บทที่ 80: ผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดใจ
ลู่ผิงเอ่ยขัดบรรยากาศการสนทนาอันชื่นมื่นขึ้นมาอย่างไม่นึกรักษาน้ำใจใคร “พวกคุณนี่ว่างกันจริงๆ นะคะ แค่เรื่องชื่อก็เอามาพูดกันได้เป็นคุ้งเป็นแคว”
“ฉันว่าคุณครูลู่คะ คุณดูจะมีปัญหากับสหายเจียง ภรรยาของศาสตราจารย์ลั่วอยู่ไม่น้อยเลยนะคะ อย่าลืมสิว่าคนของคุณก็ทำงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของศาสตราจารย์ลั่วนะคะ”
“หลี่อ้ายจวี๋! ฉันกับเธอเราไม่ได้มีเรื่องอะไรค้างคาใจกันนี่นา ทำไมวันนี้เธอต้องจ้องจะหาเรื่องฉันตลอดเวลาด้วย”
โทสะของลู่ผิงพุ่งขึ้นสูง เธอตวัดสายตาเย็นชาไปยังผู้หญิงที่ตนเอ่ยชื่อออกมา หลี่อ้ายจวี๋คนนี้ก็คือคนเดิมที่เคยออกโรงปกป้องเจียงหลี พร้อมกับเหน็บแนมว่าหูของลู่ผิงมีปัญหาเมื่อคราวก่อน
หวังฉานซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ พยายามเก็บสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ภายในใจนั้นเอือมระอากับพฤติกรรมของลู่ผิง ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ คนนี้เต็มทน หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะปรามหญิงสาวทั้งสองคน “พวกเธอจะเลิกเถียงกันได้หรือยัง เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ ทำตัวเหมือนไก่ชนกันไปได้ ไม่อายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง”
สิ้นคำพูดนั้น หวังฉานก็สะบัดหน้าเดินกลับบ้านของตนไปในทันที โดยไม่แม้แต่จะชายตามองหรือเอ่ยลาลู่ผิงเลยสักคำ
…
ณ บ้านตระกูลเหวิน
ทันทีที่ซูม่านก้าวเท้ากลับเข้ามาในบ้าน ภาพที่เห็นคือเหวินเยว่และน้องสาวอีกสองคนกำลังนั่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยไร้วี่แววว่าจะแตะต้องแบบฝึกหัดที่เธอกำชับไว้ดิบดีก่อนออกจากบ้าน แน่นอนว่าแบบฝึกหัดเหล่านั้นจัดทำขึ้นสำหรับเหวินเยว่กับเหวินอี๋เท่านั้น ส่วนลูกเลี้ยงคนเล็กสุดที่อายุอานามเพิ่งจะ 3 ขวบเต็ม ยังกำดินสอไม่เป็นด้วยซ้ำ เธอจึงไม่มีทางใจร้ายไปบังคับเด็กน้อยได้ลงคอ
“เหวินเยว่ เหวินอี๋ พวกเธอเล่นกันพอใจแล้วหรือยัง”
ด้วยพื้นฐานอารมณ์ที่ขุ่นมัวและอึดอัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สีหน้าของซูม่านจึงเรียบตึงจนน่ากลัว เธอก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น สายตาที่ขมวดมุ่นจ้องมองไปยังเด็กหญิงทั้งสอง “ก่อนที่ฉันจะออกไปข้างนอก ฉันพูดว่าอะไร พวกเธอลืมไปหมดแล้วใช่ไหม”
เหวินเยว่กับเหวินอี๋รีบปรับท่านั่งเป็นนั่งตัวตรงในทันที สองพี่น้องพร้อมใจกันก้มหน้างุด ไม่มีใครกล้าพอที่จะสบตากับแม่เลี้ยงในยามนี้
เหวินอวี๋ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้อง แม้จะยังเยาว์วัย แต่ก็พอจะอ่านสถานการณ์ออก เมื่อเห็นแม่เลี้ยงกำลังเกรี้ยวกราด เด็กหญิงตัวน้อยก็ตกใจจนตัวสั่นเทา ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เธอทำได้เพียงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ที่ผ่านมาฉันเห็นว่าพวกเธอยังเล็ก เลยไม่ได้เข้มงวดกวดขันอะไรมากมาย แต่ไม่ว่าพวกเธอจะเล่นสนุกกันแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะทำการบ้านที่ฉันมอบหมายให้ในแต่ละวันให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แต่นี่มันอะไรกัน ปากก็รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่การกระทำกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง หรือว่าในใจของพวกเธอ คิดว่าฉันจงใจจะทำร้ายพวกเธองั้นเหรอ”
หากเธอไม่ล่วงรู้มาก่อนว่ายัยตัวขาดทุนสามใบเถานี้จะเติบโตไปมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ เธอก็คงไม่ฝืนทนเก็บงำความรู้สึกมากมายถึงเพียงนี้ คงไม่ปล่อยให้สามพี่น้องมาสร้างความปวดหัวให้ แถมยังเที่ยวไปเรียกเธอว่าแม่เลี้ยงลับหลังผู้คนอีก
แต่ความอดทนของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด นับตั้งแต่วันแรกที่เธอย่างเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บซ่อนอารมณ์ที่แท้จริงของตัวเองไว้ พร่ำพูดกับสามพี่น้องด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวล ไม่เคยปริปากบังคับให้พวกเธอเรียกเธอว่า ‘แม่’ ปล่อยให้พวกเธอเรียกขานเธอตามใจชอบ เพราะเธอเชื่อว่าตราบใดที่เธอทำทุกอย่างด้วยใจจริง สักวันหนึ่งพวกเธอก็จะมองเห็นความปรารถนาดีของเธอ และยอมเรียกเธอว่า ‘แม่’ ออกมาด้วยความเต็มใจ
เธอไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะเธอมีเวลาเหลือเฟือที่จะรอคอย
ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องยอมอ่อนข้อให้พวกเธอไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่พวกเธอไม่เคยเห็นค่าความหวังดีที่เธอมอบให้เลยแม้แต่น้อย
“มีคำกล่าวที่ว่า หากไม่ขยันตอนหนุ่มสาว พอแก่ตัวไปจะได้แต่เสียใจนะเหวินเยว่ เหวินอี๋ พวกเธอไม่อยากเป็นเหมือนพ่อ ที่จะได้สร้างคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติของเราในอนาคตบ้างเหรอ”
“ไม่อยากเป็นนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในชั้นเรียน เป็นที่รักของทั้งคุณครูและเพื่อนๆ หรอกหรือ เหวินเยว่ เธออายุ 6 ขวบ ส่วนเหวินอี๋ก็ 5 ขวบแล้วนะ อีกไม่นานก็ต้องเข้าโรงเรียนประถมกันแล้ว วันนี้ฉันจะขอยกเรื่องนี้มาพูดให้มันชัดๆ ไปเลยก็แล้วกัน ถ้าพวกเธออยากกลายเป็นคนโง่เง่า ถูกคุณครูรังเกียจ โดนเพื่อนนักเรียนหัวเราะเยาะ ก็เชิญเล่นต่อไปได้เลยตามสบาย!”
เมื่อระบายความในใจจบ ซูม่านก็หมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนอนใหญ่ทันที
เธอปิดประตูตามหลังแล้วทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง ก่อนจะระบายความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมดลงบนหมอนใบโตด้วยการทุบมันอย่างแรงสองสามครั้ง
พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แม้ภายนอกจะแสดงออกว่ารักใคร่เอ็นดูเธอมากเพียงใด แต่สุดท้ายก็ยังเอาเปรียบเธอในเรื่องสินสอดทองหมั้นจนได้
[จบบท]