บทที่ 98: ลั่วเยี่ยนชิงกำลังจะกลับมาแล้ว
“เรื่องนี้จะโทษหนูได้ยังไงกันล่ะจ๊ะ”
แม่เฒ่าฉีส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ระยะนี้อากาศร้อนอบอ้าวไม่เบาเลย ถ้าปล่อยให้เด็กๆ ไปวิ่งเล่นกลางแจ้ง มีหวังได้เป็นลมแดดกันพอดี ที่ป้าพูดไปก่อนหน้านี้ แค่หมายความว่าหนูไม่ได้พาเด็กๆ แวะไปนั่งเล่นที่บ้านป้าบ้างเลยเท่านั้นเอง”
เจียงหลีแย้มยิ้มอย่างเก้อเขิน “อันที่จริง...เป็นเพราะหนูขี้เกียจเองมากกว่าค่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาแม่เฒ่าฉีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู “ถ้าคนขี้เกียจจริงจะดูแลบ้านช่องได้น่าอยู่ขนาดนี้เชียวหรือ”
นับตั้งแต่ก้าวแรกที่แม่เฒ่าฉีเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา เธอก็รู้สึกทึ่งกับการจัดสวนที่ดูร่มรื่นและสะอาดตาไปทั่วทุกตารางนิ้ว ยิ่งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นแก้มกลมๆ ที่ยุ้ยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของเด็กน้อยทั้งสามคน ประกอบกับความสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบภายในห้องนั่งเล่น เธอก็อดที่จะรู้สึกยินดีไปกับชีวิตของลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้ ในใจยิ่งปลาบปลื้มแทนเด็กๆ ทั้งสามคน ที่ได้เจียงหลีมาเป็นภรรยาที่ดีและมารดาผู้ประเสริฐ
หลังจากทรุดกายนั่งลงบนโซฟาไม้เนื้อแข็งตามคำเชิญของเจ้าบ้าน แม่เฒ่าฉีก็เอ่ยปากชมไม่หยุด “เสี่ยวเจียง หนูเลี้ยงลูกเก่งจริงๆ เลยนะ นี่มันแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง แต่เด็กๆ กลับจ้ำม่ำมีน้ำมีนวลกันถ้วนหน้า เห็นแล้วมันน่าเอ็นดูเสียนี่กระไร”
“คุณป้าฉีชมเกินไปแล้วค่ะ”
ตอนนี้ใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสามต่างอวบอิ่มน่าฟัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝีมือการทำอาหารของเจียงหลีที่อร่อยเลิศรสในทุกมื้อ ส่วนอีกเหตุผลสำคัญก็คงหนีไม่พ้นนมสดอุ่นๆ ที่พวกเขาได้ดื่มกันทุกเช้าเย็นนั่นเอง
“ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกจ้ะ ป้ามีตาก็มองเห็นอยู่ตำตา ว่าพวกรุ่ยรุ่ยอยู่ในการดูแลของหนูเป็นอย่างดี” แม่เฒ่าฉีเหลือบมองหลานชายของตนที่กำลังนั่งมองเด็กๆ ทั้งสามคนพับกบกระดาษกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะหันมายิ้มให้เจียงหลีแล้วถามขึ้น “หนูเป็นคนสอนพวกเขาเองเหรอ”
เจียงหลีพยักหน้ารับเบาๆ “ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมันยาวนานกว่าที่คิดน่ะค่ะ หนูเลยมองว่าแทนที่จะปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นไปวันๆ สู้หากิจกรรมให้พวกเขาทำไปพลางๆ ดีกว่า ถือว่าเป็นการสอนให้เรียนรู้ผ่านการละเล่นไปในตัว ไม่มีอะไรเสียหายหรอกค่ะ”
“เป็นความคิดที่ดีมากเลยนะ แล้วหนูก็สอนพวกเด็กๆ ได้ดีมากจริงๆ ด้วย”
เด็กที่มีแม่คอยดูแลเอาใจใส่กับเด็กที่ขาดแม่มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ตอนนี้ไม่เพียงแต่พี่น้องทั้งสามจะมีแก้มยุ้ยน่าฟัด แต่แค่เพียงมองจากเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ ก็บอกได้อย่างชัดเจนแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดีเสมอมา
ขณะที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว แม่เฒ่าฉีนึกถึงธุระสำคัญที่ทำให้เธอต้องมาเยือนในวันนี้ขึ้นมาได้ “ก่อนจะมาที่นี่ ลุงซ่งของหนูเขาโทรศัพท์มาบอกข่าวดีน่ะจ้ะ เขาบอกว่าเสี่ยวลั่วจะได้พักร้อนกลับมาในวันพรุ่งนี้แล้ว ป้าเลยรีบแวะมาบอกให้หนูรู้ก่อนใคร”
แต่ทว่าสิ้นเสียงของแม่เฒ่าฉี เสียงกรีดร้องไห้แหลมสูงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในห้องนั่งเล่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สีหน้าของแม่เฒ่าฉีแปรเปลี่ยนไปในบัดดล “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน”
เจียงหลีได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่รู้สาเหตุ
“เสียงเหมือนดังมาจากบ้านข้างๆ ของหนูเลยนะ”
แม่เฒ่าฉีเอ่ยพลางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน “ป้าขอออกไปฟังที่สวนให้มันชัดๆ หน่อยเถอะ”
“ไปด้วยกันสิคะ”
เจียงหลีลุกขึ้นแล้วเดินตามผู้สูงวัยกว่าออกไปนอกตัวบ้าน
แล้วก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังมาจากบ้านข้างๆ จริงๆ และถ้าจะให้ระบุให้ชัดเจนกว่านั้น ต้นตอของเสียงก็คือบ้านของตระกูลเหวินนั่นเอง
“พ่อไม่ใช่พ่อของหนูอีกต่อไปแล้ว! เอาแม่ของหนูคืนมานะ! หนูไม่มีวันเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่เด็ดขาด เขาเป็นคนใจร้าย! พอเขามีลูกเป็นของตัวเองแล้ว พ่อก็เลยพาลรังเกียจหนูกับน้องอี๋ น้องอวี๋ใช่ไหมล่ะ!”
“พี่ซือหย่วนคะ อย่าดุแกเลยค่ะ เรื่องจะขอโทษหรือไม่ขอโทษฉันน่ะ ฉันไม่ได้ถือสาอะไรเลยจริงๆ นะคะ”
“คนเสแสร้ง! หนูไม่ต้องการให้มาทำเป็นใจดีด้วยหรอก!”
“เหวินเยว่! ในเมื่อทำผิดแล้วทำไมถึงไม่รู้จักขอโทษ! ตอนที่พ่อไม่อยู่ ใครกันที่เป็นคนดูแลพวกเรา เขาลำบากแค่ไหนลูกเคยรู้บ้างไหม! นี่พ่อเพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน ก็ต้องมาเห็นลูกทำตัวแข็งข้อกับเขาแบบนี้ เหวินเยว่! ลูกต้องจำไว้นะว่าตัวเองอายุหกขวบแล้ว โตพอที่จะรู้ความได้แล้ว!”
“แต่เขาเป็นแค่แม่เลี้ยง ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของหนูสักหน่อย! แล้วหนูก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย! เขาต่างหากที่เป็นคนมาฉุดแขนหนูให้ไปนั่งคัดลายมือ พอหนูไม่ยอมก็เลยสะบัดมือออก แล้วเขาก็เซจนเกือบจะล้มไปเองต่างหาก!”
อารมณ์ของเด็กน้อยดูจะเดือดดาลจนถึงขีดสุด ทุกถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจึงเจือปนไปด้วยเสียงสะอื้นไห้จนฟังแทบไม่ได้ศัพท์
[จบบท]