หลี่จวนเป็นคนอ่อนโยนมาตลอด แม้จะเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษา แต่เธอมักจะถูกรังแกเสมอ
ไม่ว่าจะเถียงหรือทะเลาะกับใคร เธอก็ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งก็จบลงด้วยคำพูดปลอบใจเธอเพียงไม่กี่คำ หรือไม่ก็ให้เธอยอมเสียเปรียบไปเอง
ผักพวกนั้นเธอเป็นคนปลูกเองทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มพรวนดิน หาเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงดูแลรดน้ำทุกวัน
แต่พอคนอื่นเก็บไปกิน กลับไม่มีใครคิดจะบอกเธอเลยสักคำ
พอเธอโกรธ กลับถูกหาว่าเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ ซะอย่างงั้น
แค่คิดก็ทำให้หลี่จวนทั้งโกรธทั้งโมโห วันนี้ ถ้าไม่ได้ซ่งเว่ยช่วยพูดแทนเธอละก็ เธอคงถูกเอาผักไปฟรี ๆ แล้ว
แถมยังโดนรุมตำหนิอีกต่างหาก
ในสายตาของเธอตอนนี้ ซ่งเว่ยเป็นเหมือนเสาหลักที่พึ่งพาได้
อีกด้านหนึ่ง ไป๋หยุนเจียวที่ถูกซ่งเว่ยย้อนจนพูดไม่ออก สีหน้าของเธอจึงเปลี่ยนเป็นโหมดน่าสงสารทันที
ดวงตาของเธอแดงก่ำมีน้ำคลอทันที เธอกับซ่งเว่ยถูกส่งลงชนบทมาพร้อมกัน แต่ซ่งเว่ยต่างจากคนอื่นที่ผิวคล้ำเสียจากแสงแดด
ส่วนไป๋หยุนเจียวยังขาวสะอาดเหมือนเดิม เพราะเธอเก่งเรื่องใช้เสน่ห์ยั่วยวนผู้ชายให้ช่วยทำงานแทน
พอเห็นคู่หมั้นของเธอทำท่าจะสงสาร หลี่จวนก็ยิ่งเดือด
ชายหนุ่มรีบพูดขึ้น “มันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ? เนื้อรมควันนั่นเป็นของส่วนตัวของไป๋หยุนเจียวนะ
แต่ผักของหลี่จวนปลูกอยู่ในที่ดินส่วนรวมของเยาวชนผู้มีการศึกษา ตามหลักแล้วทุกคนก็มีสิทธิ์กินสิ!”
คราวนี้ หลี่จวนไม่ถอยอีกแล้ว เมื่อมีซ่งเว่ยยืนอยู่ข้าง ๆ ความกล้าของเธอก็พุ่งขึ้นพันเปอร์เซ็นทันที
“เพราะฉันเป็นคนปลูกเองไงล่ะ!”
เสียงเธอดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม “ฉันเป็นคนพรวนดิน! เอาไข่ไปแลกต้นกล้ากับชาวบ้านมา! ทั้งถอนหญ้า รดน้ำ ดูแลทุกอย่างเองทั้งหมด!
แล้วพวกเธอล่ะ? เคยทำอะไรบ้าง?!
อยู่ดี ๆ จะมากินของของฉันฟรี ๆ ได้ยังไง? ฉันไปติดหนี้อะไรพวกเธอหรือไงกัน!”
เธอชี้ไปทางชายหนุ่มคนนั้นโดยไม่เกรงใจ “ถ้าอยากกินผัก ก็ไปปลูกเองสิ! หลังบ้านมีที่ดินตั้งเยอะ ทำไมไม่ทำเอง เอาแต่มารอกินของคนอื่นอยู่ได้!”
หลี่จวนที่ปกติอ่อนแอ พอระเบิดอารมณ์ขึ้นมากลับดุดันจนน่าตกใจ
ยิ่งพูดก็ยิ่งดุเดือด หลังจัดการพวกผู้ชาย เธอก็หันไปหา ซู่ไหลตี้ ทันที
“แล้วแกก็เหมือนกัน! ตอนด่าฉันว่าเห็นแก่ตัว เคยนึกย้อนดูตัวเองบ้างไหม?”
“แกมันทั้งขี้เกียจ ทั้งโลภ หน้าด้าน ไร้ยางอาย น่ารังเกียจสารพัด แล้วก็ชอบเอาเปรียบคนอื่นอีดด้วย!”
“ฉันรู้นะว่าแกแอบใช้ยาสีฟันฉันตั้งกี่ครั้งแล้ว บอกว่าจะซื้อคืนก็ไม่เคยซื้อ!
เสื้อผ้าที่บอกว่ายืมไปก็ยังไม่เอาคืน! ทำไมเป็นขี้กลากหรือไงถึงไม่กล้าคืน
แล้วเงินหนึ่งหยวนที่ยืมฉันไปเมื่อก่อน จะคืนเมื่อไหร่?!”
ซู่ไหลตี้หน้าแดงก่ำด้วยความอายทันที
แต่หลี่จวนยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น
“ผักพวกนี้เป็นของฉัน! ฉันไม่ได้ต้องการน้ำล้างเท้าของแกมารดผักฉันเลยด้วยซ้ำ แกสาระแนสาดมันมาเอง
น่าขยะแขยงที่สุด กลิ่นเท้าก็เหม็น แถมยังทำต้นกล้าฉันตายอีกตั้งหลายต้นด้วย!”
“แล้วตอนนี้แกก็ยังไม่สำนึก แกกินของฉันแล้วยังมีหน้ามาด่าฉันให้เสียหาย แกมันคนอกตัญญูคนอย่างแกไม่มีวันเจริญหรอก!”
ดูเหมือนเธอจะระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่สะสมมานานออกมาในคราวเดียว
เสียงด่าของเธอดังฟังชัด และไม่มีท่าทีจะยอมถอยอีกต่อไป
จากนั้นเธอก็หันไปทางหลิวหลินหลิน เตรียมจะเปิดศึกรอบใหม่
ซ่งเว่ยมองภาพตรงหน้าด้วยความสนุกสนาน ถ้ามีเมล็ดแตงโมอยู่ในมือตอนนี้ด้วยละก็ คงสมบูรณ์แบบมาก
พวกคนที่ก่อนหน้านี้รุมตำหนิหลี่จวน ตอนนี้กลับเงียบกริบนิ่งสนิดเหมือนกำลังแกล้งตาย
แต่ละคนทั้งตกใจ ทั้งอึ้ง จนพูดอะไรไม่ออก
ในที่สุด หลี่จวนก็เดินไปคว้าจานผักของตัวเองกลับมา ดวงตาแดงก่ำขณะที่ร้องไห้ไปด้วยด่าไปด้วย
“พวกอกตัญญู! ยังคิดจะกินของฉันอีกงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
พูดจบ เธอก็หันไปเรียกซ่งเว่ย
“เราไปกันเถอะ!”
ซ่งเว่ยมองสีหน้าดำทะมึนของคนในลานบ้านแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนปรบมือเบา ๆ แล้วเดินตามหลี่จวนเข้าห้องไป
ในลานบ้านเงียบงันไปพักใหญ่ แต่สุดท้าย ชายหนุ่มร่างสูงอวบเล็กน้อยคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
เขาหยิบอาหารในส่วนของตัวเองขึ้นมากินทันที พลางบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
“สรุปแล้วพวกเราก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขาจริง ๆ นี่นา แถมยังอยากจะกินของคนอื่นฟรีอีกต่างหาก”
พูดจบเขาก็เดินออกไป คนอื่นเริ่มแยกย้ายกันเงียบ ๆ บรรยากาศอึดอัดจนไม่มีใครอยากพูดอะไรต่อ
มีเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบา ๆ “รีบกินเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงานอีก”
ภายในห้อง หลี่จวนวางจานอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนหันมายิ้มเขิน ๆ ให้ซ่งเว่ย
แต่ดวงตาของเธอกลับเป็นประกายสดใสกว่าที่เคย “เธอนี่สุดยอดจริง ๆ เลย... พวกนั้นกล้ารังแกเธอได้ยังไงกัน”
ซ่งเว่ยหัวเราะ “เธอก็ไม่เลวนะ ด่าทีเดียวพวกนั้นเงียบกริบเป็นป่าช้ากันหมดเลย”
หลี่จวนหน้าแดง “ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะพูดออกไปได้ขนาดนั้น...”
แต่หลังระบายออกมาแล้ว เธอกลับรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนความอัดอั้นที่สะสมมานานถูกปลดปล่อยออกไปหมด
“มากินผักสิ ฉันตั้งใจเก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะเลยนะ” หลี่จวนรีบลากซ่งเว่ยมานั่ง
“ผักนี่ฉันปลูกเองทั้งหมดนะ ส่วนอาหารอย่างอื่นพวกนั้นเป็นคนทำ”
ตอนนี้เธอรู้สึกขอบคุณซ่งเว่ยจากใจจริง ตอนที่ทุกคนรุมด่าว่าเธอ มีเพียงซ่งเว่ยเท่านั้นที่ยืนข้างเธอ
ซ่งเว่ยกินไปสองคำ ก่อนเล่าความคิดของตัวเองให้เธอฟัง
“ฉันว่าจะไปคุยกับหัวหน้าหน่วย ขอแบ่งที่ดินหลังบ้านให้เป็นสัดส่วน ถ้าทำได้ ฉันจะกั้นรั้วแล้วทำแปลงผักของตัวเอง”
หลังเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลี่จวน เธอก็รู้สึกว่าควรแยกพื้นที่ให้ชัดเจน จะได้ไม่เกิดปัญหาแบบนี้อีก
หลี่จวนตาเป็นประกายทันที “หัวหน้าหน่วยจะยอมเหรอ?”
ซ่งเว่ยยักไหล่ “ไม่ลองก็ไม่รู้”
“กินเสร็จแล้วไปถามกันเลยไหม?” หลี่จวนรีบพยักหน้าแรง ๆ
ถ้าเธอมีแปลงผักของตัวเองจริง ๆ ก็จะไม่ต้องกลัวซู่ไหลตี้กับพวกมาขโมยกินอีกต่อไป
ทั้งสองรีบกินข้าวจนหมด แล้วเตรียมออกจากห้อง
แต่ซ่งเว่ยกลับรั้งไว้ก่อน “เดี๋ยว ต้องเอาของติดมือไปด้วยนะ”
ถึงจะไม่ใช่การติดสินบน แต่การไปขอความช่วยเหลือใครมือเปล่ามันก็ดูไม่เหมาะสม
ซ่งเว่ยเพิ่งมาที่ชนบท ครอบครัวพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงไม่ได้เตรียมของดีอะไรให้เธอมากนัก
เธอจึงเลือกเห็ดสวย ๆ ใส่ตะกร้าไว้
เมื่อหลี่จวนเห็นดังนั้นก็รีบกลับไปหยิบของตัวเองมาบ้าง ลูกอมผลไม้สองสามเม็ด กับไข่อีกห้าฟอง
“ไข่นี่ฉันเอาไปแลกกับป้าในหมู่บ้านมา”
แม้จะเสียดาย แต่เพื่ออนาคตของแปลงผัก เธอก็กัดฟันยอม
ทั้งสองออกเดินไปบ้านหัวหน้าหน่วยท่ามกลางแสงจันทร์
ตอนนั้นประมาณสองทุ่ม พระจันทร์คืนนี้สว่างราวกับโคมไฟดวงใหญ่แขวนอยู่บนฟ้า
แสงสีเงินสาดลงมาจนมองเห็นทางเดินอย่างชัดเจน เด็ก ๆ หลายคนยังวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกอย่างสนุกสนาน
ซ่งเว่ยมองภาพยามค่ำคืนตรงหน้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ อีกสิบปีข้างหน้า คงหาแสงจันทร์แบบนี้ได้ยากแล้ว
เมื่อมาถึงบ้านหัวหน้าหน่วย ทั้งสองก็เคาะประตูอย่างสุภาพ
ไม่นาน เสียงสุนัขเห่าก็ดังขึ้น พร้อมเสียงเด็กเล็กที่ร้องเรียกพ่อแม่อยู่ด้านในบ้าน