บทที่ 61: คำนี้หนูไม่เรียก
“หนูจะเรียก ‘แม่’ ค่ะ หนูไม่เรียก ‘แม่เลี้ยง’ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองก็เหมือนกัน ห้ามเรียกแม่ว่าแม่เลี้ยงเด็ดขาด!”
น้ำเสียงเล็กๆ ที่เปล่งออกมานั้นฟังดูทรงพลังเกินตัว หนูน้อยลั่วหมิงเวยกอดอกทำแก้มป่อง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังพี่ชายทั้งสองอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ต้องห่วงเลยเวยเวย พี่ชอบแม่จะตายไป รับรองว่าจะไม่มีวันเรียกแม่แบบนั้นแน่นอน!”
ลั่วหมิงหานรีบยืดอกแสดงความภักดีต่อน้องสาวฝาแฝดทันควัน
“แล้วพี่ใหญ่ล่ะคะ”
เมื่อเห็นพี่ชายคนโตยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร ความร้อนใจก็เริ่มเกาะกุมหัวใจดวงน้อย ลั่วหมิงเวยจึงค่อยๆ ขยับตัวเลื่อนลงจากตักของเจียงหลี ซึ่งหญิงสาวที่สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเด็กน้อยก็รีบใช้มือประคองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไว้อย่างนุ่มนวล พลางเฝ้ามองการกระทำของแกด้วยรอยยิ้ม
ร่างเล็กๆ ของลั่วหมิงเวยเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่ชายคนโต ก่อนจะเอียงคอมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “ทำไมพี่ใหญ่ไม่พูดอะไรเลยล่ะคะ หรือว่าพี่ใหญ่ไม่ชอบแม่...แล้วก็จะเรียกแม่ว่าแม่เลี้ยงเหรอคะ ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ถ้าพี่ใหญ่ทำแบบนั้น...เวยเวยจะไม่คุยกับพี่ใหญ่อีกเลย!”
เจียงหลีที่เฝ้ามองบทสนทนาของเด็กๆ มาตลอดก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เธอไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการแสดงออกของเด็กๆ ทำเพียงแค่นั่งมองพวกเขาอยู่เงียบๆ
สายตาของน้องสาวที่จ้องมองมาอย่างไม่ยอมลดละทำให้ลั่วหมิงรุ่ยต้องเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะยอมเปิดปากพูดออกมาในที่สุด “พี่ไม่ทำ”
“พี่ใหญ่ไม่ทำอะไรเหรอคะ” หนูน้อยยังคงไม่เข้าใจ
“โธ่ น้องนี่ไม่ฉลาดเลย พี่ใหญ่หมายความว่าจะไม่เรียกแม่ว่าแม่เลี้ยงยังไงล่ะ!” ลั่วหมิงหานเป็นฝ่ายอธิบายแทนน้องสาว
แต่ถึงอย่างนั้น ลั่วหมิงเวยก็ยังคงไม่วางใจทั้งหมด เธอหันกลับไปหาพี่ชายคนโตเพื่อขอคำยืนยันอีกครั้ง “จริงเหรอคะ พี่ใหญ่”
“อืม”
ลั่วหมิงรุ่ยพยักหน้ารับคำ
รอยยิ้มของเจียงหลีกว้างขึ้นกว่าเดิม เธอปรบมือเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจของเด็กๆ “เอาล่ะๆ พวกเราไปนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กในห้องนั่งเล่นกันดีกว่านะ เดี๋ยวแม่จะไปจัดการเก็บกวาดบ้านของเราให้เรียบร้อย”
“ได้ค่ะ/ครับแม่” เสียงเล็กๆ ของคู่แฝดดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน
“ครับ” ลั่วหมิงรุ่ยรับคำสั้นๆ
เจียงหลีลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนใหญ่ ก่อนจะเรียกใช้งานระบบในห้วงความคิด
【พี่สาวมีอะไรให้ตุนตุนรับใช้เหรอครับ】
น้ำเสียงร่าเริงของตุนตุนดังขึ้นทันทีที่ถูกเรียกหา ยิ่งเมื่อเห็นค่าความสุขของเด็กๆ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าตัวเล็กก็ยิ่งอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ฉันอยากได้ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ปลอกผ้านวม ปลอกหมอน แล้วก็พวกแก้วเคลือบกับแก้วน้ำ...ตุนตุนช่วยดูให้หน่อยนะว่าต้องใช้แต้มเท่าไหร่ ถ้าไม่พอติดไว้ก่อนได้เลย”
【ไม่มีปัญหาครับพี่สาว!】
“เรื่องขนาดกับลาย เธอเลือกตามที่เห็นสมควรได้เลยนะ”
【ได้เลยครับ!】
หลังจากจัดการเรื่องข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเสร็จเรียบร้อย เจียงหลีก็เดินออกไปตักน้ำที่ลานบ้านแล้วเริ่มลงมือทำความสะอาดครั้งใหญ่ เธอใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดถูเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในบ้านจนเงางาม ก่อนจะเข้าไปจัดระเบียบห้องหนังสือของลั่วเยี่ยนชิงเป็นพิเศษ กว่างานทุกอย่างจะเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงสี่โมงเย็น
ขณะที่เธอกำลังจะพักเหนื่อย เสียงพูดคุยก็ดังแว่วมาจากทางหน้าประตูรั้ว ไม่นานนักประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออก เผยให้เห็นร่างของพ่อเจียง พี่ชายคนโต และเจียงกั๋วอันที่กำลังเดินเรียงแถวเข้ามา
“พ่อคะ พี่ใหญ่ พี่ห้า กลับมากันแล้วเหรอคะ เรื่องที่ไปจัดการเป็นยังไงบ้าง เรียบร้อยดีไหม”
เจียงหลีรีบเข้าไปทักทาย พร้อมกับรินนมมอลต์สกัดที่ชงทิ้งไว้จนเย็นใส่แก้วให้ทั้งสามคน ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้พนักพิงตัวเล็กที่อยู่ข้างๆ
“ราบรื่นดีมาก มีสหายเหอช่วยเดินเรื่องให้ เอกสารเข้ารับตำแหน่งของพี่ห้าเธอก็เลยผ่านฉลุย”
พ่อเจียงตอบพลางยกแก้วขึ้นดื่ม แต่หลังจากจิบไปเพียงอึกเดียวท่านก็ชะงักไป “ลูกชงนมมอลต์สกัดทำไมกัน”
“หนูชงทิ้งไว้ตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ กะว่าพ่อกับพวกพี่กลับมาเหนื่อยๆ คงจะคอแห้งกัน”
“ของดีๆ แบบนี้เก็บไว้ให้เด็กๆ ที่กำลังโตเขากินกันสิลูก ไปเอาน้ำต้มสุกมาให้พ่อก็พอ” พ่อเจียงวางแก้วลงบนโต๊ะ สีหน้าแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
“พวกเด็กๆ เขาดื่มกันไปแล้วค่ะพ่อ อีกอย่าง ถึงนมมอลต์สกัดจะของดีมีราคา แต่มันก็มีไว้ให้คนดื่มไม่ใช่เหรอคะ พ่อเป็นพ่อของหนู หนูจะชงให้พ่อกับพี่ชายดื่มบ้างจะเป็นอะไรไป”
เจียงหลีไม่ยอมแพ้ เธอดันแก้วกลับไปตรงหน้าพ่อของเธอพร้อมรอยยิ้ม “หนูวางแผนไว้หมดแล้วค่ะ ต่อไปนี้ถึงหนูจะต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก แต่หนูก็จะลองเขียนบทความส่งไปที่สำนักพิมพ์ดู เผื่อจะได้ค่าต้นฉบับมาเป็นรายได้เสริมของตัวเองบ้าง”
[จบบท]