บทที่ 99: เจียงหลี ตัวแปรในชีวิตของลั่วเยี่ยนชิง
น้ำเสียงของแม่เฒ่าฉีเจือแววประหลาดใจอยู่บ้าง “เสี่ยวซูเขาท้องอย่างนั้นเหรอ” ก่อนจะรำพึงกับตัวเองเบาๆ “ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ”
เจียงหลีคาดเดาตามความเป็นไปได้ “อาจจะเพราะอายุครรภ์ยังน้อยอยู่ก็ได้ค่ะ เขาคงอยากรอให้แน่ใจก่อน ถึงตอนนั้นค่อยประกาศข่าวดี”
“นั่นสินะ งั้นเรากลับไปคุยกันต่อในห้องนั่งเล่นดีกว่า”
หญิงสาวพยักหน้ารับโดยไม่อิดออด
เมื่อกลับมานั่งลงบนโซฟาตัวเดิม แม่เฒ่าฉีก็ชวนคุยต่อ “บ้านที่อยู่ติดกันทางขวามือของหนู เป็นบ้านของสหายเหวินซือหย่วนกับครอบครัว ภรรยาเขาชื่อซูม่าน อายุอานามก็คงจะพอๆ กับหนูนั่นแหละ”
“สหายเหวินกับสหายซูก็แต่งงานเป็นครั้งที่สองเหมือนกันเหรอคะ” เจียงหลีแสร้งถามออกไปอย่างใสซื่อ ทั้งที่ในใจรู้คำตอบดีอยู่แล้ว แต่จะให้เธอเปิดเผยความลับเรื่องที่ตัวเองมาจากอีกโลกหนึ่งได้อย่างไร แล้วจะให้เธอบอกได้อย่างไรว่าโลกใบนี้เป็นเพียงฉากหนึ่งในหนังสือนิยายที่เคยอ่าน
“ใช่แล้วจ้ะ” แม่เฒ่าฉีพยักหน้า “สหายเหวินซือหย่วนเขาหย่ากับภรรยาเก่า ลูกๆ ทั้งหมดก็เลยอยู่กับเขา หลังจากที่เสี่ยวซูแต่งเข้ามา ก็ได้ยินมาว่าเธอปฏิบัติต่อเด็กทั้งสามคนดีมากเลยทีเดียว”
“หนูเคยเจอเขาอยู่สองครั้งแถวๆ นี้นะคะ ดูแล้วเป็นคนที่อัธยาศัยดี อ่อนโยนมากคนหนึ่งเลย”
ภาพลักษณ์ภายนอกช่างดูงดงามอ่อนหวานราวกับดอกบัวขาว แต่ใครจะรู้ว่าแม้กระทั่งกับเด็กเล็กๆ เธอยังใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าหาได้ ช่างเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คนรู้สึกรังเกียจเสียจริง
“นั่นสิจ๊ะ แค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกก็บอกได้ไม่ยากเลยว่าเสี่ยวซูเป็นคนอัธยาศัยดี เวลาพูดคุยกับใครก็มักจะแย้มยิ้มก่อนเสมอ” แม้ปากจะเอ่ยชมไปตามมารยาท แต่ความคิดของแม่เฒ่าฉีที่มีต่อนิสัยของซูม่านกลับเริ่มเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนี้
เจียงหลีเลือกที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีโดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
“เสี่ยวเจียง...”
“คะ”
ดวงตาสองคู่ประสานกัน
“การที่ต้องมาลงเอยใช้ชีวิตคู่กับเสี่ยวลั่ว... ป้ารู้ว่ามันอาจจะทำให้หนูลำบากใจอยู่บ้าง”
คำว่า ‘ลำบากใจ’ ที่แม่เฒ่าฉีพูดถึงนั้น แม้ไม่ได้ขยายความ แต่ทั้งเธอและเจียงหลีต่างก็เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ลั่วเยี่ยนชิงผ่านการแต่งงานมาแล้ว แถมยังมีลูกติดถึงสามคน ในขณะที่เจียงหลีเป็นเพียงเด็กสาววัยแรกแย้มที่เพิ่งจะอายุครบสิบแปดปี รูปร่างหน้าตาก็งดงามหมดจดเกินใคร
“แต่ป้าอยากให้หนูเชื่อนะ ว่าเสี่ยวลั่วเขาเป็นคนดี... แน่นอนว่าป้าก็จะไม่โกหกหนูเหมือนกัน เรื่องอื่นนอกเหนือจากงาน... เขาเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจอะไรเท่าไหร่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาเป็นคนค่อนข้างเฉยเมยในเรื่องความรู้สึก แต่ในสายตาของป้า เรื่องพวกนี้มันก็ไม่ได้ตายตัวเสมอไปหรอกนะ หนูเข้าใจความหมายของป้าใช่ไหม”
เจียงหลีมีสีหน้าแปลกใจไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยคำใดออกไปฝ่ามืออบอุ่นของแม่เฒ่าฉีก็กุมมือเธอไว้แน่น “เสี่ยวเจียง หนูเป็นเด็กฉลาด รอให้ได้เจอกับเสี่ยวลั่วก่อนเถอะนะ ป้าเชื่อว่าพอได้อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อหนูก็ได้ ที่วันนี้ป้าถือโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับหนู ก็แค่อยากจะเห็นพวกหนูสองคนครองรักกันอย่างมีความสุขเท่านั้นเอง”
แม่เฒ่าฉีตบหลังมือของเจียงหลีเบาๆ พลางส่งรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูมาให้
“คุณป้าลืมพูดถึงเด็กๆ ทั้งสามคนของเราไปแล้วนะคะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ หนูจะใช้ชีวิตคู่กับลั่วเยี่ยนชิงให้ดี จะช่วยกันดูแลเอาใจใส่และอบรมสั่งสอนลูกๆ ของเราทั้งสามคนให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุด”
ถ้อยคำของเจียงหลีเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่มอบให้แก่แม่เฒ่าฉี และแท้จริงแล้วมันก็คือความตั้งใจของเธอเช่นกัน แม้ว่าการตอบตกลงแต่งงานกับลั่วเยี่ยนชิงจะเป็นการตัดสินใจของเจ้าของร่างคนเดิม แต่หากเธอไม่เต็มใจ เธอย่อมสามารถล้มเลิกทุกอย่างได้ตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นคืนสติ ถึงแม้ว่าทะเบียนสมรสจะถูกจดไปแล้วก็ตาม
แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น... นั่นก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธการแต่งงานที่เจ้าของร่างเดิมยอมรับ ทั้งยังรู้สึกยินดีกับชีวิตสมรสที่เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่คาดฝันนี้อีกด้วย
เธอจะทุ่มเทหัวใจเพื่อดูแลรักษาชีวิตแต่งงานครั้งนี้ให้ดีที่สุด แต่แน่นอนว่าการประคับประคองชีวิตคู่ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อความสุขของครอบครัว เธอจะไม่ยอมให้ผู้ชายคนนั้นทำตัวอยู่ห่างเหิน มองว่าบ้านเป็นแค่ภาระหน้าที่ที่จบลงด้วยการยื่นเงินเดือนให้เป็นอันเสร็จสิ้น
เจียงหลียกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ลั่วเยี่ยนชิง... เป็นคนเย็นชาสินะ ไม่เคยใส่ใจเรื่องอื่นใดเลยนอกจากงานอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นการที่เขาได้มาพบกับเธอ ก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขานับจากนี้ไป
“หนูพูดถูก จะลืมรุ่ยรุ่ยกับน้องๆ อีกสองคนไปได้อย่างไรกัน”
[จบบท]