บทที่ 6: คำรับรองของเจียงหลี
คำตอบที่สั้นกระชับแต่ชัดเจนของเจียงหลี ทำให้ระบบนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่มันจะส่งเสียงอย่างยินดีแล้วหมุนติ้วไปรอบๆ อย่างร่าเริง
“หลีเป่าลูกแม่ ทำไมถึงได้เบลอขนาดนี้นะ” ทันทีที่การหารือของครอบครัวจบลง ไช่ซิ่วเฟินก็หันไปส่งค้อนให้พ่อเจียงวงใหญ่ด้วยความขัดใจ ก่อนจะรีบตรงมาที่ห้องนอนของลูกสาวสุดที่รัก
เจียงหลีขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างนอบน้อม เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เป็นแม่
ไช่ซิ่วเฟินทรุดตัวลงนั่งบนขอบคัง สายตาของเธอทอดมองลูกสาวที่งดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆ ด้วยความรักและเอ็นดูจับใจ แม้จะเอ่ยปากตำหนิ แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างสุดหัวใจ
“ทำไมถึงไม่ยอมฟังแม่เลยนะลูก ที่แม่ทำทั้งหมดก็เพื่อตัวลูกเองทั้งนั้น สุขภาพของลูกก็ไม่ค่อยจะดี แล้วยังจะต้องเดินทางไกลไปเป็นแม่เลี้ยงให้เด็กอีกตั้งสามคน ลูกไม่รู้หรือไงว่าการเป็นแม่เลี้ยงมันลำบากแค่ไหน”
เธอถอนหายใจยาว พลางกล่าวต่อ “ลองนึกดูสิ คนในหมู่บ้านเราที่ต้องอยู่กับแม่เลี้ยง ชีวิตของพวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง ถ้าดีกับลูกเลี้ยงมากไป คนนอกก็จะนินทาว่าเสแสร้งแกล้งทำดี สมัยก่อนเขาเรียกกันว่า ‘ยกยอปอปั้นจนเสียคน’ แต่พอทำไม่ดีกับเด็กพวกนั้น ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายอีก สรุปแล้วไม่ว่าจะทำแบบไหนก็ผิดไปหมด ถ้าคนๆ นั้นนิสัยไม่ดีจริงๆ แล้วโดนว่าก็คงจะสมควรอยู่หรอก แต่ถ้าเธอตั้งใจทำดีกับลูกเลี้ยงอย่างจริงใจ แต่กลับต้องมาเจอคำพูดแบบนี้ มันจะไม่เสียความรู้สึกแย่เหรอ”
“แม่คะ หนูไม่กลัวคำนินทาของใครทั้งนั้น หนูเชื่อว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง แล้วหนูก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมให้ใครมาใส่ร้ายได้ง่ายๆ หรอกค่ะ” เจียงหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสและแววตาที่มุ่งมั่น “ถ้าเราเอาแต่เก็บเรื่องไม่สบายใจไว้กับตัว ต่อให้ไม่ป่วยก็คงได้ป่วยจริงๆ กันพอดี หนูจะต้องมีความสุขให้มากๆ แม่จะได้สบายใจหายห่วงไงคะ เพราะฉะนั้น แม่เชื่อใจหลีเป่าคนเก่งของแม่นะคะ หนูสัญญาว่าจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องลำบากเด็ดขาด”
“จำคำแม่ไว้นะลูก เราจะไม่ไปหาเรื่องใคร แต่ถ้าใครมารังแกเราก็อย่ายอมเด็ดขาด ถ้าเจอปัญหาอะไรที่แก้ไม่ตกหรือรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไหร่ ต้องโทรศัพท์มาที่ทำการกองพลน้อยทันทีเลยนะ”
ไช่ซิ่วเฟินเอื้อมมือไปลูบผมเปียที่ถักไว้อย่างเรียบร้อยของลูกสาวเบาๆ ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ถ้าเรามีญาติอยู่ที่ปักกิ่งสักคนสองคนก็คงจะดีนะ ถ้าเกิดเรื่องฉุกเฉินอะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยช่วยเหลือลูกได้ทันที”
“หนูสัญญาค่ะว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” เจียงหลีให้คำมั่น
ไช่ซิ่วเฟินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ลูกโง่ของแม่... มีแม่คนไหนบ้างที่จะไม่เป็นห่วงลูกตัวเองเวลาต้องไปอยู่ไกลบ้าน... ที่แม่ทะเลาะกับพ่อของลูก จริงๆ แม่ก็ไม่ได้อยากทำแบบนั้นหรอกนะ แต่แม่แค่...” เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ พยายามข่มความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจ “แม่แค่โมโหที่พ่อของลูก ถึงปากจะบอกว่าทำทุกอย่างเพื่อตัวลูก แต่กลับไม่เคยคิดจะปรึกษาคนในบ้านเลยสักคำ ดันไปตัดสินใจรับปากกับเลขาธิการอู๋ว่าจะยกลูกให้พ่อม่ายลูกติด แล้วยังแอบไปจดทะเบียนสมรสให้โดยไม่บอกใครอีก เขาทำอะไรไม่เคยเห็นหัวคนในครอบครัวเลยสักนิด”
“พ่อถามความเห็นหนูแล้วนะคะ แล้วหนูก็เป็นคนพยักหน้าตกลงเอง เรื่องนี้จะโทษพ่อไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างพ่อเป็นคนมีอุดมการณ์ของพ่อ พ่อเชื่อว่าการแต่งงานของหนูกับสหายลั่วไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย ตรงกันข้าม มันคือการสนับสนุนให้เขาได้อุทิศตัวเองเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง ซึ่งก็เท่ากับว่าหนูเองก็ได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเหมือนกัน ความคิดของพ่อยิ่งใหญ่มากนะคะ ในเมื่อพ่อไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเราเป็นครอบครัวก็ไม่ควรจะไปขัดขวางพ่อหรอกค่ะ” เจียงหลีค่อยๆ อธิบายเพื่อปลอบใจผู้เป็นแม่
“ขัดขวางอะไรกัน แม่ว่าพ่อของลูกนั่นแหละที่ใจกล้าบ้าบิ่นเกินไป เอาชีวิตทั้งชีวิตของลูกมาเสี่ยงแบบนี้ได้ยังไง” ไช่ซิ่วเฟินได้แต่คิดในใจอย่างเจ็บแค้น ‘ตาแก่ใจร้าย คืนนี้เตรียมตัวโดนบิดหูได้เลย’
เจียงหลีอมยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดต่อ “แม่คะ สุขภาพของหนูเป็นยังไงทุกคนในบ้านก็รู้ดี การที่ครอบครัวโจวใช้เรื่องที่หนูมีลูกยากมาเป็นข้ออ้างถอนหมั้น หนูไม่โกรธเลยสักนิดค่ะ กลับดีใจด้วยซ้ำที่ไม่ต้องแต่งเข้าไปในบ้านหลังนั้น แล้วต้องมาทนกับสายตาดูถูกของพวกเขาหรือคำนินทาของชาวบ้านถ้าเวลาผ่านไปแล้วหนูยังไม่มีลูกสักที ตอนนี้หนูจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสหายลั่วที่ปักกิ่งแล้ว หนูรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเลยค่ะ”
เธอมองหน้าแม่ด้วยแววตาจริงจัง “สหายลั่วเงินเดือนก็สูง แถมยังได้ตั๋วปันส่วนต่างๆ อีกมากมาย ชีวิตของหนูหลังจากนี้ต้องสุขสบายแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือเขามีลูกแล้วถึงสามคน เขาคงไม่มาสนใจหรอกว่าหนูจะตั้งท้องได้หรือเปล่า ซึ่งมันก็ตรงกับใจหนูพอดี เพราะหนูเองก็ไม่อยากมีลูกอยู่แล้ว หนึ่งคือร่างกายหนูอาจจะไม่ไหว สองคือหนูกลัวเจ็บ...หนูกลัวว่าตอนคลอด ถ้าเกิดอะไรไม่คาดคิดขึ้นมา หนูอาจจะตายก็ได้...”
[จบบท]