที่พัฒนาไปตามธรรมชาติ ไม่ดีเหรอคะ”
“แล้วทำไมลูกต้องเหนื่อยขนาดนี้ด้วย” หลินผิงส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับลูกสาวคนเดียว
“ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อเห็นมีแต่เด็กผู้ชายวิ่งตามลูกต้อยๆ แต่ตอนนี้กลับตาลปัตร ลูกดันต้องเป็นฝ่ายไปวิ่งตามผู้ชายที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยเนี่ยนะ”
“ก็หนูหวั่นไหวไปแล้วนี่คะพ่อ!” หลินตันยืนกรานเสียงแข็ง
“ในเมื่อใจมันรู้สึกไปแล้ว หนูก็อยากจะลองพยายามเพื่อหัวใจตัวเองดูสักตั้ง ถ้าไม่ทำอะไรเลย หนูว่าหนูต้องมานั่งเสียใจทีหลังไปตลอดชีวิตแน่ๆ”
เธอไม่ได้จะทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลในเรื่องความรักเสียหน่อย อีกอย่าง พี่อู๋เยว่ก็เคยเตือนเธอแล้วว่าเจียงอีหยางเป็นคนที่ไม่ชอบผู้หญิงที่แสดงออกว่าชอบเขามากจนเกินงาม และเขาก็ยังไม่อยากคิดเรื่องความสัมพันธ์ในตอนนี้ด้วย
เธอยอมรับการตัดสินใจของเขา และจะไม่ทำตัวน่ารำคาญไปตามเกาะแกะเขาให้ลำบากใจ หรือทำให้เขาเกลียดขี้หน้าเธอเด็ดขาด
แผนของเธอคือการ 'ต้มกบในน้ำอุ่น' ค่อยๆ เริ่มจากสถานะเพื่อน คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แสดงความห่วงใยในฐานะเพื่อนเป็นครั้งคราว เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ จนเขารู้สึกคุ้นชินกับการมีเธออยู่ในวงโคจรชีวิตของเขา ถึงวันนั้น... เธอก็ค่อยๆ หย่อนความรู้สึกที่แท้จริงของเธอลงไป
ใครจะไปรู้... ถึงตอนนั้น เขาอาจจะเปิดใจรับเธอก็ได้!
[จบบท]