บทที่ 621: รู้แล้วยังจะพูดอีก?!
“หนูไม่ได้โง่ซะหน่อย! ก็หนูยังไม่ได้อ่านสารานุกรมสัตว์เล่มนั้นนี่นา!” ลั่วหมิงเวยตัวน้อยแก้มป่องด้วยความไม่พอใจ เธอสะบัดเสียง ‘ฮึ’ ทีหนึ่ง และตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมพูดกับพี่ชายรองจอมใจร้ายไปจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในวันพรุ่งนี้เลยคอยดู
เจียงหลีที่นอนหงายอยู่ต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเธอดังขึ้น “ไม่ทะเลาะกันนะลูก เวยเวยไม่รู้จักหน้าตาของเม่นใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟัง”
“เม่นเนี่ยนะ ตัวเขาจะมีหนามแหลมๆ ปกคลุมไปทั่วเลย ยกเว้นตรงพุงนิ่มๆ ปากก็จะแหลมๆ ยาวๆ หูเล็กนิดเดียว แขนขาสั้น หางก็สั้นกุด... แถมเวลาที่เขากลัวหรือจะป้องกันตัว เขาจะม้วนเป็นก้อนกลมๆ จนเรามองไม่เห็นทั้งหัวทั้งขาเลยล่ะ”
คำอธิบายของแม่ทำให้ภาพในหัวของเด็กหญิงชัดเจนขึ้นมานิดหน่อย “งั้นพรุ่งนี้ แม่วาดรูปให้เวยเวยดูได้ไหมคะ”
“ได้แน่นอนจ้ะ” เจียงหลีรับคำอย่างอ่อนโยน
“เย่! ขอบคุณค่ะแม่!”
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
“แม่คะ... หนูอยากฟังแม่ร้องเพลง...” เสียงเล็กๆ นั้นเริ่มอู้อี้ บ่งบอกว่าเปลือกตากำลังจะปิดเต็มที เจียงหลีจึงตอบตกลง “ได้จ้ะ” ก่อนจะเริ่มฮัมเพลงกล่อมเด็กด้วยเสียงที่นุ่มนวลที่สุด
“ฟากฟ้าสีดำมืดหม่น ดวงดาวพร่างพราวส่องแสง...” และยังไม่ทันที่บทเพลงจะบรรเลงไปจนจบ กองทัพตัวน้อยทั้งสามชีวิตก็ได้พากันเดินทางเข้าสู่ห้วงนิทราไปเรียบร้อยแล้ว
“คุณคงเหนื่อยมากสินะ” ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะรวบร่างภรรยาเข้ามากอดไว้แนบอก
เจียงหลีขยับตัวซุกไซ้กับแผ่นอกอุ่นๆ ของเขา “ลูกๆ น่ารักจะตาย ไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้นสักหน่อยค่ะ”
“ผมรู้ว่าคุณก็พูดแบบนี้เพื่อให้ผมไม่กังวล” ลั่วเยี่ยนชิงลูบเรือนผมของเธออย่างทะนุถนอม เขารู้สึกสงสารภรรยาจับใจ ยิ่งเห็นว่าเธอทุ่มเทให้กับลูกๆ ทั้งสามมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นสามีและพ่อที่บกพร่อง ที่ปล่อยให้เธอต้องเหนื่อยอยู่ที่บ้านคนเดียว
“เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะ ฉันอยู่บ้านดูแลรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ ก็ไม่อยากให้คุณต้องเอาเรื่องที่บ้านไปปนกับเรื่องงานให้วุ่นวายใจอยู่แล้ว
อีกอย่าง ฉันพูดจริงๆ นะ พอรุ่ยรุ่ยไปโรงเรียน เวลาที่เหลือค่อนวันก็เป็นของฉันหมดเลย ฉันอยากจะทำอะไรก็ได้ ชีวิตสบายจะตายไป”
เจียงหลียืนยัน ลูกๆ ของพวกเขาเป็นเด็กดีจริงๆ อาจจะมีลูกชายคนรองที่พลังเยอะไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยดื้อรั้นสร้างปัญหา ดังนั้น ภายนอกอาจดูเหมือนเธอต้องรับมือกับลูกสามคน แต่ความจริงมันสบายกว่าที่คิดเยอะ ยิ่งช่วงครึ่งปีหลังมานี้ ยังมีแม่มาช่วยแบ่งเบาภาระอีกแรงด้วย!
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงคิดว่าภรรยาแค่ปลอบใจเขา “คุณก็พูดเพื่อให้ผมสบายใจอยู่ดี”
“อย่าคิดมากสิคะคุณ”
“ผมแค่สงสารคุณ”
“โถ่เอ๊ย ฉันรู้ค่ะว่าคุณเป็นห่วง แต่ฉันโอเคจริงๆ นะ นอนเถอะค่ะ” เจียงหลีปลอบโยนพลางยกมือขึ้นลูบแก้มสากของสามีแผ่วเบา
“ฝันดีนะคะ”
“...ฝันดีครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่แสงอาทิตย์แรกของวันจะจับขอบฟ้า เสียงจอแจของการเตรียมงานก็ดังมาจากสวนหลังบ้าน ทั้งเสียงพูดคุยของผู้คนและเสียงสับผักบนเขียงดังขึ้นไม่ขาดสาย
ลั่วเยี่ยนชิงขยับตัว “จะลุกเลยไหม”
เจียงหลีมุดหน้าเข้าหาหมอน “ขอนอนต่ออีกแป๊บ”
“แต่แบบนี้มันจะไม่ดีนะ”
เจียงหลีพลิกตัวหันหลังให้สามีทันควัน “ฉันจะนอนตื่นสายในบ้านของตัวเองเนี่ยนะ ไม่ดีตรงไหนกัน”
เธอบ่นอุบอิบในใจ เรื่องของเรื่องคืองานมงคลแบบนี้เป็นธรรมเนียมที่ต้องขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยอยู่แล้ว คนที่เจียงไหลเกินกับไช่ซิ่วเฟินไปตามมาช่วยงานก็คือคนกันเองทั้งนั้น เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ได้ยินก็มาจากกลุ่มแม่บ้านที่มาช่วยกันเข้าครัวนั่นแหละ แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ผู้หญิง เพราะพวกสหายผู้ชายเขาก็มีหน้าที่สำคัญในการยกอาหารไปเสิร์ฟแขก
“ถ้าอย่างนั้นผมลุกก่อนนะ คุณนอนต่อไปเถอะ” ลั่วเยี่ยนชิงว่าจบก็ลุกขึ้นแต่งตัว ก้าวลงจากคังอย่างเงียบกริบ
“พ่อคะ หนูตื่นแล้วเหมือนกัน!”
เสียงใสๆ ของฝาแฝดดังขึ้นแทบจะพร้อมกันเป๊ะ ทั้งคู่ผุดลุกขึ้นนั่งบนคังทันที
ลั่วหมิงรุ่ยเองก็ลุกขึ้นนั่งตามอย่างเงียบๆ
“ลั่วเยี่ยนชิง...”
เจียงหลีต้องยกมือนวดขมับตัวเอง “ก็ได้ๆ ฉันลุกแล้ว” จะไม่ลุกได้ยังไง ในเมื่อสมาชิกสี่ในห้าคนตื่นกันหมดแล้ว ขืนเธอยังนอนแผ่เป็นปลาเค็มอยู่บนคังต่อ มีหวังได้อายม้วนไปทั้งวันแน่ๆ
“อ้าว ไหนว่าจะนอนต่อ” ลั่วเยี่ยนชิงหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน “เขินหรือไง”
“นี่! รู้แล้วยังจะพูดอีกเหรอ?!”
เจียงหลีพองลมเข้าแก้มจนป่อง บังเกิดอาการหงุดหงิดของคนตื่นนอนไม่เต็มตาขึ้นมานิดๆ
สองแฝดเห็นท่าทีของแม่ก็พากันเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก
มีเพียงลั่วหมิงรุ่ยที่ขยับเข้ามาใกล้ “แม่ครับ ถ้าแม่ยังง่วงก็นอนต่อเถอะครับ ผมกับน้องๆ สัญญาว่าจะไม่ก้าวขาออกจากห้องนี้เลย พวกเราจะนั่งเฝ้าแม่อยู่บนคังนี่แหละครับ”
[จบบท]