บทที่ 577: งั้นเรามารอดูกัน
“พี่หยางหยางไม่ยอมฟังที่แม่พูดเลย แบบนี้มันก็คือทำให้แม่โกรธไม่ใช่เหรอครับ!”
เสียงแหลมเล็กของลั่วหมิงหานดังขึ้น เจ้าตัวเล็กยืนกอดอก จ้องหน้าเจียงอีหยางเขม็ง ดวงตาเรียวรีฉายแววจริงจัง แก้มยุ้ยๆ สองข้างพองลมจนกลมเป่ง ผิวขาวๆ ที่อมชมพูหน่อยๆ ทำให้เด็กชายดูเหมือนปลาทองตัวจิ๋วที่กำลังอมลมไว้เต็มปาก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็น่ารักน่าหยิกไปหมด
เจียงอีหยางเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมนิ้วชี้ไปจิ้มแก้มป่องๆ นั่นเบาๆ มันนุ่มนิ่มหยุ่นมือไปหมด
“หานหานยังเด็กครับ” เขาพยายามยิ้มใจดี อธิบายให้เด็กน้อยเข้าใจ
“เรื่องของผู้ใหญ่มันซับซ้อน หานหานอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่พี่รับรองเลยว่าแม่ของหานหานไม่ได้โกรธพี่เลยจริงๆ นะ แล้วพี่ก็ไม่ได้ตั้งใจทำให้แม่ของหานหานโกรธด้วย”
“ไม่ฟังที่แม่พูดก็คือเด็กไม่ดี! พี่หยางหยางไม่น่ารักเลย!” หนูน้อยสะบัดหน้าใส่ ไม่ยอมรับฟังเหตุผล
“เดี๋ยวพ่อกลับมานะ ผมจะฟ้องพ่อให้หมดเลย ให้พ่อตีก้นพี่หยางหยางให้ลาย! นี่เป็นการแก้แค้นแทนแม่ผม!”
ในโลกใบเล็กๆ ของเด็กชาย แม่คือคนที่สำคัญที่สุดในโลก และเขาจะไม่ยอมให้ใครมารังแกแม่เด็ดขาด แม้ว่าคนนั้นจะเป็นพี่ชายใหญ่ที่เขาแสนจะชื่นชมก็ตาม
คำขู่ฟ่อๆ ที่น่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัว ทำเอาเจียงอีหยางหน้าร้อนผ่าว เขาพูดแก้ตัวด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ “พี่โตแล้วนะครับ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ แล้วพ่อของหานหานก็เป็นคุณอาเขยของพี่ เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาไม่ฟังหานหานพูดข้างเดียวแล้วมาตีพี่หรอก”
“งั้นก็คอยดูได้เลยครับ!” เจ้าตัวกลมยังไม่ยอมแพ้ เด็กชายหรี่ตาลง จ้องอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง น้ำเสียงเจื้อยแจ้วยังคงความน่ารักไว้เต็มเปี่ยม
“พ่อของผมน่ะ รักแม่ของผมที่สุดในโลกเลย ถ้าพ่อรู้ว่าพี่หยางหยางแกล้งแม่นะ พ่อไม่ปล่อยพี่ไว้แน่! ผมมั่นใจ!”
โธ่เอ๊ย... เดี๋ยวก็หาว่าเขาทำผิด เดี๋ยวก็หาว่าเขารังแกคุณอาหลีเป่า เจ้าก้อนแป้งนี่จะเลิกปรักปรำเขาได้หรือยัง
เจียงอีหยางพยายามเค้นยิ้ม แต่หน้าตากลับบิดเบี้ยวยิ่งกว่าตอนจะร้องไห้เสียอีก สงสัยคราวนี้เขาคงโดนลูกพี่ลูกน้องตัวจิ๋วนี่หมายหัวว่าเป็น ‘คนเลว’ ไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนลั่วหมิงเวยที่นั่งเงียบอยู่นาน สองหูเล็กๆ นั่นคอยเงี่ยฟังบทสนทนาของพี่ชายฝาแฝดกับพี่ชายใหญ่มาตลอด และก่อนที่ใครจะรู้ตัว เด็กหญิงก็ลากเก้าอี้พนักพิงตัวจิ๋วของตัวเองมาสมทบกับเจียงอีหยางอีกคน
หนูน้อยยืนขึ้นบนเก้าอี้ จ้องหน้าเขาเขม็ง ดวงตาฉ่ำน้ำคู่สวยที่เหมือนแม่ไม่มีผิดเพี้ยนเบิกกว้าง “พี่หยางหยางคะ! แม่ของหนูเป็นผู้หญิงนะ ทำไมพี่หยางหยางไม่ยอมอ่อนข้อให้แม่บ้างเลย พี่หยางหยางใจร้ายที่สุด!”
“หา? พี่ใจร้ายเหรอครับ” เจียงอีหยางรู้สึกเหมือนโลกถล่ม เขายกนิ้วชี้หน้าตัวเองอีกรอบ สติกระเจิงไปหมด ทั้งอยากจะหัวเราะในความไร้เดียงสาของเด็กๆ และอยากจะร้องไห้ให้มันรู้แล้วรู้รอด
“พี่สาบานต่อฟ้าดินเลย! พี่ไม่ได้แกล้งแม่ของพวกน้องเลยจริงๆ พี่ไม่กล้าหรอก!” เขาพยายามอธิบายเสียงดังฟังชัดที่สุด
“พวกหนูต้องเข้าใจพี่สิครับ แม่ของพวกหนูน่ะ คือคุณอาของพี่นะ! ต่อให้พี่มีตับไตไส้พุงเพิ่มมาอีกสิบชุด พี่ก็ไม่กล้าไปหือกับคุณอาหรอก ขืนทำแบบนั้นไปนะ คุณยาย คุณตา แล้วก็คุณลุงใหญ่ของพวกหนู ไม่มีใครปล่อยพี่ไว้แน่ๆ พี่โดนพวกคุณลุงสับเละ!”
บทสนทนาเถียงกันด้วยเหตุผลแบบเด็กๆ ของเจียงอีหยางและคู่ฝาแฝดดังชัดเจนจนผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินกันหมด ทั้งไช่ซิ่วเฟิน เจียงหลี หรือแม้แต่ลั่วหมิงรุ่ยผู้เป็นพี่ใหญ่
ลั่วหมิงรุ่ยผู้นั่งกอดอกมองภาพตรงหน้ามาสักพัก ทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความวุ่นวายตรงหน้า: พี่หยางหยางก็นะ... น้องชายกับน้องสาวของเขาก็ช่าง... ไม่รู้หรือไงว่ากำลังทำเรื่องที่เหมือน ‘ปิดหูขโมยกระดิ่ง’ อยู่ (การหลอกตัวเองว่าคนอื่นจะไม่รู้)
ไช่ซิ่วเฟินเลยหันไปกระซิบกับลูกสาวแทน “นี่ พอเยี่ยนชิงเขาหยุดพักร้อน เขาจะไปส่งเราที่บ้านนอกได้จริงๆ เหรอ”
“ค่ะแม่ เขาบอกหนูเองเลย” เจียงหลีตอบ “เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาขับรถไปส่งเราเองค่ะ”
“รถคันนั้นจะนั่งพอกันเหรอ คนตั้งเยอะแยะ” ไช่ซิ่วเฟินยังกังวล
ก็แค่ผู้ใหญ่กับเด็กแฝดก็ 5 คนแล้ว (ไช่ซิ่วเฟิน, เจียงหลี, ลั่วเยี่ยนชิง, หมิงหาน, หมิงเวย) นี่ยังไม่นับลั่วหมิงรุ่ยอีกคน รถคันเดียวจะไปยัดกันยังไงหมด
“แม่ไม่ต้องห่วงค่ะ แผลที่เท้าของอีหยางอีกสัก 2-3 อาทิตย์ก็น่าจะหายดีแล้ว ถึงตอนนั้นเขาก็ต้องกลับไปทำงาน คงไม่ได้ไปกับเราด้วยหรอกค่ะ”
“แต่ถ้าแผลเขายังไม่หายจริงๆ แล้วต้องไปกับเราด้วย ลั่วเยี่ยนชิงก็บอกว่าเขาจะลองไปหารถคันที่ใหญ่กว่านี้มาให้พวกเรานั่งกันให้ได้ทุกคน หรือถ้ามันลำบากมาก เราก็นั่งรถไฟกลับเอาก็ได้ค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
สำหรับเจียงหลี ขอแค่ตั้งใจจะกลับบ้านจริงๆ เดินทางแบบไหนเธอก็กลับถึงบ้านเกิดได้ทั้งนั้น
“ถ้าลูกกับเยี่ยนชิงวางแผนไว้แล้ว แม่ก็สบายใจ” ไช่ซิ่วเฟินพยักหน้า
มาอยู่ปักกิ่งตั้งครึ่งปี เธอก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ที่ห่วงที่สุดก็คือสามีของเธอ ไม่รู้ว่าตอนเธอไม่อยู่จะเป็นยังไงบ้าง
คนสองคนอยู่ด้วยกันมาเกินครึ่งชีวิตแล้ว โบราณเขาว่า คู่ชีวิตตอนแก่คือเพื่อนแท้ที่สำคัญที่สุด เธอไม่อยากให้สามีเป็นอะไรไป โดยที่เธออยู่ไกลถึงปักกิ่งแล้วไม่รู้อะไรเลย
เจียงหลีเข้าใจความรู้สึกของแม่ดี เธอยื่นมือไปกุมมือเหี่ยวๆ ของท่านไว้ “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ พอลั่วเยี่ยนชิงหยุดเมื่อไหร่ เรากลับบ้านกันทันที
หนูรู้ว่าแม่เป็นห่วงพ่อ... งั้นเอางี้ดีไหมคะ กลับไปคราวนี้ แม่ลองคุยกับพ่อดู ให้พ่อลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน แล้วย้ายมาอยู่กับหนูที่ปักกิ่งถาวรเลย เดี๋ยวหนูเลี้ยงดูแม่กับพ่อเอง”
“พูดจาอะไรอย่างนั้น! ที่ไหนเขามีให้ลูกสาวมาเลี้ยงพ่อแม่ตอนแก่กัน”
ไช่ซิ่วเฟินถลึงตาใส่ลูกสาวสุดที่รัก ก่อนจะดุเบาๆ “ไอ้คำพูดแบบนี้น่ะ ถ้าพวกพี่ชายใหญ่ของลูกมาได้ยินเข้าล่ะก็...”
[จบบท]