บทที่ 7: เจียงหลีไม่เคยทำอะไรที่ไม่มั่นใจ
ยังไม่ทันที่เจียงหลีจะพูดจบประโยค ไช่ซิ่วเฟินก็รีบหันไปถ่มน้ำลายลงพื้นติดๆ กันราวกับจะไล่สิ่งอัปมงคลออกไป เธอหันกลับมา ตีที่แขนของลูกสาวเบาๆ ด้วยความไม่พอใจ “พูดจาเป็นลางอยู่ได้ ไม่ท้องก็คือไม่ท้องสิ จะมาพูดเรื่องตายๆ ได้ยังไง ฟังแม่นะ ถ้าลูกเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ แม่ก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่เหมือนกัน”
เจียงหลีรู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พึมพำเรียก “แม่คะ...”
นี่แหละคือความรักของคนเป็นแม่ที่แท้จริง
“ลูกสาวของแม่ดีพร้อมขนาดนี้ จะต้องอยู่เย็นเป็นสุขไปจนแก่จนเฒ่าแน่นอน” ไช่ซิ่วเฟินกอดลูกสาวไว้แน่น หลีเป่าแก้วตาดวงใจของเธอช่างน่าทะนุถนอม เธอจะไม่มีวันยอมให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับลูกคนนี้เด็ดขาด
“ก็ได้ค่ะ หนูจะไม่พูดเรื่องไม่ดีแบบนั้นอีกแล้ว แต่แม่ลองนึกตามที่พ่อพูดดูสิคะ เด็กสามคนของสหายลั่ว จากนี้ไปหนูจะดูแลพวกเขาด้วยหัวใจของหนูเอง เวลาที่พวกเขาจะได้อยู่กับหนู ก็คงจะมากกว่าเวลาที่ได้อยู่กับพ่อของพวกเขาเสียอีก แค่หนูมอบความจริงใจให้พวกเขาไป ไม่นานเด็กๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีของหนูเองค่ะ”
เจียงหลีครุ่นคิดในใจ แต่หากว่าเด็กทั้งสามคนถูกคนนอกยุยงจนไม่เชื่อฟังกันขึ้นมา เธอก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนพวกเขาจะเติบโตไปเป็นอย่างไรก็คงต้องปล่อยไป... ทว่าสถานการณ์แบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเธออย่างแน่นอน เพราะเธอไม่เคยเดิมพันในเกมที่ตัวเองไม่มั่นใจ
“ในเมื่อลูกพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว แม่จะมีอะไรให้พูดได้อีกล่ะ” ไช่ซิ่วเฟินส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “แต่แม่แค่อยากให้ลูกรู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ที่แม่ต้องทะเลาะกับพ่อ ไม่เห็นด้วยที่ลูกจะแต่งงานกับสหายลั่วคนนั้น ทั้งหมดก็เพราะแม่เป็นห่วง ไม่อยากเห็นลูกต้องไปลำบาก” และไม่อยากเห็นลูกต้องไปเป็นแม่เลี้ยงของใคร
“หนูรู้ค่ะ หนูรู้ทุกอย่างเลย หนูรู้ว่าที่แม่ทำไปทั้งหมดก็เพราะรักและเป็นห่วงหนู แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกเลยค่ะ หนูรักแม่นะคะ” เจียงหลีซบหน้าลงกับอกอุ่นๆ ของแม่ เอ่ยออดอ้อนด้วยน้ำเสียงหวานใส ทำตัวเป็นเด็กน้อยขี้อ้อนอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน
“ปากหวานไปเถอะเรา” ไช่ซิ่วเฟินใช้นิ้วชี้แตะที่ปลายจมูกของเจียงหลีเบาๆ แววตาที่มองมานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เอาเถอะ ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว แม่ก็จะไม่คัดค้านอะไรอีก แต่ลูกต้องจำไว้ให้ขึ้นใจเลยนะ ถ้าเมื่อไหร่ที่ลูกต้องเจอกับเรื่องไม่สบายใจ...”
“แม่วางใจได้เลยค่ะ” เจียงหลีรีบพูดขึ้นก่อนที่แม่จะทันพูดจบ “หนูจะจำคำพูดของแม่ไว้ให้ดี ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หนูจะรีบโทรหาแม่กับพ่อเป็นคนแรก จะไม่ยอมเก็บไว้คนเดียวให้ต้องอึดอัดใจเด็ดขาด” แม้ปากจะรับคำเป็นมั่นเหมาะ แต่ในใจของเจียงหลีกลับไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่ต้องการพูดเพื่อให้แม่ของเธอคลายกังวลเท่านั้น เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเธอ คำว่า “ไม่สบายใจ” ไม่เคยมีอยู่ในสารบบความคิดเลยสักครั้ง
หลังจากสองแม่ลูกได้ปรับความเข้าใจกันอยู่พักใหญ่ ไช่ซิ่วเฟินจึงเดินออกจากห้องไป
“ออกมาได้แล้ว” เมื่อเสียงฝีเท้าด้านนอกเงียบสนิท เจียงหลีก็เอ่ยเรียกสิ่งที่อยู่ในห้วงความคิดของเธอขึ้นมา
【พี่สาว ตุนตุนอยู่นี่แล้วครับ】
“รู้จักปิงตุนตุนใช่ไหม จากนี้ไปเธอชื่อตุนตุน แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าโฮสต์ได้แล้ว” เธอรู้ดีว่าไม่มีของฟรีในโลก เธอไม่สนใจหรอกว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบบ’ นี้คืออะไร แต่การมีเพื่อนคุยในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก
【ได้เลยครับ ได้เลยครับ ตุนตุนจะฟังพี่สาว ต่อไปนี้ตุนตุนจะเรียกพี่สาวว่าพี่สาวนะครับ】 เสียงเล็กๆ ตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่ระบบจะเปลี่ยนร่างตัวเองให้กลายเป็นมาสคอตปิงตุนตุนตัวอ้วนกลม แล้วหมุนตัวไปรอบๆ อย่างสนุกสนาน
พี่สาวงั้นเหรอ เจียงหลีรู้สึกขัดเขินกับคำเรียกนี้อยู่แวบหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นคนแพ้ของน่ารักอยู่ลึกๆ เธอจึงไม่ได้ปฏิเสธคำเรียกของระบบ
“ก็ตามใจเธอแล้วกัน” แน่นอนว่าภายใต้คำพูดเรียบๆ นั้น ราชินีเจียงหลีกำลังเก็บซ่อนความเอ็นดูเอาไว้
【พี่สาวครับ มีกล่องของขวัญสำหรับมือใหม่ด้วย พี่สาวจะเปิดตอนนี้เลยไหมครับ】
“อืม” สิ้นเสียงตอบรับของเธอ วงล้อเสี่ยงโชคขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเจียงหลี
【พี่สาวครับ ตุนตุนจะเริ่มแล้วนะครับ】
วงล้อเริ่มหมุนด้วยความเร็วสูง เจียงหลีเอ่ยสั้นๆ “หยุด”
[จบบท]