ทันทีที่ซ่งเว่ยก้าวเข้ามาในลานบ้าน สายตาของทุกคนก็หันมองมาที่เธอพร้อมกัน
เธอแค่พยักหน้าทักทายผ่านๆ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ซ่ง... ซ่งเว่ย วันนี่ลุงเอ้อจูมาเปิดประตูหลังให้เธอแล้วนะ”
หลี่จวนรีบพูด พลางดึงสติกลับมา
สายตาที่เธอมองซ่งเว่ยเต็มไปด้วยความอิจฉา หากเธอมีแรงมากขนาดนี้บ้าง ก็คงไม่ต้องกลัวความหิวอีกต่อไป
“อืม ฉันรู้แล้ว” ซ่งเว่ยวางของไว้หน้าประตู ก่อนเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง
เธอตั้งใจจะทำเหมือนหลี่จวน เปิดประตูหลังห้องให้เชื่อมกับสวนหลังบ้านโดยตรง
สวนด้านหลังกว้างขวางมาก พอที่จะใช้เก็บของและปลูกผักได้สบายๆ
ซ่งเว่ยมองที่ดินผืนนั้น ก่อนถามขึ้นทันที
“ลุงเอ้อจู เยาวชนผู้มีการศึกษาสามารถแบ่งที่ดินในสวนหลังบ้านเป็นของตัวเองได้ไหมคะ”
เจียงเอ้อจูที่เพิ่งทำประตูเสร็จก็ส่ายหน้า
“ไม่รู้สิเรื่องนี้ลุงก็ไม่แน่ใจ ต้องไปถามหัวหน้าหน่วยเอาเอง”
พูดตามจริง ที่ดินตรงนี้ถือเป็นพื้นที่ส่วนรวมของเยาวชนผู้มีการศึกษาทุกคน
หลี่จวนเองก็ปลูกผักไว้ไม่น้อย และบางส่วนเริ่มเก็บกินได้แล้ว
แต่ซ่งเว่ยเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็สังเกตเห็นว่า แปลงผักหลายส่วนถูกเก็บไปจนโล่ง
หลังติดตั้งประตูเสร็จ ซ่งเว่ยก็หยิบเงินห้าหยวนส่งให้เจียงเอ้อจู
ค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่าจ้างทำเตียงและประตู ส่วนอิฐดินเหนียวกับวัสดุอื่น ๆ เขาเป็นคนเตรียมมาเอง จึงแพงขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณนะคะ ลุงเอ้อจู”
เจียงเอ้อจูเป็นชาวบ้านซื่อ ๆ พอเห็นเธอจ่ายเงินและไม่เรื่องมาก อีกทั้งยังนึกถึงซุปงูเมื่อวานด้วย
รอยยิ้มจริงใจก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขา
“ซ่งเว่ยเอ๊ย หนูเพิ่งมาถึง สวนก็ยังไม่มีผัก ป้าหม่าฝากลุงมาบอกว่า ถ้าขาดเหลืออะไรก็ไปเก็บที่บ้านเราได้”
ซ่งเว่ยยิ้ม “ได้ค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะแวะไปหาป้าหม่านะค่ะ”
หลังส่งเจียงเอ้อจูกลับไปแล้ว ซ่งเว่ยก็หยิบมีดมาตัดฟืนเป็นท่อน ๆ แล้วขนไปกองไว้ในสวนหลังบ้าน
พอเก็บของเกือบเสร็จแล้ว เสียงทะเลาะจากลานหน้าบ้านก็ดังขึ้น
ดวงตาของเธอก็เป็นประกายทันที ซ่งเว่ยรีบหยิบเห็ดกับเกาลัดโยนเข้าห้อง ก่อนเดินออกไปดูด้วยความสนุกสนาน
เรื่องดราม่าแบบนี้ เธอไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา 555
“นี่มันไม่ใช่ครั้งแรกแล้วนะ! ผักพวกนี้ฉันเป็นคนปลูกเอง ทำไมพวกเธอถึงเก็บไปกินโดยไม่ถามทุกทีเลย?
แถมยังไม่คิดจะพูดขอบคุณกันด้วย พอฉันทักเข้าหน่อยก็หาว่าฉันขี้เหนียวอีก!”
หลี่จวนโกรธจนตัวสั่น น้ำตาไหล หน้าแดงก่ำ
แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าไม่ทุกข์ร้อน เถียงกลับไปหน้าตาเฉย
“มันก็แค่ผัก? สวนหลังบ้านเป็นของส่วนรวม ผักที่ปลูกไว้ตรงนี้ก็ควรแบ่งให้ทุกคนกินสิ”
บางคนก็ดูรูสึกผิดอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่กลับคิดว่าหลี่จวนกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
โดยเฉพาะหลิวหลินหลินกับซู่ไหลตี้ที่ยิ่งพูดก็ยิ่งประชด
ซู่ไหลตี้กลอกตา “ฉันก็รดน้ำเหมือนกัน ทำไมจะกินไม่ได้ล่ะ”
หลี่จวนแทบระเบิดออกมา “เธอรดน้ำตอนไหนกัน! ตอนเช้าก็เอาน้ำล้างหน้ามาสาด ตอนเย็นยังเอาน้ำล้างเท้ามารดอีก!
บางวันเป็นน้ำร้อนทีเอามาสาดจนทำให้ต้นกล้าตายไปหลายต้นด้วย ฉันต้องไปหาต้นกล้าใหม่มาปลูกซ้ำ
นี่เธอจะไร้ยางอายเกินไปแล้วนะพูดมาได้ว่าช่วยรดน้ำ !”
ซู่ไหลตี้เชิดหน้าเถียงทันควัน “มันก็น้ำเหมือนกันนั่นแหละ! จะเรื่องมากอะไรนักหนา?
ชาวบ้านยังใช้ปุ๋ยคอกปลูกผักเลย ทำไมไม่ไปด่าพวกเขาบ้างล่ะ”
หลิวหลินหลินหัวเราะเยาะ “เอาเวลาที่มากังวลเรื่องผัก ไปคิดดีกว่าพรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม”
ช่วงนี้ทุกคนทำงานหนักเพื่อเตรียมจ่ายภาษีข้าว ถึงไม่ยุ่งเท่าฤดูเก็บเกี่ยว แต่ก็เหนื่อยแทบหมดแรง
พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะทำอาหารกินรวมกัน
วันนี้ซู่ไหลตี้กับไป๋หยุนเจียวเป็นคนทำอาหาร ทั้งคู่เลยไปเก็บผักจากสวนหลังบ้านมาใช้
ไป๋หยุนเจียวพูดเสียงอ่อนโยน
“ขอโทษนะ หลี่จวน พวกเราก็แค่อยากทำอาหารดี ๆ ให้ทุกคนได้กิน ช่วงนี้ทุกคนเหนื่อยกันมาก แล้วพวกเราก็ไม่มีความสามารถเหมือนซ่งเว่ยที่จะหาเนื้อมาได้ เลยคิดว่ามีผักสักหน่อยก็คงดีขึ้น ไม่คิดว่าเธอจะโกรธขนาดนี้”
ซ่งเว่ยฟังแล้วแทบหัวเราะ คำพูดเหมือนจะอ่อนโยน แต่จริง ๆแล้วคือเหยียบคนอื่น
แล้วยังเอาของของคนอื่นมาสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นคนดีอีก คนแบบนี้มันน่าเอาขี้หมูสักสามกระสอบยัดเข้าไปในปากเธอจริงๆ
ทันทีที่ไป๋หยุนเจียวพูดจบ สายตาหลายคู่ที่มองหลี่จวนก็เปลี่ยนไปทันที
“มันจะอะไรนักหนามันก็แค่ผักเองนะ เดี๋ยวค่อยปลูกใหม่ชดใช้ให้ก็ได้”
ชายหนุ่มคนหนึ่งรีบช่วยพูด และเขาคือคู่หมั้นของไป๋หยุนเจียว
หลัวเย่เฉิงเองก็มองหลี่จวนด้วยความผิดหวังเช่นกัน
“พวกเราก็เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาเหมือนกัน ไป๋หยุนเจียวกับซู่ไหลตี้ก็ทำเพื่อส่วนรวม หลี่จวน เธอควรจะเสียสละบ้างนะ”
ใบหน้าหลี่จวนซีดลงทันที คุณพระ นี่มันอะไรกันกินของของเธอแล้วยังมารุมตำหนิเธออีก
“โอ้พระเจ้า...”จู่ๆ ก็เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ซ่งเว่ยยืนกอดอกพิงกรอบประตู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้ฉันได้เปิดโลกกว้างมากเลยจริงๆ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าจะมีคนที่หน้าด้านหน้าหนาหน้าไม่อายขนาดนี้เลยจริงๆ
คนอะไรมาขโมยของคนอื่นไปแท้ๆแล้วยังกล้าสั่งมาสอนเจ้าของของอีก”
หลิวหลินหลินถลึงตาใส่เธอ “แล้วเธอล่ะ? วันนี้เธอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเหมือนกัน!”
ซ่งเว่ยหัวเราะเยาะ “พวกเธอพูดเรื่องเสียสละได้สวยหรูดีนี่ งั้นหลัวเย่เฉิง นายก็แบ่งข้าวของตัวเองให้หลี่จวนด้วยสิ”
หลัวเย่เฉิงชะงักทันที “ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ?”
ซ่งเว่ยเบิกตากว้าง ทำหน้าตาไร้เดียงสา
“อ้าว ก็เมื่อกี้นายเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าคนเราควรเสียสละ ไม่ควรเห็นแก่ตัว
งั้นดีเลยตอนนี้ฉันช่วยเปิดโอกาสให้นายได้แสดงความมีน้ำใจแล้วนะ นายควรขอบคุณฉันด้วยล่ะ”
น้ำเสียงเธอฟังดูขี้เล่น แต่กลับแทงใจดำจนหลายคนหน้าเปลี่ยนสีไปเลยทีเดียว
ซ่งเว่ยหันไปมองไป๋หยุนเจียวแล้วพูดต่อ “แล้วเธอล่ะ ไป๋หยุนเจียว ฉันจำได้นะว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเธอเพิ่งได้รับพัสดุจากที่บ้านส่งมาให้ไม่ใช่เหรอ และในกล่องนั้นมีเนื้อรมควันด้วยใช่มั้ย?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋หยุนเจียวแข็งค้างไปทันที
ซ่งเว่ยยังพูดต่อช้า ๆ “ในเมื่อเธอห่วงทุกคนขนาดนี้ ทำไมเธอไม่เอาเนื้อออกมาแบ่งให้ทุกคนกินบ้างล่ะ?
กินแต่ผักมันจะไปบำรุงร่างกายได้เท่าเนื้อได้ยังไง”
เธอยิ้มบาง ๆ “หรือว่าที่บอกให้คนอื่นเสียสละน่ะ ใช้ได้แค่กับของของคนอื่นเท่านั้น?”
บรรยากาศเงียบกริบทันที ก่อนหน้านี้ ไป๋หยุนเจียวตั้งใจเอาของในกล่องพัสดุออกมาอวดทุกคน
เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าครอบครัวเธอดูแลเธอดีแค่ไหน แต่ตอนนี้มันกลับย้อนเข้าตัวเต็ม ๆ
“ฉัน...
อ๋อ วันนี้อาหารที่เรามีก็เพียงพอแล้วล่ะ ไม่ต้องทำเพิ่มหรอก”
ไป๋หยุนเจียวฝืนยิ้ม พยายามเปลี่ยนเรื่องทันที แต่ซ่งเว่ยกลับไม่ปล่อยผ่านไปง่าย ๆ
“อะไรกันมันยังไม่ดึกสักหน่อย เนื้อจะกินตอนไหนก็ได้”
หลี่จวนที่ก่อนหน้านี้แทบร้องไห้ ตอนนี้รู้สึกโล่ง อกจนแทบหัวเราะออกมา
พอเห็นว่าคนพวกนั้นถูกซ่งเว่ยย้อนจนพูดไม่ออก เธอก็สะใจอย่างบอกไม่ถูก
“ใช่สิ!” หลี่จวนรีบเสริมทันที “ในเมื่อทุกคนเหนื่อยกันมามาก ก็ควรกินเนื้อบำรุงร่างกายมากกว่าผักไม่ใช่เหรอ?”