บทที่ 645: ฉันควรจะชมคุณสักคำไหม?
เจียงหลียังพอจำเรื่องราวของบ้านสวีได้ลางๆ จากความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อน ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือการที่บ้านนั้น ‘คลั่งลูกชาย’ แบบเข้าไส้ พ่อแม่ของสวีชุนเสียบูชาลูกชายสองคนดั่งเทพเจ้า แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นพวกขี้เกียจตัวเป็นขน ทำงานไม่เอาถ่าน แต่ในสายตาคนเป็นพ่อแม่ ลูกชายคือทุกสิ่ง คือความหวังในการสืบทอดนามสกุลสวีอันยิ่งใหญ่
ดังนั้น แค่คิดก็รู้แล้วว่าคนอย่างพวกเขาไม่มีทางปล่อยโอกาสทองในการ ‘รีดไถ’ ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ไปแน่ๆ ไม่ว่าจะเพื่อตัวเอง หรือเพื่อลูกชายสุดที่รักทั้งสอง
“โอ๊ย สองผัวเมียบ้านนั้นน่ะเหรอ เขารู้กันทั้งหมู่บ้านแล้วว่าบ้าลูกชายขนาดไหน แถมยังเห็นแก่เงินสุดๆ” ไช่ซิ่วเฟินทำหน้าเหม็นเบื่อ
“ถ้าพวกเขาเชื่อที่พ่อกับแม่พูดง่ายๆ น่ะ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกพอดี!”
หญิงสูงวัยถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่ก็นะ ถ้ายัยเด็กชุนเสียนั่นฉลาดพอ ก็น่าจะรู้วิธีจัดการพ่อแม่ตัวเองอยู่หรอก”
“ก็คงต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แล้วก็ไปร้องเรียนที่สหพันธ์สตรี” เจียงหลีพูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ไม่ใช่ประโยคคำถาม
ไช่ซิ่วเฟินหันมาหยิกจมูกเล็กๆ ของลูกสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นอ่อนโยกจนแทบจะละลาย “แหม ก็มีแต่ลูกนี่แหละที่ฉลาดนัก”
เจียงหลีหัวเราะคิกคัก “อ้าว ก็เมื่อกี้พ่อเพิ่งบอกเองว่าไป ‘จัดการ’ ทุกอย่างที่บ้านสวีมาแล้ว คนฉลาดๆ อย่างพ่อ ต้องแอบขู่พ่อแม่สวีชุนเสียเรื่องสถานีตำรวจกับสหพันธ์สตรีแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ
แถมยังเป็นการโยนหินถามทางให้สวีชุนเสียรู้ตัวด้วยว่า ถ้าพ่อแม่ยังไม่เลิกตื๊อ ทางรอดสุดท้ายของเธอก็คือต้องพึ่งพาสองหน่วยงานนี้เท่านั้น”
“หัวสมองลูกสาวแม่นี่มันไวจริงๆ” ไช่ซิ่วเฟินชมเปาะอย่างภูมิใจ
คำชมนั้นทำให้เจียงหลีที่เหลือบไปเห็นสายตาของลั่วเยี่ยนชิงรู้สึกเขินขึ้นมานิดๆ “โธ่ แม่คะ ชมหนูอยู่ได้ ไม่อายคนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ หรือไง เดี๋ยวเขาก็หาว่าลูกสาวแม่หลงตัวเองแย่”
“แม่พูดความจริงนี่นา คุณฉลาดจริงๆ เรื่องนี้คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าผมรู้” ลั่วเยี่ยนชิงขยับยิ้มที่มุมปาก ดวงตาสีนิลของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่แทบจะล้นทะลักออกมา
“พอๆ ได้เวลาเข้านอนกันแล้ว นี่มันจะสี่ทุ่มอยู่รอมร่อ” พ่อเจียงเป็นฝ่ายตัดบท เขาพูดจบก็ลุกเดินเข้าห้องนอนของตัวเองไปทันที
“คุณ! ปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้วใช่ไหม!” ไช่ซิ่วเฟินตะโกนไล่หลัง
“อื้ม!” มีเสียงตอบกลับมาสั้นๆ
“นั่นแหละ ฟังพ่อเขา ไปนอนได้แล้วลูก” ไช่ซิ่วเฟินลุกขึ้นบ้าง ตบมือลูกสาวเบาๆ เป็นเชิงไล่
“ฝันดีนะคะแม่” เจียงหลีบอกลาแม่ยิ้มๆ ก่อนจะเดินเคียงข้างลั่วเยี่ยนชิงกลับเข้าห้องพักของพวกเขาไป
ทันทีที่ล้มตัวลงนอนบนคังอุ่นๆ เจียงหลีก็เม้มปากแน่น เธอเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะระเบิดความอัดอั้นออกมาเบาๆ
“ฉันไม่เคยเจอใครหน้าหนาเท่านี้มาก่อนเลยให้ตายสิ! คุณว่าเธอเอาความมั่นใจผิดๆ แบบนี้มาจากไหนนะ คิดว่าฉันจะลืมเรื่องเก่าๆ แล้วใจดีเป็นแม่พระยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้งั้นเหรอ? หรือในสายตาเธอ ฉันมันก็แค่ยัยซื่อบื้อๆ ที่หลอกง่ายคนหนึ่ง!”
เสียงหัวเราะทุ้มๆ ดังมาจากคนที่นอนอยู่ข้างๆ ลั่วเยี่ยนชิงดึงเธอเข้าไปกอด “ภรรยาผมฉลาดจะตาย ไม่ใช่ยัยซื่อบื้อที่ไหนหรอกครับ”
คำพูดนั้นทำให้เจียงหลีแอบยืดอกอย่างภูมิใจ “ฮึ ก็แน่อยู่แล้ว! เผลอๆ ไอคิวฉันอาจจะสูงกว่าคุณด้วยซ้ำ!”
“ไอคิว?” ลั่วเยี่ยนชิงทวนคำ ก่อนจะแกล้งทำหน้าครุ่นคิด “หมายถึง... ผลการวัดความฉลาดทางปัญญา หรือที่ฝรั่งเขาเรียก ‘Intelligence Quotient’ น่ะเหรอ?”
เจียงหลีหรี่ตามองเขา “คุณว่าล่ะ?” อะไรกัน แกล้งทำเป็นไม่รู้ศัพท์ง่ายๆ แบบนี้ มันสนุกนักหรือไงนะ คนคนนี้!
“อ้าว คิดว่าผมแกล้งถามเหรอ” ลั่วเยี่ยนชิงอมยิ้ม เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากมนเบาๆ “ผมเดาเอาน่ะ”
“เหรอคะ... งั้นฉันคงต้องชมคุณสักคำแล้วมั้งคะเนี่ย?” เจียงหลีประชด
“เชิญเลยครับ” เขายังคงยิ้ม
“โอ้โห! ศาสตราจารย์ลั่วของบ้านนี้ช่างฉลาดปราดเปรื่องอะไรอย่างนี้!” เธอแกล้งทำเสียงตื่นเต้น
ลั่วเยี่ยนชิงปล่อยเสียงหัวเราะในลำคอออกมาอย่างอารมณ์ดี
“พอเลย หัวเราะพอหรือยังคะ” เจียงหลีค้อนให้วงหนึ่ง
“คุณพูดต่อสิ ผมฟังอยู่” เขาหยุดหัวเราะ แต่แววตายังพราวระยับ ก่อนจะฉวยโอกาสเชยคางเธอขึ้นมาจูบซ้ำที่ริมฝีปากอีกที
“หยุดเลยนะ! ฉันกำลังคุยธุระอยู่นะ!” เธอโวยวายกลบเกลื่อนความเขิน
“ครับๆ พูดมาเลย ผมจะตั้งใจฟังอย่างดี” ลั่วเยี่ยนชิงรับคำ แต่สายตาที่มองเธอนั้นช่างเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
เจียงหลีพองลมที่แก้มจนป่อง “คืนนี้ฉันหงุดหงิดเรื่องสวีชุนเสียจริงๆ นะ ให้ตายเถอะ!”
“ไม่เอาน่า อย่าไปอารมณ์เสียกับคนแบบนั้นเลย มันไม่คุ้มหรอก”
[จบบท]