บทที่ 71: ของหอมเมื่ออยู่ไกล
“พูดมาสิ ว่าที่ไม่ต้องกังวลเรื่องมีลูกมีเต้า เรื่องปากท้องในอนาคตมันเป็นยังไง พ่อคนนี้จะนั่งรอฟังคำอธิบายของแกให้ชัดๆ ตรงนี้แหละ”
“พ่อครับ พี่รองเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เจียงกั๋วเวยรีบออกหน้าแทนผู้เป็นน้องชาย ก่อนจะหันไปปรามเจียงกั๋วเซิ่ง “เจ้ารอง นายอย่าเพิ่งเข้าใจพ่อผิดสิ ความจริงแล้วที่พ่อตอบตกลงหัวหน้าอู๋ ยอมยกหลีเป่าให้สหายลั่ว ก็เพราะคิดถึงอนาคตของน้องจริงๆ นะ”
ความหวังดีของพี่ชายคนโตดูเหมือนจะไร้ผล เจียงกั๋วเซิ่งยังคงยืนกรานในความคิดของตัวเองอย่างหนักแน่น เขาสวนกลับไปทันที
“อนาคตของหลีเป่ามีอะไรน่าห่วงนักหนาพี่ใหญ่! ถ้ามันจะลำบากนักก็ไม่ต้องแต่ง! พวกเราพี่น้องเลี้ยงน้องสาวคนเดียวไปจนแก่น่ะได้อยู่แล้ว!”
“ฉันกับพี่สามแล้วก็คนอื่นๆ ก็คิดแบบแกนั่นแหละ แต่พ่อก็มีเหตุผลของท่าน” เจียงกั๋วเวยถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“พวกแกสองคนเลิกแสดงละครพี่น้องรักกันให้พ่อดูได้แล้ว”
พ่อเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “เคยได้ยินคำว่า ‘ของหอมเมื่ออยู่ไกล’ ไหมล่ะ เอาเป็นว่าต่อให้พ่อกับแม่จากโลกนี้ไปแล้ว พวกแกที่เป็นพี่ชายจะไม่รังเกียจหลีเป่า แล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่าเมียกับลูกของพวกแกจะไม่รังเกียจน้อง”
“แล้วพวกแกแน่ใจได้ยังไงว่าหลีเป่าจะอยากใช้ชีวิตอยู่กับพวกแกที่เป็นพี่ชายไปตลอด น้องต้องมาทนเห็นพวกแกแต่ละคนมีครอบครัว มีลูกมีเมียพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วในใจของน้องจะรู้สึกยังไง”
คำถามนี้แทงใจเจียงกั๋วเซิ่งจนพูดไม่ออก
เจียงกั๋วเวยเองก็เงียบไปเช่นกัน
“ถ้าพ่อกับแม่จะอยู่กับหลีเป่าไปได้ตลอดชีวิต พ่อก็ยินดีจะเลี้ยงลูกสาวคนนี้ไปจนแก่เฒ่าเหมือนกัน แต่มันเป็นไปได้ที่ไหนกันล่ะ”
น้ำเสียงของพ่อเจียงเต็มไปด้วยความรวดร้าวใจ “พวกแกเป็นได้แค่พี่ชายของน้อง ต่างคนก็ต่างมีครอบครัวของตัวเอง มีชีวิตประจำวันที่ต้องใส่ใจความรู้สึกของลูกเมีย”
“ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ถ้าหลีเป่าต้องไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของพวกแกไปนานๆ จะรับประกันได้ยังไง ว่าน้องจะไม่ต้องเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้คนเดียว”
เจียงกั๋วเซิ่งรักน้องสาวคนนี้สุดหัวใจ เมื่อได้ยินพ่อพูดเช่นนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะแก้ต่างให้ครอบครัวของตน “พ่อครับ พ่ออย่าเพิ่งคิดไปไกลสิครับ ผมเชื่อใจฮุ่ยนะ แล้วก็เชื่อมั่นในตัวหลานชายทั้งสองของพ่อด้วยว่าพวกเขาจะต้อง...”
“พอได้แล้ว!” พ่อเจียงตวาดเสียงดังลั่น “เกลือที่พ่อกินมายังเยอะกว่าข้าวที่แกกินมาทั้งชีวิตอีกนะ จะมีคนสักกี่คนบนโลกนี้ที่ไม่เห็นแก่ตัว”
“พ่อเชื่อว่าต่อให้พ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว พวกแกทั้งห้าคนก็จะยังดีกับหลีเป่าเหมือนเดิม แต่ก็อย่างที่พูดไปนั่นแหละ พวกแกทุกคนต่างก็มีครอบครัวของตัวเอง ถึงพ่อจะอยากทำเพื่อน้องมากแค่ไหน…”
“พ่อก็ไม่อยากให้น้องต้องกลายเป็นตัวกลางที่สร้างความร้าวฉานในครอบครัวของพวกแก ไม่อยากให้ความรักที่พวกแกมีให้น้องต้องจืดจางลงไปโดยไม่รู้ตัว”
“พ่อครับ! พ่อจะมองพวกเราเป็นคนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นไม่ได้นะ!” เจียงกั๋วเวยโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด
“ที่พ่อพูดมันเป็นแค่ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น พวกแกก็รู้ว่าแม่รักและเป็นห่วงหลีเป่ามากกว่าพ่อเสียอีก”
“แม่ทนเห็นน้ำตาของน้องไม่ได้แม้แต่หยดเดียว ไม่อย่างนั้นเรื่องที่น้องจะแต่งงานกับเขยคนนี้ ทำไมแม่ถึงได้คัดค้านหัวชนฝาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนล่ะ”
พ่อเจียงกวาดสายตามองลูกชายทั้งสอง ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ก็เพราะแม่ของพวกแกรู้ดี ว่าเราสองคนอยู่ดูแลน้องไปตลอดชีวิตไม่ได้ ที่พ่อทำอยู่มันถูกต้องแล้ว การที่หลีเป่าได้แต่งงานกับน้องเขยของพวกแก ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับน้องแล้วจริงๆ”
เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองนิ่งเงียบไป พ่อเจียงจึงตัดสินใจพูดความจริงที่ทุกคนต่างรู้ดีแต่ไม่มีใครอยากยอมรับออกมา
“เหตุผลน่ะ พวกแกเองก็รู้แก่ใจดีอยู่แล้ว... หลีเป่าเกิดมาก็ร่างกายอ่อนแอ ตั้งกี่ปีมาแล้วที่พ่อกับแม่พาน้องไปหาหมอมานับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่”
“ขนาดหมอในโรงพยาบาลใหญ่ของเมืองยังบอกเลยว่าต่อให้แต่งงานไป ก็คงมีลูกยาก... นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ตระกูลโจวส่งคนมาขอถอนหมั้นกับเรา”
[จบบท]