บทที่ 608: นี่คุณกำลังบีบน้ำตาต่อหน้าฉันหรือไง
“มีคนแอบเห็นสวีชุนเสียเดินจ๋องๆ มากับน้องสาวอีกสองคนด้วยนะคะแม่ เห็นว่าหน้าของสวีชุนเสียกับน้องของเธอน่ะ มีรอยนิ้วมือประทับอยู่เลย”
“ไม่เห็นแปลก”
“ป้าสวีนี่เขาตบตีลูกสาวบ่อยขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ก็ถ้าวันไหนอากาศไม่ดี หงุดหงิดขึ้นมา ก็ลงไม้ลงมือนั่นแหละ”
“แม่คะ... การที่หนูได้เกิดมาเป็นลูกสาวของพ่อกับแม่นี่ หนูโชคดีมากมากเลยค่ะ และหนูก็มีความสุขที่สุดด้วย” ประโยคนี้ เจียงหลีไม่ได้แค่พูดแทนเจ้าของร่างเดิมผู้โชคร้ายเท่านั้น แต่มันยังกลั่นออกมาจากความรู้สึกส่วนลึกของเธอเองด้วย
ไช่ซิ่วเฟินมองลูกสาวสุดที่รักด้วยสายตาอ่อนโยน เธอรู้ดีว่าแก้วตาดวงใจกำลังคิดอะไรอยู่ หญิงวัยกลางคนอดยิ้มออกมาไม่ได้
“แค่มีลูกสาวคนเดียว แม่ก็พอใจที่สุดในชีวิตแล้ว ลูกน่ะเป็นคนที่พ่อกับแม่เฝ้ารอมาตลอดเลยนะ”
หลังจากที่ผลิตแต่ลูกชายจอมซนออกมาเป็นขบวน ในที่สุดสวรรค์ก็ประทานลูกสาวคนนี้มาให้ ช่วงนั้นสองสามีภรรยาแทบจะอุ้มลูกสาวไปอวดโฉมทุกที่ที่ไป แน่นอนว่าต้องทั้งประคบประหงม ทั้งเอาอกเอาใจจนไข่ในหินยังอาย ไม่พอ ยังออกกฎเหล็กให้เหล่าลูกชายจอมแสบทั้งหลายต้องร่วมด้วยช่วยกันตามใจน้องสาว รักน้องสาว และห้ามใครหน้าไหนมารังแกน้องสาวเด็ดขาด
***
ตะวันคล้อยต่ำลงในยามเย็น
เจียงหลีแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพิ่งจะนั่งคุยเรื่องของสวีชุนเสียกับแม่เมื่อตอนบ่ายนี้เองแท้ๆ ไหงตอนนี้ตัวจริงเสียงจริงถึงมายืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ตรงหน้าเธอได้ล่ะนี่
“หลีเป่า... คือ... ฉันอยากคุยกับเธอสักหน่อยเดียว เธอพอจะสะดวกไหม”
“เราสนิทกันถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อย่าพูดแบบนี้สิ หลีเป่า ฉันรู้น่าว่าเมื่อก่อนฉันอาจจะทำอะไรไม่ดีไว้ แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอเลยนะ เชื่อฉันสิ”
สวีชุนเสียต้องเค้นความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อพุ่งเข้ามาขวางเจียงหลี หลังจากที่เธอ สวีชุนเหมย และสวีชุนเซียง ไปนั่งซึมเป็นหมาหงอยอยู่ในกระท่อมฟางเก่าๆ ผุพังนั่นมาตลอดบ่าย พอตั้งท่าจะกลับบ้านเท่านั้นแหละ สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นเจียงหลีกับลั่วเยี่ยนชิงกำลังเดินเคียงคู่กันมาตามทางเดินในหมู่บ้านพอดิบพอดี แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เธอบอกน้องสาวทั้งสองให้ล่วงหน้ากลับไปก่อนเลย ส่วนตัวเองก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะทำตามคำแนะนำของสวีชุนเหมย
นั่นคือ... มาตายเอาดาบหน้าที่เจียงหลีนี่แหละ!
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ต้องลุย
สวีชุนเสียสูดหายใจลึก ยืนปั้นหน้าห่างจากเจียงหลีประมาณสองก้าว พยายามข่มความอับอายเอาไว้ แล้วเอ่ยปากขอร้องให้เจียงหลีหยุดคุยกับเธอ
“นี่เธอเป็นคนความจำเสื่อม หรือว่าฉันความจำไม่ดีกันแน่” เจียงหลีถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ
“เธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าบ้านโจวบุกมาถอนหมั้นฉันถึงบ้าน แต่เธอก็ยังหน้าด้านไปช่วยโจวเหวยหมินหลอกฉันให้ไปเจอมันที่ลำธารตีนเขา วันนั้นฉันเกือบตายนะ เธอกล้าพูดไหมล่ะว่าเรื่องนี้เธอไม่ผิด”
เกือบตายน่ะเหรอ เหอะ! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอทะลุมิติมาเข้าร่างนี้ ป่านนี้เจ้าของร่างเดิมคงกลายเป็นเถ้ากระดูกไปนานแล้ว
สวีชุนเสียมีท่าทีอึดอัดอย่างแรง เธอรีบอธิบาย “คือโจวเหวยหมินเขามาขอร้องฉัน เขาบอกแค่อยากเจอหน้าเธอสักครั้งเดียวจริงๆ เรื่องหลังจากนั้นฉันไม่รู้อะไรเลยนะหลีเป่า
แล้วอีกอย่าง... อีกอย่าง วันนั้นเธอก็แค่เดินสะดุดเองไม่ใช่เหรอ มันก็เลย...”
“หยุดเลย!” เจียงหลีตวาดขัดขึ้นมาทันที “ถ้าเธอไม่หลอกฉันออกไป ฉันจะถ่อไปถึงลำธารตีนเขานั่นไหม แล้วถ้าฉันไม่ไปที่นั่น ไอ้เรื่องบ้าๆ นั่นมันจะเกิดขึ้นเหรอ”
“แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกเธอจริงๆ นะ!” สวีชุนเสียเริ่มเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอหน่วย
“ฉันแค่คิดว่า... บางทีโจวเหวยหมินอาจจะอยาก... อาจจะเสียใจที่ทำไป แล้วอยากมาขอคืนดีกับเธอ... ฉันก็เลย...”
“นี่กำลังบีบน้ำตาโชว์ฉันอยู่หรือไง”
ถึงรูปประโยคจะดูเหมือนคำถาม แต่โทนเสียงของเจียงหลีนั้นเรียบสนิทราวกับกำลังแถลงข่าว
“หลีเป่า! เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ เธอเลิกพูดจาตัดรอนฉันแบบนี้จะได้ไหม”
ไม่เหมือนเดิมเลย ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่ได้หลอกง่าย ไม่ได้ซื่อบื้อ แล้วก็ไม่ได้ใจอ่อนเหมือนเจียงหลีคนเดิมที่เธอเคยรู้จัก
สวีชุนเสียถึงกับลิ้นพันกัน ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดต่อ
“ดูท่าเธอคงความจำเสื่อมไปแล้วจริงๆ ฉันจำได้แม่นเลยนะว่าวันที่ฉันฟื้นขึ้นมา ฉันบอกเธอชัดเจนแล้วว่าเราสองคน ‘ขาดกัน’ ตอนนี้เธอยังมีหน้ามาอ้างคำว่า ‘เพื่อน’ อีกเหรอ ไม่รู้สึกว่ามันเป็นการดูถูกคำนี้ไปหน่อยหรือไง”
เจียงหลีสังเกตเห็นว่าเริ่มมีชาวบ้านบางคนหันมามองทางนี้ เธอขี้เกียจจะต่อปากต่อคำให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เลยหันไปหาลั่วเยี่ยนชิงแทน “คุณคะ เราออกมาเดินเล่นนานแล้ว กลับบ้านกันเถอะค่ะ”
“ครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงขานรับสั้นๆ
ตลอดเวลาที่สวีชุนเสียพยายามพร่ำพรรณนากับเจียงหลี ลั่วเยี่ยนชิงไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้หญิงคนนั้นเลยสักนิด เขายืนนิ่งอยู่ข้างกายเจียงหลี ทำหน้าที่เป็นอากาศธาตุที่หล่อเหลาที่สุดในบริเวณนั้น
[จบบท]