บทที่ 638: เขาไม่คู่ควรกับคุณ
สภาพของสวีชุนเสียในตอนนี้น่าจะนิยามได้แค่คำว่า 'คนบ้า'
ผมเปียที่เคยถักไว้เรียบร้อยคลายตัวหลุดลุ่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยข่วนขีดจากเล็บแดงเถือก เสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่ราวกับไปฟัดกับใครมา โดยเฉพาะดวงตาสองข้างที่แดงก่ำ จ้องเขม็งไปยังหวังซิ่งราวกับจะฉีกเนื้ออีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ
“เพียะ!”
เสียงฝ่ามือหวดลงบนใบหน้าดังลั่นไปทั่วห้องโถงกลาง พ่อสวีเป็นคนลงมือเอง
“มีชีวิตดีๆ อยู่ไม่ชอบหรือไง ทำไมแกต้องคอยหาแต่เรื่องวุ่นวายเข้าบ้านไม่เว้นแต่ละวัน”
พ่อสวีข่มอารมณ์จนใบหน้าเคร่งขรึม สายตาที่มองลูกสาวเย็นชาจนน่ากลัว “แกกตบแม่ตัวเอง ตบพี่สะใภ้ตัวเอง นี่แกคิดจะตบพ่อคนนี้ด้วยหรือเปล่า หะ!”
สวีชุนเหมยกับสวีชุนเซียงที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่หน้าประตูถึงกับสะดุ้ง ฝ่ามือที่พ่อฟาดลงไปนั้น แม้จะอยู่บนหน้าพี่สาม แต่พวกเธอกลับรู้สึกเจ็บชาไปถึงหน้าตัวเอง สองพี่น้องเม้มปากแน่น ทำได้เพียงมองพ่อเงียบๆ โดยไม่รู้ว่าควรจะคิดหรือรู้สึกอย่างไรดี
หวังซิ่งเป็นฝ่ายหยุดฟูมฟายก่อน หญิงสาวลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตา แล้วประกาศกร้าว “ถ้าบ้านนี้ยังไม่รีบส่งสวีชุนเสียไปแต่งงานให้พ้นๆ ฉันจะหย่ากับสวีชุนไหล!”
“ใจเย็นๆ ก่อนซิ่งเอ๋อร์” แม่สวีรีบเข้าไปปลอบ
“เรื่องที่น้าสะใภ้สามของเธอเสนอมาน่ะ แม่ตกลงแล้ว พรุ่งนี้เธอไปบอกเขาได้เลย ไปถามด้วยว่าฝ่ายชายสะดวกจะมารับตัวเมื่อไหร่”
แม่สวีคิดคำนวณในใจเรียบร้อยแล้ว สินสอดตั้ง 500 หยวน! อย่าว่าแต่บ้านนอกเลย ต่อให้เป็นในเมืองก็ถือว่าเยอะมาก แถมยังพ่วงตำแหน่งคนงานชั่วคราวมาให้อีก ถ้าเรื่องนี้สำเร็จลุล่วง บ้านสวีก็จะได้เงินก้อนโตมา 500 หยวน ซ้ำสวีชุนไหลลูกชายคนโตก็ไม่ต้องไปตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินในไร่นาอีกต่อไป เรียกได้ว่าได้เป็นคนกินข้าวรัฐไปแล้วครึ่งตัว
แล้วถ้าวันไหนโชคดีได้เลื่อนขั้นเป็นพนักงานประจำล่ะก็... นั่นหมายความว่าบ้านนี้จะมีคนกินข้าวรัฐเต็มตัวเลยนะ!
“ไม่! ต่อให้ฆ่าฉันให้ตายฉันก็ไม่แต่ง!” สวีชุนเสียกรีดร้องสวนกลับมาทั้งน้ำตา
“ใครอยากได้ก็ไปแต่งเองสิ!” เธอไม่รอฟังว่าพ่อแม่จะด่าทออะไรกลับมา อาศัยจังหวะชุลมุน หันหลังวิ่งพรวดออกจากห้องโถงกลาง หายลับไปในความมืด
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีก” พ่อสวีหันไปถามภรรยาเสียงเครียด แม่สวีจึงเล่ารายละเอียดเรื่องการดูตัวและข้อเสนอทั้งหมดที่ได้มาจากหวังซิ่งให้สามีฟัง
พ่อสวีนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าตัดสินใจ “ฉันว่าข้อตกลงนี้ไม่เลว พรุ่งนี้เธอบอกให้ลูกสะใภ้ใหญ่ไปจัดการนัดแนะเลย... เอาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งยืดยื้อเดี๋ยวจะยิ่งมีปัญหา”
“ตาแก่... คุณกลัวว่าอีนังเด็กเหลือขอนั่นมันจะไปก่อเรื่องอีกเหรอ”
“อืม” พ่อสวีรับคำในลำคอ
***
นอกหน้าต่างยังมีเสียงหรีดหริ่งเรไรดังแว่วมาเป็นระยะ เจียงหลีละสายตาจากลูกๆ ทั้งสามคนที่นอนเหยียดยาวหลับสนิทกันหมดแล้ว หันไปหาลั่วเยี่ยนชิงที่ยังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่
“นอนกันเถอะค่ะ ดึกมากแล้ว”
“ครับ” ลั่วเยี่ยนชิงขานรับ เขาวางหนังสือพิมพ์ในมือที่พับเก็บเรียบร้อยลงบนตู้ข้างเตียง ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงสายกระตุกสวิตช์ไฟ... พรึ่บ แสงสว่างทั้งห้องก็พลันดับมืดลง
ความเงียบเข้าปกคลุมได้ไม่นาน ขณะที่ลั่วเยี่ยนชิงเพิ่งล้มตัวลงนอนข้างๆ จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาทำลายความเงียบ “ผู้ชายคนนั้น คืออดีตคู่หมั้นของคุณสินะ”
เจียงหลีที่กำลังจะหลับตาถึงกับอมยิ้ม “คุณก็รู้อยู่แล้วนี่คะ ถามทำไม... นี่หึงเหรอ” “เปล่า”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบทันควัน “เขาไม่คู่ควรกับคุณ”
คำตอบนั้นทำให้เจียงหลีหัวเราะออกมาเบาๆ “อ้าว แล้วใครกันคะที่คู่ควรกับฉัน”
“ก็คนที่นอนอยู่ข้างๆ คุณตอนนี้ไงครับ”
“โอ้โฮ... หมายถึงตัวเองสินะคะ” เจียงหลีที่นอนหงายอยู่พลิกตัวตะแคงเข้าหาเขา ใช้ปลายนิ้วจิ้มๆ ที่ต้นแขนแกร่ง
“งั้นหันหน้ามาคุยกันหน่อยค่ะ”
ทั้งสองคนขยับท่านอนจนกลายเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากันในความมืด ลั่วเยี่ยนชิงใช้นิ้วบีบปลายจมูกรั้นๆ ของภรรยาเบาๆ น้ำเสียงทุ้มลึกของเขาเจือความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
“รู้ทั้งรู้ยังจะแกล้งถามอีกนะ”
“ค่ะๆ ฉันแกล้งถามเอง ยอมแล้ว” เจียงหลีหัวเราะคิกคัก คว้ามือใหญ่ที่ยังไม่ปล่อยจมูกเธอมากุมไว้
“คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ฉันกับสหายโจวคนนั้นน่ะ มันจบไปนานแล้ว ถ้าจะให้พูดตรงๆ คือ ตั้งแต่วันที่สองบ้านตกลงถอนหมั้นกัน ฉันก็ไม่เหลือความรู้สึกหรือความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาอีกเลย”
“ผมรู้” ลั่วเยี่ยนชิงกระชับมือเธอ สายตาของเขาอ่อนโยนจนเหมือนจะหลอมละลายได้ในความมืด
“ผมไม่เคยกังวลเลย”
[จบบท]