บทที่ 86: คำนินทาว่าร้าย
หลังจากล็อกประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว เจียงหลีก็จูงมือรุ่ยรุ่ยเดินออกมาพร้อมกับเจียงกั๋วเซิ่งและภรรยา บทสนทนาสัพเพเหระดังขึ้นคลอตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของบ้านพักข้าราชการ แต่สิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งต่างจับจ้องมาที่พวกเธออย่างไม่ลดละ
แน่นอนว่าเป้าสายตาเหล่านั้นล้วนมุ่งตรงมาที่เจียงหลีเป็นหลัก ก็ด้วยรูปลักษณ์อันงดงามราวกับเทพธิดาจำแลงกายลงมาจุติบนโลกมนุษย์ ประกอบกับบุคลิกที่ไม่ธรรมดา ทำให้เธอดูโดดเด่นเหนือใคร จนผู้คนอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง
ปกติแล้วผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักแห่งนี้ แม้จะไม่สนิทสนมกันทุกคน แต่อย่างน้อยก็พอจะคุ้นหน้าค่าตากันบ้างเพราะต้องใช้ประตูทางเข้าร่วมกันอยู่ทุกวัน ทว่าสำหรับหญิงสาวผู้มีความงามสะกดทุกสายตาคนนี้ กลับไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้จักเธอมาก่อนเลย
“สหายหญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ สวยจริงๆ!”
“หน้าไม่คุ้นเลย ไม่รู้จักแฮะ”
“คงเป็นญาติหรือเพื่อนของบ้านไหนสักหลังละมั้ง”
“เอ๊ะ แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าเด็กสามคนนั่นหน้าตาเหมือนลูกๆ ของศาสตราจารย์ลั่วเลย...”
“นั่นสิ เหมือนอยู่นะ”
“อะไรคือเหมือนอยู่นะ ใช่เลยต่างหาก!”
ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เดินสวนทางกับเจียงหลี แม้จะเดินเลยไปไกลแล้ว ก็ยังมิวายหันกลับมามองร่างของเธอที่ค่อยๆ ห่างออกไป ปากก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันเบาๆ แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความสงสัยใคร่รู้ และความอยากรู้อยากเห็น
“จริงสิ สองวันก่อนฉันได้ยินมาว่าศาสตราจารย์ลั่วหาแม่เลี้ยงให้ลูกทั้งสามคนแล้วนี่”
“หาภรรยาสวยขนาดนี้ได้ ศาสตราจารย์ลั่วช่างโชคดีอะไรอย่างนี้!”
“ว่าแต่พวกเธอยังจำภรรยาคนก่อนของศาสตราจารย์ลั่วได้ไหม”
“ทำไมเหรอ มีอะไร”
“ก็คนก่อนน่ะไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย ไม่รู้ว่าคนที่หามาใหม่คราวนี้จะดีเหมือนหน้าตาหรือเปล่า”
หญิงคนหนึ่งถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ภรรยาน่ะ ยังไงก็ต้องเป็นภรรยาหลวงคนแรกถึงจะดีที่สุด อย่างน้อยลูกก็เป็นเลือดในอกตัวเอง ถึงเสือจะร้ายแค่ไหนก็ไม่กินลูกตัวเองหรอก”
“นี่เธอพูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไง คิดว่าคนใหม่ที่ศาสตราจารย์ลั่วหามาจะนิสัยไม่ดี แล้วจะทำร้ายลูกๆ ของเขาอย่างนั้นเหรอ”
“ฉันเปล่าพูดนะ”
“แต่ความหมายของเธอมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
“โธ่ เรื่องของครอบครัวคนอื่นแท้ๆ แต่ดูพวกเธอสองคนสิเดือดร้อนกันจัง ฉันว่าดูจากหน้าตาท่าทางของสหายหญิงคนนั้นแล้ว เธอดูเป็นคนใจดีนะ คนแบบนี้เก้าในสิบไม่ทำร้ายเด็กเล็กหรอก”
...
เจียงหลีมีประสาทหูที่ดี ส่วนเจียงกั๋วเซิ่งนั้นดียิ่งกว่า สองพี่น้องจึงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ลอยตามลมมาเข้าหูไม่มากก็น้อย
“หลีเป่า”
“คะ พี่รอง”
“ถ้ามีใครมาหาเรื่อง อย่าไปยอมนะ ตราบใดที่เราเป็นฝ่ายถูก ก็ไม่ต้องไปกลัวอะไรทั้งนั้น”
เจียงกั๋วเซิ่งนึกไม่ถึงว่าในบ้านพักของสถาบันวิจัยที่เต็มไปด้วยเหล่าปัญญาชน จะมีคนชอบจับกลุ่มนินทาเรื่องชาวบ้านอยู่ด้วย
เจียงหลีเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ “พี่รองไม่ต้องห่วงค่ะ หนูไม่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบหรือโดนใครรังแกง่ายๆ หรอกค่ะ” แค่ลมปากของคนอื่นที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับชีวิต เธอไม่เคยเก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว แล้วมันจะทำร้ายเธอได้อย่างไรกัน
“หลีเป่า ถ้าเกิดต้องออกไปทำธุระข้างนอก ทางที่ดีเอาเด็กๆ ไปฝากไว้กับเพื่อนบ้านหรือไม่ก็สหายฉีที่เธอพูดถึงจะดีกว่านะ อย่าพาเด็กสามคนออกไปเดินซื้อของคนเดียวเด็ดขาด เกิดดูแลไม่ทั่วถึงจะเกิดเรื่องได้ง่ายๆ”
เหอฮุ่ยผู้เป็นพี่สะใภ้เอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย
“ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้รอง หนูจำไว้แล้วค่ะ”
เจียงหลีพยักหน้ารับความปรารถนาดีนั้น
เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ของบ้านพัก เจียงกั๋วเซิ่งก็ไม่ยอมให้เจียงหลีเดินไปส่งต่อ เขากับภรรยาช่วยกันจับสองแฝดให้ยืนบนพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะหันมามองเจียงหลีด้วยสายตาเอ็นดู “กลับไปเถอะ ป้ายรถโดยสารอยู่ข้างหน้านี่เอง เดี๋ยวพี่กับพี่สะใภ้เดินไปเอง”
เจียงหลียังคงยืนกราน “ถ้างั้นหนูกับลูกๆ จะยืนรอดูพี่กับพี่สะใภ้ขึ้นรถโดยสารจากตรงนี้แล้วค่อยกลับนะคะ”
“เชื่อพี่เถอะน่า”
[จบบท]