บทที่ 610: ลั่วเยี่ยนชิงออกโรง
“หลีเป่า เธอจะใจไม้ไส้ระกำกับฉันจริงๆ เหรอ” สวีชุนเสียเบิกตากว้าง เค้นเสียงถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ฉันว่า... ฉันกำลังเสียเวลาอยู่นะ” เจียงหลีพึมพำกับตัวเอง เธอคงเพี้ยนไปแล้วจริงๆ ที่ยอมเสียเวลายืนฟังคนคนนี้พล่ามเรื่องไร้สาระอยู่นานขนาดนี้ พอคิดแบบนั้น ร่างบางก็หมุนตัวกลับหลัง หันไปทางลั่วเยี่ยนชิง
“เดี๋ยวสิ หลีเป่า!” สวีชุนเสียไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เธอถลาเข้าไปคว้าแขนเจียงหลีไว้แน่น พลางบีบน้ำตาร้องขอความเห็นใจ
“ช่วยฉันหน่อยนะ นะหลีเป่า! เรื่องจดหมายแนะนำตัวน่ะ ลุงเจียงเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน แล้วเขาก็เป็นพ่อของเธอ เขารักเธอจะตาย ขอแค่เธอเอ่ยปาก...”
เจียงหลีสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมอย่างแรงจนสวีชุนเสียเซถอย สีหน้าของเธอที่เคยเรียบเฉยพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าเธอแล้วนะ อย่าทำตัวโง่ๆหน่อยเลย”
“นี่เธอกำลังบีบให้ฉันไปตายชัดๆ เลยนะ หลีเป่า!”
“สหาย” เสียงทุ้มลึกดังขัดจังหวะขึ้น ลั่วเยี่ยนชิงก้าวเข้ามายืนบังภรรยาของเขาไว้ ดวงตาคมกริบจ้องมองสวีชุนเสียเขม็ง “การที่คุณกุเรื่องขึ้นมาป้ายสีภรรยาผมแบบนี้ คุณคิดว่าเธอตัวคนเดียวรังแกง่ายหรือยังไง”
เขาเว้นจังหวะ เน้นเสียงทีละคำอย่างชัดเจน “ถ้าไม่อยากโดนส่งไปใช้แรงงานดัดนิสัย ก็อยู่ให้ห่างจากภรรยาของผมซะ!”
“...”
คำขู่ของลั่วเยี่ยนชิงได้ผลชะงัด สวีชุนเสียตัวแข็งทื่อไปหมด เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับเข้าไปใกล้เจียงหลีอีก ทำได้เพียงยืนตะลึง มองแผ่นหลังของคนทั้งคู่ที่เดินจับมือกันจากไปไกล
***
“คุณโอเคนะ” ลั่วเยี่ยนชิงถามขึ้นขณะที่พวกเขาเดินห่างออกมา
เจียงหลีเหลือบมองใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววกังวล เธอยิ้มกว้างจนตาหยี “ฉันสบายมาก ฉันจะเป็นอะไรไปได้ล่ะคะ”
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกคุณ... เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนเหรอ”
“คะ?” เจียงหลีเลิกคิ้ว “นี่คุณกำลังจะบอกว่าฉันสายตาไม่ดี ถึงไปคบคนแบบนั้นเป็นเพื่อนเหรอคะ”
“เปล่านะครับ!” สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของศาสตราจารย์ลั่วทำงานฉับไว “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นเลย”
“เหรอคะ” เจียงหลีลากเสียงยาว ทำเสียง ‘หึ’ ในลำคอ “แล้วคุณหมายความว่ายังไงล่ะ ไหนลองอธิบายมาหน่อยสิ”
“ผม... ผมแค่แปลกใจน่ะ” ลั่วเยี่ยนชิงอธิบายตะกุกตะกัก ก็ภรรยาของเขาทั้งเก่งทั้งฉลาดขนาดนี้ ทำไมถึงไปสุงสิงกับคนเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบนั้นได้ เขาคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
“สรุปก็คือ คุณคิดว่าฉันตาต่ำจริงๆ นั่นแหละ” เจียงหลีแกล้งทำเสียงขุ่น ทั้งที่ในใจกำลังขำกับท่าทางไปไม่เป็นของสามี
“ก็แค่ตอนเด็กๆ เล่นด้วยกันบ่อยๆ ก็เลยสนิทกันเป็นเพื่อน คุณก็รู้ว่าเด็กๆ น่ะซื่อจะตาย ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนแบบผู้ใหญ่หรอก ใครจะไปนึกว่าพอตระกูลโจวบุกมาถอนหมั้นฉันถึงบ้าน เธอก็มาหลอกฉันให้ไปหาที่ลำธารตีนเขา”
เจียงหลีเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ฉันไปถึงก็เจออดีตคู่หมั้นฉันอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทะเลาะกันไปยกใหญ่ ฉันโมโหเลยหันหลังกลับ แต่ดันซุ่มซ่ามลื่นล้มหงายหลังหัวฟาดพื้นสลบไปเลย
พอมารู้สึกตัวอีกที ก็เดินไปเจอสามประสานพอดี ทั้งสวีชุนเสีย อดีตคู่หมั้นของฉัน แล้วก็คู่หมั้นคนใหม่ของเขา
พอเห็นฉัน พวกนั้นก็พากันเดินเข้ามาพูดจาดูถูกสารพัด ฉันมันพวกเลือดร้อนอยู่แล้ว มีเหรอจะยอม เลยด่ากลับชุดใหญ่ แล้วก็ตัดเพื่อนกับสวีชุนเสียตรงนั้นเลย... ว่าไปแล้ว เรื่องทั้งหมดนี่ คุณก็เป็นต้นเหตุกับเขาด้วยนะรู้ไหม”
“ผมเนี่ยนะ” ลั่วเยี่ยนชิงชี้ตัวเองอย่างงุนงง “ไปเกี่ยวอะไรด้วยครับ”
“ก็ใช่น่ะสิคะ” เจียงหลีพยักหน้าหงึกๆ พลางฉีกยิ้มกว้าง “ก็อดีตคู่หมั้นฉันน่ะสิคะ เขาหาเรื่องว่าฉันแต่งงานกับคุณ ที่เป็น... เอ่อ... คนที่แต่งงานรอบสอง ก็เพราะฉันประชดเขา แถมยังดูถูกตัวเองอีกต่างหาก ป่านนี้เขาก็คงยังไม่รู้หรอกว่า เหตุผลที่ฉันยอมแต่งงานกับคุณ... ก็เพราะคุณหน้าตาดีล้วนๆ เลย”
คำสารภาพตรงไปตรงมานั้นทำให้ใบหูของลั่วเยี่ยนชิงเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เขานิ่งเงียบไปนานจนผิดสังเกต
“ไม่เชื่อเหรอ ฉันจำได้แม่นเลยนะว่าเคยบอกคุณไปแล้ว ใบหน้าหล่อๆ ของคุณนี่แหละคือปัจจัยหลักเลย”
เจียงหลีหัวเราะคิกคัก เธอเดินถอยหลังพลางไพล่มือไว้ข้างหลัง จ้องหน้าสามีไม่วางตา “อ๊ะ... อย่าบอกนะว่าคุณกำลังเขิน”
ลั่วเยี่ยนชิงรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “เปล่าครับ”
“ฉันว่าใช่” เธอยังไม่ยอมหยุด “ถ้าไม่เขิน ทำไมไม่มองหน้าฉันล่ะคะ”
“คุณกำลังแกล้งผม” ลั่วเยี่ยนชิงเอื้อมมือไปคว้ามือเล็กๆ ของภรรยามากุมไว้แน่น พลางเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง
“แกล้งเหรอคะ” เจียงหลียังคงตีหน้าซื่อ
ลั่วเยี่ยนชิงกระชับมือแน่นขึ้น “คุณรู้อยู่แก่ใจ”
“ไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด”
[จบบท]