บทที่ 594: เสียงเพรียกจากรั้วบ้าน
ถ้าให้พูดถึงทำเลที่ตั้งบ้านเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้ เอาเข้าจริงบ้านของลุงใหญ่เจียงกับอาสามเจียงก็จัดว่าอยู่ไม่ไกลกันนัก เพราะมีบ้านคนอื่นคั่นอยู่แค่สามหลังคาเรือนเท่านั้น จะมีก็แต่บ้านของพ่อเจียงนี่แหละ ที่ขยับออกมาไกลจากพี่น้องร่วมไส้สักหน่อย แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดก็ยังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มันจะไปไกลกันได้สักกี่น้ำเชียว
“หลีเป่า! ว่างๆ ก็แวะมาคุยเล่นบ้านน้าบ้างสิจ๊ะ!”
เสียงแหลมๆ ดังมาจากหน้าประตูรั้วบ้านหลังหนึ่ง แม่สวียืนเท้าสะเอวมองกลุ่มของเจียงหลีที่เดินผ่านมาพอดี ทันทีที่เห็นขบวนคนหอบข้าวของพะรุงพะรัง ดวงตาของหญิงวัยกลางคนก็ฉายแววบางอย่าง ก่อนจะรีบตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู... เอ่อ... กระตือรือร้นเป็นพิเศษ
เจียงหลีได้ยินเสียงเรียกก็ต้องหยุดฝีเท้า เธอหันไปมองต้นเสียงตามมารยาทสังคม พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้
“ค่ะ ไว้ว่างๆ นะคะ”
เธอตอบรับไปอย่างนั้นเอง แค่พอเป็นพิธี เพราะความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างเธอกับสวีชุนเสียมันจบไปนานแล้ว อีกอย่าง ค่านิยมของบ้านสวีที่เห็นลูกชายเป็นเทวดา เห็นลูกสาวเป็นอากาศธาตุนั้น เป็นอะไรที่เจียงหลีรับไม่ได้อย่างแรง ชาตินี้เธอก็คงไม่คิดจะเหยียบย่างเข้าบ้านหลังนั้นอีกเป็นครั้งที่สองแน่
พอเห็นกลุ่มของเจียงหลีเดินลับหัวมุมถนนไป แม่สวีก็หมุนตัวควงกลับเข้าลานบ้าน ทันทีที่เท้าแตะพื้นห้องโถงกลาง เสียงที่ตะโกนเรียกเจียงหลีเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปคนละคีย์ทันควัน
“กิน! กิน! กิน! พวกแกนี่มันเกิดมารู้จักแต่เรื่องกินหรือไง ดูสิ ดูหลีเป่าบ้านโน้น แล้วย้อนกลับมาดูสภาพพวกแก! นอกจากขยับปากเคี้ยวข้าวแล้วยังทำประโยชน์อะไรเป็นอีกบ้างหา!”
แน่นอนว่าเป้าหมายที่แม่สวีกำลังสาดกระสุนน้ำลายใส่ ไม่ใช่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แต่เป็นลูกสาวทั้งสามคน สวีชุนเสีย สวีชุนเหมย และสวีชุนเซียง ที่นั่งหน้าจ๋อยกันเป็นแถว
“แม่! เบาๆ หน่อยสิแม่! เสียงแม่ทำหลานชายแม่สะดุ้งตื่นหมดแล้ว!”
สวีชุนไหล ลูกชายคนโต ส่งเสียงขัดจังหวะ เขารู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่ภรรยาลอบส่งมาให้ ยิ่งพอเห็นลูกชายตัวน้อยในอ้อมแขนภรรยาสะดุ้งตื่นแล้วร้องไห้จ้าเพราะเสียงแปดหลอดของแม่ตัวเอง เขาก็ชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา
“อุ๊ยตาย! แม่ขอโทษๆ แม่ผิดเองจ้ะ ไม่น่าเสียงดังเลย” แม่สวีกลับลำแทบไม่ทัน เธอรีบปรับโหมดเป็นคุณย่าใจดีในพริบตา ใบหน้ายิ้มแย้มเดินเข้าไปหาหวังซิ่งเอ๋อร์ ผู้เป็นลูกสะใภ้ พร้อมกับยื่นมือไปข้างหน้า
“โอ๋ๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา หลานรักของย่า มามะ มาให้ย่าอุ้มหน่อย”
แต่ใครจะคิดว่าลูกสะใภ้จะกล้าเมิน! หวังซิ่งเอ๋อร์ลุกพรวดขึ้นยืน ไม่แม้แต่จะเหลือบมองแม่สามีที่ยืนเก้ๆ กังๆ เธออุ้มลูกชายเดินสวบๆ กลับเข้าห้องนอนของตัวเองไปดื้อๆ ปล่อยให้แม่สวียืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น สองมือยังยื่นออกไปไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน สีหน้าเปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นบึ้งตึงสลับไปมา
เมื่อถูกลูกสะใภ้หักหน้าฉาดใหญ่ ไฟในอกก็ลุกพรึ่บ แม่สวีหันขวับไปหาเป้าหมายใหม่ทันที “เจ้าใหญ่! แกยังเห็นหัวแม่คนนี้อยู่ไหมหา!”
หญิงวัยกลางคนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เธอพุ่งเป้าไปที่ลูกชายคนโต “ฉันอุ้มท้องแกมาเก้าเดือน เลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้ แกกล้ายืนดูเมียแกเชิดหน้าใส่แม่ตัวเองต่อหน้าต่อตาเนี่ยนะ! พูดมาสิ! แกมันยังมีจิตสำนึกอยู่หรือเปล่า!”
สวีชุนไหลถอนหายใจพรืด ขมวดคิ้วแน่น “โอ๊ยแม่! แม่ก็อย่าเพิ่งโวยวายสิ แม่ไปหัวเสียมาจากข้างนอก จะลากอารมณ์บูดกลับมาลงที่บ้านทำไม ถ้าเมื่อกี้แม่ไม่ตะเบ็งเสียงจนลูกผมร้องไห้ แล้วเมียผมเขาจะทำหน้าไม่ดีใส่แม่ได้ยังไง”
"นี่ยังกล้าเถียงอีกเหรอ!" นี่น่ะหรือลูกชายสุดที่รักที่เธอทุ่มเทเลี้ยงดูมา...
แม่สวีจ้องเขม็งไปที่สวีชุนไหลจนหน้าเขียวหน้าเหลือง หายใจฟืดฟาด เธอไม่เข้าใจเลยว่าไปทำเวรกรรมอะไรมานักหนา แค่แป๊บเดียวโดนทั้งลูกสะใภ้เมิน โดนทั้งลูกชายแท้ๆ ย้อนกลับ ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน!
“สวีชุนไหล! แก...แกนี่มันคิดจะเป็นไอ้ลูกเนรคุณใช่ไหม!”
“เดี๋ยวก็ว่าไม่มีจิตสำนึก เดี๋ยวก็ว่าเนรคุณ แม่ครับ ขอเหตุผลหน่อย” สวีชุนไหลกระแทกชามข้าวเปล่าลงบนโต๊ะเสียงดังปัง เขาผลุดลุกขึ้นยืน กอดอกมองแม่ตัวเอง
“สองปีที่ผ่านมานี่ ทุกครั้งที่หลีเป่าบ้านนั้นส่งของกลับมาบ้าน พอแม่รู้เรื่องปุ๊บ แม่ก็กลับมาพาลใส่คนที่บ้านปั๊บ”
“ครั้งนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เธอไม่แค่หอบของกลับมาเพียบ แต่เธอยังควงสามีนั่งรถเก๋งคันเล็กมาจอดถึงหน้าประตูบ้านอีก ผมเดาได้เลยว่าแม่คงอิจฉาจนอกแทบระเบิดล่ะสิ”
“แต่แม่จะอิจฉาไปทำไม มันได้อะไรขึ้นมา! ก็ใครใช้ให้แม่มัวแต่ผลิต ‘สินค้าขาดทุน’ ออกมาล่ะ ลูกสาวแม่ไม่สวยเท่าเขา ไม่เก่งเหมือนเขา แล้วก็หาสามีดีๆ มีความสามารถแบบเขาไม่ได้เองนี่!”
สวีชุนไหลพ่นลมหายใจอย่างหัวเสีย ก่อนจะตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจไปทางสวีชุนเสียที่นั่งตัวลีบอยู่
[จบบท]