บทที่ 622: ศึกชุดแดง
“ไม่เอาจ้ะ เดี๋ยวแม่ลุกแล้ว” เจียงหลีส่ายหัวปฏิเสธเสียงอ่อย
เมื่อคืนก่อนเข้านอน ลั่วเยี่ยนชิงจัดการซักรีดเสื้อผ้าที่ทุกคนใส่เมื่อวานจนเกลี้ยงเกลา พอมาเช้านี้ คุณสามีของเธอก็อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงสแลคสีดำขลับ ขัดกับรองเท้าหนังที่เงาวับจนแทบจะใช้แทนกระจกได้ ทั้งร่างของเขาจึงดูเนี๊ยบกริบและอบอวลไปด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศที่ชวนให้ใจสั่น
ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับสวรรค์ปั้นแต่งและบุคลิกสูงส่งที่แฝงความเยือกเย็นเป็นนิจ แค่เพียงเขาเดินออกไปข้างนอก ไม่ต้องเสียเวลาเดาก็รู้ว่าต้องกลายเป็นจุดรวมสายตา ดึงดูดทุกคู่ให้หันมามองอย่างแน่นอน
และอันที่จริง ตลอดสองวันที่ผ่านมา ไม่ว่าลั่วเยี่ยนชิงจะก้าวเท้าไปทางไหน ผู้คนแถวนั้นก็พากันจับจ้องเขาตาไม่กะพริบ แต่โชคยังดีที่คุณสามีของเธอมีสมาธิมั่นคงดั่งหินผา เขาคงชินชากับการเป็นเป้าสายตามาทั้งชีวิต จึงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรแม้แต่น้อย
ส่วนพี่น้องฝาแฝดลั่วหมิงรุ่ย วันนี้มาในชุดเสื้อยืดคอกลมสีขาวแขนสั้น เข้าคู่กับกางเกงขาสั้นเอี๊ยมสีน้ำเงินเข้ม ถุงเท้าสีขาวและรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา สองหนุ่มน้อยยืนเคียงกัน ดูหล่อเหลาน่ารักน่าฟัดสุดๆ
“แม่ขา วันนี้เวยเวยใส่กระโปรงตัวนี้เหรอคะ” เจ้าหญิงน้อยลั่วหมิงเวยกะพริบตาปริบๆ มองชุดกระโปรงตัวจิ๋วในมือของเจียงหลี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานใสปานน้ำนม
เจียงหลีอมยิ้ม “ใช่แล้วจ้ะ เวยเวยไม่ชอบเหรอ”
“ชอบที่สุดในโลกเลยค่ะ” หนูน้อยตอบเสียงแจ๋ว เจียงหลีจึงช่วยลูกสาวสวมชุดอย่างคล่องแคล่ว ตามด้วยการรวบผมมัดเป็นจุกซาลาเปากลมบ๊อก
“เรียบร้อยจ้ะ ไปให้พ่อช่วยใส่ถุงเท้ากับรองเท้านะคะ”
ลั่วหมิงเวยน้อยยืดอกทันที “แม่ขา หนูใส่เองเป็นค่ะ”
ถึงลูกสาวจะประกาศก้องอย่างนั้น แต่ลั่วเยี่ยนชิงก็ยังก้มลงไปช่วยเจ้าตัวเล็กสวมถุงเท้าและรองเท้าจนเรียบร้อยอยู่ดี เขาอุ้มลูกสาวขึ้นมาตั้งหลักบนพื้น ก่อนจะหันไปบอกภรรยา “ผมพาลูกๆ ออกไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนนะ คุณค่อยตามมา”
“ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป”
พอลั่วเยี่ยนชิงกับสามจิ๋วออกจากห้องไป เจียงหลีก็รีบจัดการเก็บกวาดบนคังให้เข้าที่ เ
ธอถอดชุดนอนออกแล้วหยิบชุดเดรสสีฟ้าอ่อนที่เตรียมไว้ขึ้นมาสวม แต่พอนึกขึ้นได้ว่า หากแม่สุดของเธอมาเห็นเข้า มีหวังเธอต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใส่ชุดเดรสสีแดงเพลิงตัวนั้นแน่ๆ แค่คิดร่างทั้งร่างก็พลันเกร็งไปหมด
และเหมือนยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ ขณะที่เธอกำลังภาวนาในใจ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของไช่ซิ่วเฟิน “หลีเป่า ตื่นรึยังลูก”
เป็นไช่ซิ่วเฟินจริงๆ ด้วย
“ตื่นแล้วค่ะแม่” เจียงหลีรับคำไม่ทันขาดเสียง ประตูก็ถูกผลักเข้ามา
“ตายจริง ทำไมลูกแม่ดื้อแบบนี้ล่ะ” ไช่ซิ่วเฟินขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นชุดบนตัวลูกสาว
“เมื่อวานเราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ รีบไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยนะ” คุณแม่ส่ายหน้าพลางบ่นพึมพำ
“ชุดสีฟ้านี่มันจืดชืดเกินไป วันสำคัญแบบนี้ใส่ไม่ได้หรอก”
เจียงหลีรีบโหมดออดอ้อนทันควัน “โธ่ แม่คะ... นี่หนูแต่งงานมาตั้งสองปีแล้วนะคะ วันนี้ก็แค่เลี้ยงข้าวแขกไม่กี่โต๊ะเอง ไม่เห็นจะต้อง...”
แต่เธอยังอ้อนไม่ทันจบประโยค ไช่ซิ่วเฟินก็สวนกลับมาทันที “ไม่เห็นจะต้องอะไร”
พอเห็นแววตาไม่พอใจของแม่ เจียงหลีก็รีบยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัวเป็นการยอมจำนน “ฟังแม่ค่ะ ฟังแม่ทุกอย่างเลย แต่ว่า... เราค่อยเปลี่ยนทีหลังได้ไหมคะ นะคะแม่”
ไช่ซิ่วเฟินถลึงตาใส่ลูกสาว “ไม่ต้องมาต่อรอง รีบไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้”
“เฮ้อ ก็ได้ค่ะ” เจียงหลีคอตก พยักหน้ารับอย่างหมดหนทาง
ไช่ซิ่วเฟินมองจนพอใจแล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป แถมยังใจดีช่วยดึงประตูปิดให้ลูกสาวได้เปลี่ยนชุดอย่างเป็นส่วนตัว
สีแดง... สีแห่งความเป็นมงคล สีแห่งความสุข สีแห่งความร้อนแรง และจิตวิญญาณอันเร่าร้อน... เจียงหลีเข้าใจความหมายของมันดี แต่ให้ตายเถอะ เธอมีเสื้อผ้าสีนี้น้อยมากจริงๆ ถ้าเป็นชาติก่อนของเธอ อย่าหวังว่าจะได้เห็นไอเทมสีแดงในตู้เสื้อผ้าของเธอแม้แต่ชิ้นเดียว
เจียงหลีถอนหายใจเฮือกใหญ่ เม้มปากแน่น เธอได้แต่ปลอบใจตัวเอง...
ก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแหละน่า เอาเข้าจริง ชุดเดรสสีแดงที่ไช่ซิ่วเฟินอุตส่าห์ไปเลือกซื้อมาจากห้างสรรพสินค้านั้นสวยมาก เนื้อผ้าก็ดีเยี่ยม พอมาอยู่บนเรือนร่างของเจียงหลีที่หุ่นดีราวกับไม้แขวนเสื้อมีชีวิต มันก็ยิ่งขับเน้นให้เธอดูงดงามโดดเด่นสะดุดตาสุดๆ
แต่เจียงหลีไม่มีอารมณ์จะส่องกระจกชื่นชมตัวเอง เธอกำลังตั้งอกตั้งใจอยู่กับการจัดแต่งทรงผม เธอค่อยๆ แบ่งผมเป็นช่อๆ ถักเปียในส่วนหลัก แล้วใช้นิ้วดึงปอยผมออกมาเล็กน้อยเพื่อให้ผมดูพองฟูมีมิติมากขึ้น
ใช้เวลาไม่นาน ทรงผมก็เสร็จสมบูรณ์ มันเป็นทรงผมที่ดูเรียบง่าย แต่กลับเสริมให้เธอดูงดงามราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่หลงมาจากป่าเทพนิยาย
[จบบท]