บทที่ 60: ความปรารถนาของเจียงหลี
ภาพจำเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่แม่เลี้ยงคนเก่าเคยซักให้ยังคงฉายชัดในห้วงคำนึงของต้าหมิงหานอยู่เสมอ มันทั้งยับยู่ยี่และไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะดูสะอาดสะอ้านอย่างแท้จริง ทว่าเมื่อวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเรื่อยๆ ทักษะในการซักล้าง การปรุงอาหาร ตลอดจนการดูแลจัดการงานบ้านทุกอย่างของเธอก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ
ร่องรอยของความพยายามที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อยเหล่านั้น เขาไม่เคยตั้งข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อย
เพราะเขาคือคนที่ได้สัมผัสกับพัฒนาการเหล่านั้นด้วยตัวเอง คือคนที่เฝ้ามองทุกการเปลี่ยนแปลงด้วยสองตาของตัวเองมาโดยตลอด
แต่สำหรับแม่เจียงหลีที่ปรากฏตัวขึ้นในบ้านหลังนี้ ณ ปัจจุบัน นอกจากใบหน้าที่ถอดแบบมาจากแม่เลี้ยงเจียงหลีในความทรงจำของเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยนแล้ว ทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเธอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจาหรือการกระทำ กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะเรื่องฝีมือในการทำอาหาร ที่เผยให้เห็นความแตกต่างได้อย่างเด่นชัดที่สุด
บะหมี่ราดหน้าสูตรพิเศษหอมกรุ่นชามนั้น ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเตรียมวัตถุดิบ จนกระทั่งกลิ่นหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วทั้งบ้านและถูกนำมาวางเสิร์ฟบนโต๊ะ ทุกกระบวนการล้วนแสดงให้เห็นว่าแม่เจียงหลีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเขาคนนี้ มีทักษะการทำอาหารที่เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญและช่ำชองอย่างหาที่ติไม่ได้เลย
ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่บุคลิกและบรรยากาศรอบตัวของคนทั้งสองก็ยังแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่หากจะให้ระบุลงไปให้ชัดเจนว่ามันแตกต่างกันตรงจุดไหน ตัวเขาที่ไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือมา ก็ไม่สามารถสรรหาคำพูดใดมาอธิบายความรู้สึกนั้นให้เป็นรูปธรรมได้
เมื่อความคิดเดินทางมาถึงจุดนี้ ต้าหมิงหานก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า หรือบางที…เขาอาจจะหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกคู่ขนานที่คล้ายคลึงกับชีวิตในชาติที่แล้วของเขาก็เป็นได้ เพราะหากไม่ใช่เช่นนั้น เขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะหาคำอธิบายใดมาอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างผู้หญิงที่กำลังโอบอุ้มเวยเวยอยู่ในอ้อมแขนคนนี้ กับผู้หญิงคนเดียวกันในความทรงจำของเขาได้อีก
ทว่าท่ามกลางความสับสน ก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง เขามองออกว่าเจียงหลีคนนี้มีจิตใจดีงามและรักเด็กไม่ต่างไปจากแม่เลี้ยงคนเดิมของเขาเลย
เธอใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการรับรู้ว่าระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงอุตส่าห์ลงมือนวดแป้งและรีดเส้นบะหมี่ขนาดพอเหมาะสำหรับเด็กๆ ด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังใช้ช้อนบดเส้นบะหมี่ในชามของเขากับน้องสาวฝาแฝดจนละเอียด เพื่อให้พวกเขาสามารถทานได้ง่ายและไม่เป็นภาระต่อกระเพาะอาหารมากเกินไป
‘ต้าหมิงหาน นายดูไม่มีความสุขเลยนะ’ เสียงของเสี่ยวหมิงหานดังขึ้นในความคิด
[เปล่าสักหน่อย]
‘ฉันชอบคุณแม่’
[ฉันรู้]
นับตั้งแต่วันที่เขาและเวยเวยลืมตาดูโลก พวกเขาก็ไม่เคยได้เห็นหน้าแม่ผู้ให้กำเนิดเลยสักครั้ง ได้ยินเพียงว่าเธอเสียชีวิตระหว่างการคลอดที่ยากลำบาก ในช่วงเวลาก่อนที่จะถูกลักพาตัวไป เขาไม่เคยรู้สึกรู้สากับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่จดจำได้คือภาพของแม่เจียงหลีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวตอนที่พวกเขาอายุได้สองขวบครึ่ง
ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่คอยหัวเราะและเล่นสนุกไปกับพวกเขา คือคนที่มอบความรักของคนเป็นแม่ให้กับเด็กกำพร้าอย่างพวกเขา ถึงแม้ว่าเธอจะดูซุ่มซ่ามไปบ้างในบางครั้ง แต่สำหรับเขาแล้ว เธอก็คือแม่...เป็นแม่ที่เขารักและผูกพันมากกว่าพ่อแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก
เมื่อนึกถึงผู้เป็นพ่อ ความรู้สึกทั้งหมดของต้าหมิงหานก็สามารถสรุปรวมได้ด้วยคำสั้นๆ เพียงคำเดียว...ห่างเหิน
ชายคนนั้นเป็นคนเคร่งขรึม ไม่เคยมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ต่อให้แม่เลี้ยงย้ายเข้ามาอยู่ด้วยแล้วก็ตาม แต่จำนวนครั้งที่พ่อกลับมาบ้านในหนึ่งปี ยังสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่พ่อใช้มองพวกเขาสองพี่น้องก็ช่างว่างเปล่าและไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ มันเป็นสายตาที่เรียบเฉยอยู่ตลอดเวลา แตกต่างจากพ่อของเด็กคนอื่นๆ ที่มักจะหาเวลาเล่นสนุกกับลูกๆเสมอ ไม่ว่าจะอุ้มชูขึ้นเหนือหัว หรือยอมให้ลูกปีนขึ้นไปขี่คอเล่นเป็นม้าอย่างสนุกสนาน
ต้าหมิงหานลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเลือกที่จะนั่งนิ่งๆ อยู่ในมุมสงบภายในร่างกายของเสี่ยวหมิงหานต่อไป
เขาได้แต่หวังว่าพ่อในโลกใบนี้...จะถูกแม่เลี้ยงคนใหม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง เพื่อที่เสี่ยวหมิงหาน รวมทั้งพี่ชายและน้องสาวของเขาในโลกนี้ จะได้มีโอกาสสัมผัสกับความรักความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่ออย่างที่เด็กคนอื่นๆ ได้รับ
…
“แม่เลี้ยงก็คือคุณแม่เหรอคะ”
เสี่ยวหมิงเวยเอียงคอทวนคำพูดของพี่ชายด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ใสแจ๋ว ก่อนที่คิ้วเล็กๆ ของเธอจะขมวดเข้าหากัน “แต่ว่า...พี่เยว่เยว่บอกว่าแม่เลี้ยงใจร้ายทุกคนเลยนี่คะ”
“แล้วทำไมเราต้องไปเชื่อคำพูดของคนอื่นด้วยล่ะ” เจ้าก้อนแป้งหานหานเบิกตากลมโตตอบกลับ “แม่ของเราเป็นแม่เลี้ยงใจดีจะตายไป!”
เจียงหลีที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ ถึงกับอยากจะยกมือขึ้นมากุมขมับ
เหตุใดหนูน้อยทั้งสองถึงต้องย้ำคำว่าแม่เลี้ยงอยู่ร่ำไปกันนะ
อันที่จริง การที่เธอตัดสินใจมาที่บ้านหลังนี้ในฐานะแม่เลี้ยงก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวแล้ว เธอไม่เคยชอบคำคำนี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะนับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา คำว่า "แม่เลี้ยง" มักจะถูกเคลือบแฝงไปด้วยอคติและมุมมองในแง่ลบมากมาย จนกลายเป็นว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนได้ยินคำนี้ ภาพของผู้หญิงใจร้ายและอำมหิตก็จะผุดขึ้นมาในความคิดเป็นอันดับแรกเสมอ
ในตอนนี้ เธอได้กลายเป็นแม่เลี้ยงอย่างเต็มตัว มีเอกสารรับรองถูกต้องตามกฎหมาย และเธอก็รู้ดีว่าควรจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร เพียงแต่เธอปรารถนาเหลือเกินว่า...คำว่า "แม่เลี้ยง" ที่ได้ยินอยู่รอบตัว จะค่อยๆ เลือนหายไปในสักวันหนึ่ง
[จบบท]