บทที่ 582: อาจเป็นการหลอกลวง
"อีกอย่าง ถึงลูกจะเป็นอาของเขา แต่ลูกก็อายุมากกว่าเจ้าหนุ่มนั่นแค่ปีเดียวเอง ไม่เห็นจะต้องเป็นห่วงเป็นใยเขาทุกเรื่องขนาดนั้นเลย"
ไช่ซิ่วเฟินบ่นอุบ ที่เธอพูดแบบนี้ก็เพราะหัวใจมันปวดหนึบที่เห็นลูกสาวสุดที่รักต้องเดินฝ่าอากาศร้อนระอุไปส่งเจียงอีหยางไกลถึงป้ายรถโดยสารประจำทาง
"แม่พูดแบบนั้นได้ยังไงคะ" เจียงหลีหันมายิ้ม "ต่อให้หนูอายุพอพอกับหยางหยาง แต่ในฐานะ 'อาหญิงเล็ก' หนูก็ต้องดูแลเขาเป็นพิเศษสิคะ นี่มันหน้าที่"
"โธ่เอ๊ย" ไช่ซิ่วเฟินถลึงตาใส่ลูกสาว "แม่คนนี้เป็นห่วงลูกต่างหากที่ต้องไปเดินตากแดด"
เจียงหลีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทำหน้าทะเล้น "แล้วแม่ไม่ห่วงหลานชายคนโตของแม่ที่ต้องตากแดดบ้างเหรอคะ"
"รายนั้นมันผู้ชายตัวโต หนังเหนียวเนื้อหนา ตากแดดแค่นี้จะเป็นอะไรไป" ไช่ซิ่วเฟินตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
"แต่ลูกน่ะสิ ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ถ้าแดดมันแผดเผาจนลูกเป็นอะไรไป ลูกจะให้แม่ทำยังไง"
"โอ๋ ๆ แม่คะ แม่พูดอะไรอย่างนั้น" เจียงหลีรีบเข้าไปกอดแขนเอาใจ "หนูเคยบอกแม่แล้วไงคะ ว่าหลังจากที่ดื่มยาต้มบำรุงพวกนั้น ร่างกายหนูดีขึ้นมากแล้วจริง ๆ นะคะ"
อย่างน้อยเธอก็ไม่เดินไม่กี่ก้าวแล้วหอบหายใจเหมือนเมื่อก่อน และเธอก็ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่อ่อนเปลี้ยจนล้มพับไปกองกับพื้น หลังจากที่เผลอออกแรงมากเกินไปอีกแล้ว
ก็นั่นแหละ... ถึงเธอจะยังไม่เคยลองทดสอบขีดจำกัดร่างกายตัวเองดู แต่เธอก็เชื่อว่าการบำรุงอย่างต่อเนื่องมานานขนาดนี้ ต่อให้ร่างกายจะไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่อย่างน้อยมันก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิมบ้างไม่มากก็น้อย
"แล้วไปยืนทำอะไรตรงนั้นล่ะ มานั่งนี่มา" ไช่ซิ่วเฟินกวักมือเรียก เมื่อเห็นเจียงหลียังยืนนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ไม่ยอมขยับมาที่โซฟาสักที "ไม่เหนื่อยหรือยังไง"
เจียงหลียิ้มกว้าง "แม่ทายถูกเป๊ะเลยค่ะ หนูไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียว ถ้าให้หนูออกไปเดินตอนนี้สัก 6-7 ลี้ หนูก็ว่าหนูเดินไหวสบายมาก"
"ถ้าลูกรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยปลอดโปร่งนัก ก็ลองออกไปเดินตากแดดจ้า ๆ สัก 6-7 ลี้ดูก็ได้นะ" ไช่ซิ่วเฟินค้อนให้วงหนึ่ง
ลูกสาวคนนี้ดูเหมือนจะซุกซนขึ้นทุกวัน สงสัยจะเพราะคลุกคลีอยู่กับพวกรุ่ยรุ่ยมากเกินไป เลยติดนิสัยความเป็นเด็กมาจากลูก ๆ
"แม่คิดอะไรอยู่เหรอคะ" เจียงหลีเดินมาทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ มารดา เอียงคอถามอย่างอยากรู้
"ก็คิดว่าทำไมลูกถึงได้ซนขึ้นทุกวันแบบนี้ไง" ไช่ซิ่วเฟินตอบตามที่คิด
คำตอบนั้นทำให้เจียงหลีถึงกับนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "หนูเหรอคะซน ไม่จริงมั้งคะ... หนูออกจะเป็นกุลสตรีเรียบร้อยขนาดนี้" เธอแค่ร่าเริงขึ้นนิดหน่อยเวลาอยู่ที่บ้าน ต่อหน้าคนในครอบครัวเท่านั้นเอง
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลอดข้ามรั้วมาจากบ้านตระกูลเหวินที่อยู่ติดกัน
ไช่ซิ่วเฟินเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปลงตก "บ้านข้าง ๆ นี่เขาอยู่กันไม่สงบสุขเลยจริง ๆ"
"เราก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปเถอะค่ะ" เจียงหลีพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "อากาศร้อนจะตายอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาไม่กลัวตะโกนจนคอเจ็บ หรือไม่กลัวว่าเพื่อนบ้านแถวนี้จะได้ยินเอาไปหัวเราะเยาะ ก็ปล่อยให้เขาทะเลาะกันไป"
***
ณ บ้านตระกูลเหวิน
แม่ซูถูกซูม่านผลักไสออกมาจากห้องนั่งเล่น เธอโกรธจัดจนต้องกระทืบเท้าเร่า ๆ อยู่หน้าประตู ชี้หน้าด่าทอลูกสาวไม่หยุดหย่อน ว่าเป็นพวกใจดำอำมหิต เห็นพี่สาวกับหลานชายแท้ ๆ กำลังจะตาย ยังไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย
"หนูเนี่ยนะใจดำ" ซูม่านตวาดกลับอย่างเหลืออด "คราวก่อนแม่ก็บุกมาถึงบ้านพักข้าราชการนี่ มาโวยวายขอเงินหนู บอกว่าพี่สาวป่วยต้องผ่าตัดด่วนแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าหมอค่าโรงพยาบาล
วันนั้นหนูก็บอกไปแล้วว่าบ้านหนูไม่มีเงินให้ แล้วดูสิ หลังจากแม่กลับไปจนป่านนี้... หนูยังไม่เห็นว่าพี่สาวจะเป็นอะไรเลย"
"มันก็ชัดอยู่แล้วว่าค่าผ่าตัดของเขามีคนอื่นจัดการให้เรียบร้อยแล้ว แต่นี่อะไร... คราวนี้แม่มาหาหนูอีก บอกว่าลูกของพี่สาวป่วยไม่มีเงินรักษา ต้องนอนโรงพยาบาล... แม่คะ แม่ไม่เคยคิดบ้างเลยเหรอว่าแม่กำลังโดนพี่สาวกับผัวของเขาหลอกเอา"
ซูม่านจ้องหน้าแม่เขม็ง ถ้อยคำนั้นช่างแหลมคมและเสียดแทงใจ
เพียะ!
แม่ซูไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป เธอเงื้อมือขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของลูกสาวเต็มแรง
"แกกล้าดียังไงมาพูดว่าพี่สาวแกหลอกฉัน" แม่ซูตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
"แกคิดว่าพี่สาวแกจะเป็นคนใจหมาอำมหิตเหมือนแกงั้นเหรอ แกไม่ยอมควักเงินออกมา ฉันก็เลยต้องซมซานไปขอยืมเงินจากญาติคนอื่นแทนไง"
"แล้วจะบอกอะไรให้นะ ก่อนที่ฉันจะส่งเงินไปให้พี่แก ฉันโทรไปที่โรงพยาบาลแล้วด้วย หมอที่นั่นเป็นคนพูดกับหูฉันเอง ว่าอาการป่วยของพี่สาวแกชักช้าไม่ได้ ต้องรีบผ่าตัดถึงจะรอด... แต่ตอนนี้ แกกลับมาพูดว่าพี่สาวแกแกล้งป่วยอย่างนั้นเหรอ"
[จบบท]