บทที่ 578: ในเมื่อรู้ตัว... แล้วจะพูดเหลวไหลทำไม!
“ เขาก็พากันคิดมากกันพอดี” หญิงชรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“พวกเขาอาจจะกำลังแอบไปนั่งกุมขมับ โทษตัวเองอยู่ก็ได้ ว่าทำหน้าที่ลูกชายได้ไม่ดีพอหรือเปล่า มีอะไรบกพร่องตรงไหน ถึงขนาดต้องร้อนถึงมือน้องสาวที่แต่งงานมีครอบครัวของตัวเองไปแล้ว ให้มาป่าวประกาศว่าจะเลี้ยงดูพ่อแม่แทนพวกเขาแบบนี้”
“อ้าว... แล้วทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะคะ” เจียงหลีทำแก้มป่อง แกล้งทำเสียงงอนๆ ใส่ผู้เป็นแม่
“พี่ๆ เขาเป็นลูกแม่ แล้วหนูล่ะ... ไม่ใช่ลูกแม่หรือยังไงคะ”
หญิงสาวขยับเข้าไปออดอ้อน ซบหน้าลงกับไหล่ของไช่ซิ่วเฟินแล้วถูไถไปมา “หนูก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของแม่กับพ่อนะ แม่กับพ่อก็เลี้ยงหนูมากับมือจนโตเหมือนกัน ถ้าพี่ๆ เขายังเลี้ยงพ่อกับแม่ได้ หนูก็ต้องเลี้ยงได้เหมือนกันสิคะ... หรือว่าไม่จริง”
ในเสี้ยววินาทีที่เจียงหลีโพล่งคำถามนั้นออกมา ‘แล้วหนูล่ะ ไม่ใช่ลูกแม่หรือยังไงคะ’ โดยที่เจ้าตัวมัวแต่แสร้งทำเป็นน้อยอกน้อยใจอยู่นั้น จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นประกายความหวั่นไหวที่ซับซ้อนบางอย่าง ที่มันได้วูบผ่านดวงตาของไช่ซิ่วเฟินไปเพียงชั่วพริบตา... ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาสงบดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ยัยเด็กคนนี้นิ! ปากดีนักนะ พูดจาอะไรไม่รู้เรื่อง!” ไช่ซิ่วเฟินใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากมนของลูกสาวอย่างนึกมันเขี้ยว แสร้งทำเป็นดุเสียงดังกลบเกลื่อน
“ทำไมจะไม่ใช่ลูกแม่ล่ะหา! แถวบ้านเราน่ะ มีใครเขาไม่รู้บ้าง ว่าปีนั้นแม่น่ะ เบ่งลูกแฝดชายหญิงออกมา! จำได้ไหม!”
หญิงชราหรี่ตามองลูกสาวคนสวยอย่างคาดโทษ “จำไว้นะ... ถ้าคราวหน้ายังกล้าพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระแบบนี้ออกมาอีก... แม่จะจับหูบิดให้เขียวช้ำเลยเชียว คอยดู!”
“โอ๋ๆๆ แม่จ๋าไม่เอาน่า... หนูก็แค่พูดเล่นนิดเดียวเอง อย่าโกรธหนูสิคะ นะคะ” เจียงหลีรีบเปลี่ยนโหมดเป็นลูกแมวขี้อ้อนในทันควัน เธอเข้าไปกอดแขนแล้วเอาแก้มถูไถไปมาอย่างประจบประแจง
“หนูรู้ค่ะ รู้ดีที่สุดในโลกเลย ว่าหนูคือลูกสาวสุดที่รักหนึ่งเดียวของแม่ เป็นลูกที่แม่ทนอุ้มท้องหนักๆ มาตั้งสิบเดือนเต็ม กว่าจะคลอดออกมาได้ก็แทบแย่ ถ้ามันไม่ใช่แบบนั้น” เธอยิ้มกว้างจนตาหยี
“มีเหรอที่ทั้งแม่ ทั้งพ่อ ทั้งพวกพี่ชาย จะตามใจหนู ประคบประหงมหนูขนาดนี้... ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่หนูจะต้องรู้สึกน้อยใจหรือเสียน้ำตากับเรื่องอะไร”
“ก็ในเมื่อรู้ตัวดีขนาดนี้ แล้วจะยังพูดจาเหลวไหลแบบนั้นออกมาอีกทำไม!”
ไช่ซิ่วเฟินจิ้มหน้าผากย้ำไปอีกที แต่คราวนี้แววตาทอประกายอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเพิ่งยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก
“ลูกไม่รู้หรอก...” เสียงของหญิงชราแผ่วลงเล็กน้อย คล้ายกำลังย้อนนึกถึงภาพความทรงจำในอดีต “ตอนที่แม่คลอดลูกออกมานะ... พ่อของลูกน่ะ เขาดีใจแทบจะเป็นบ้าเป็นหลังไปเลย
ไม่ใช่แค่พ่อนะ ปู่กับย่าของลูก แล้วก็พวกลุงๆ ทุกคนยิ้มแก้มแทบแตก ยิ้มกันไม่หุบเลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ทุกคนถึงได้ทั้งรักทั้งหลงลูก ตามใจลูกทุกอย่าง คอยปกป้องลูก กลัวลูกจะเจ็บตรงไหน สะดุดตรงไหน ลูกน่ะเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านเราเลยนะจะบอกให้”
“หนูรู้ค่ะ... พวกแม่รักหนูที่สุดในโลก!” เจียงหลีซบหน้ากับแขนแม่แน่นขึ้น สูดกลิ่นอายที่คุ้นเคย ถูไถไปมาอย่างมีความสุข
“หนูน่ะ... โชคดีที่สุดในโลกเลยรู้ไหมคะ ที่ได้โตมาในบ้านที่มีแต่คนรักหนูมากขนาดนี้ที่งๆที่หนูก็โตขนาดนี้แล้ว”
ยังไม่ทันที่บรรยากาศซาบซึ้งระหว่างแม่ลูกจะดำเนินไปนานกว่านั้น เสียงเล็กๆ ที่ยานคางเพราะความง่วงของลั่วหมิงเวยก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“แม่คะ... เวยเวยอยากนอนแล้วค่ะ”
เจ้าตัวเล็กยกมือป้อมๆ ขยี้ตาทั้งสองข้างจนแดงก่ำ ปากเล็กๆ นั่นก็อ้าหาวหวอด ขาอวบสั้นพยายามก้าวเดินเตาะแตะมาเกาะที่ขาของเจียงหลี
“ง่วงแล้วเหรอ... ถ้าง่วงก็ไปนอนไหมคะคนเก่ง”
เจียงหลีก้มลงช้อนร่างนุ่มนิ่มของลูกสาวขึ้นมาแนบอก หอมแก้มยุ้ยๆ นั่นไปหนึ่งฟอด ก่อนจะหันไปบอกแม่ของเธอ
“แม่คะ เดี๋ยวหนูพาเด็กๆ เข้านอนก่อนนะคะ”
ไช่ซิ่วเฟินพยักหน้ายิ้มๆ “ไปเถอะๆ พักผ่อนกันได้แล้ว ดึกแล้ว”
“รุ่ยรุ่ย หานหาน เดินตามแม่มาลูก”
เจียงหลีไม่ลืมที่จะเรียกสองหนุ่มที่เหลือ เธอกอดเวยเวยเดินนำเข้าห้องไปก่อน โดยมีรุ่ยรุ่ยและหานหานเดินตามหลังแม่ต้อยๆ ไม่นาน ร่างของทั้งสี่แม่ลูกก็หายลับเข้าไปในตัวบ้านที่อบอุ่น
เมื่อลานบ้านกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเธอกับหลานชาย ไช่ซิ่วเฟินจึงหันมาหาเจียงอีหยางที่นั่งเงียบมานาน “แล้วเราล่ะอีหยาง ถ้าง่วงก็เข้าไปนอนได้เลยนะ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนย่าหรอก”
“ยังครับย่า เดี๋ยวอีกสักพักค่อยนอนครับ” ชายหนุ่มตอบ
“อืม... ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้ก็ไม่มีใครแล้ว เหลือแค่เราสองคน” ไช่ซิ่วเฟินขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้
“หลานบอกย่ามาตามตรงเถอะ ว่าหนูหลินตันน่ะ เขาไม่ดีตรงไหนกันแน่” หญิงชราจ้องหน้าหลานชายเขม็ง
“ย่าก็เห็นเขามาหลายทีแล้ว ย่าไม่เห็นว่าเขาจะทำตัวไม่ดีอะไรต่อหน้าหลานเลยนะ ออกจะดูดี เรียบร้อย”
“ย่าครับ... ทำไมย่าต้องวนกลับมาเรื่องนี้อีกแล้วล่ะครับ”
เจียงอีหยางถึงกับขมวดคิ้ว รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก “มันไม่ใช่ว่าเขาดีหรือไม่ดีครับ แต่มันคือผมไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยคิดจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยซ้ำครับ”
“นี่หลานอายุ 19 แล้วนะ!” ไช่ซิ่วเฟินขึ้นเสียงย้ำเตือนความจริงข้อนี้
“ผมรู้ครับว่า 19 แล้ว
ผมก็รู้ด้วยว่าอาห้าก็อายุ 20 แล้ว” เจียงอีหยางพยายามเสนอทางออกที่เขาคิดว่าดีที่สุด
“งั้นทำไมย่าไม่ให้คุณอาหลีเป่าช่วยพูดล่ะครับ แนะนำสหายหลินตันให้อาห้าไปเลย เผื่อจะชอบพอกัน”
“บ้า! มันจะเหมือนกันได้ยังไง” ไช่ซิ่วเฟินส่ายหน้าพรืดทันควัน
“อาหลีเป่าของหลานเขาก็บอกอยู่ ว่าเด็กคนนั้นน่ะ เขาชอบหลาน! เขาไม่ได้ชอบอาห้า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับอาห้าของหลานสักหน่อย อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง”
เจียงอีหยางทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าการเจรจาไม่เป็นผล “ย่าครับ ไม่ว่าย่าจะพูดอะไร ผมก็ไม่เปลี่ยนใจหรอครับ”
“เออ! ได้ๆๆ!” ไช่ซิ่วเฟินเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ “ย่าไม่ยุ่งแล้วก็ได้! เรื่องคู่ครองของหลานน่ะ ปล่อยให้พ่อแม่หลานเขาปวดหัวไปเถอะ ย่าแก่แล้ว ไม่ต้องมายุ่งยากให้ย่าต้องมาเปลืองสมองด้วยหรอก! ตามใจ!”
พอเจอย่าตัดพ้อด้วยน้ำเสียงแบบนี้ เจียงอีหยางก็ถึงกับไปไม่เป็น เขายกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ อย่างจนปัญญา
“ย่าครับ... เรื่องแบบนี้มันบังคับใจกันไม่ได้หรอกครับ ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับสหายหลินตันจริงๆ ถ้าย่ายังพยายามจะยัดเยียดเขาให้ผม มันก็เหมือนย่ากำลังบังคับผมอยู่นั่นแหละครับ ย่าไม่สงสารผมเหรอ”
ไช่ซิ่วเฟินถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองหลานชายคนโตด้วยแววตาอ่อนอกอ่อนใจ “ย่าว่านะ สมองหลานมันคงไม่เปิดรับอะไรเลยมากกว่า หลานมันหัวทึบ! ก็แค่นั้นแหละ!”
[จบบท]