ระหว่างทางกลับจากบ้านหัวหน้าหน่วย ซ่งเว่ยกับหลี่จวนกลับได้เจอเรื่องไม่คาดคิดเข้าเสียก่อน
ต้นเหตุมาจากหูของซ่งเว่ยที่ไวเกินกว่าคนธรรมดาถึง5เท่า ว่าไปนั่น
เธอได้ยินเสียงของหลัวเย่เฉิงกำลังพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ไม่ไกล เธอจึงรีบดึงแขนหลี่จวนแล้วกระซิบเธอให้เงียบ
“ชู่ว์... หลัวเย่เฉิงกำลังคุยกับใครอยู่ เราไปแอบดูกันไหม?”
หลี่จวนเบิกตากว้างทั้นที “หรือจะเป็นเจียงเสี่ยวว่าน?”
แต่ถึงอย่างไรทั้งสองก็ใกล้จะแต่งงานกันแล้ว การแอบนัดเจอกันตอนกลางคืนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ซ่งเว่ยส่ายหน้า “ไม่ใช่ เสียงผู้หญิงคนนี้ฉันไม่คุ้นหูเลย”
พอได้ยินแบบนั้น หลี่จวนก็รีบปิดปากตัวเองทันที กลัวว่าจะเผลอส่งเสียงออกไป
จากนั้นเธอก็เห็นซ่งเว่ยย่องไปเงียบ ๆ อย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าเธอชำนาญเรื่องแอบฟังแบบนี้มานานแล้ว
หลี่จวน ลังเล มันจะดีเหรอ นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคนอื่นนะ
แต่สุดท้าย ความอยากรู้อยากเห็นก็ชนะเสียงในหัวภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ
เธอจึงรีบย่องตามซ่งเว่ยไปทันที ทั้งสองแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนเสียงสนทนาจะดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ
“หลัวเย่ฉิง คุณจะแต่งงานกับเจียงเสี่ยวว่านจริง ๆ เหรอ?”
เสียงผู้หญิงคนนั้นสั่นเครือ เต็มไปด้วยความไม่พอใจและน้อยใจ
“แล้วฉันล่ะ? คุณก็รู้ว่าฉันชอบคุณมาตลอด!”
“ฉันด้อยกว่าเจียงเสี่ยวว่านตรงไหนกัน?!”
“คุณรับของที่ฉันให้ แถมยังบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมา คำพูดพวกนั้นคุณโกหกฉันหมดเลยเหรอ?!”
ซ่งเว่ยกับหลี่จวนหันหน้ามามองกันทันที
คุณพระ เรื่องนี้มันใหญ่เกินไปแล้ว!
แต่ที่ต่างกันคือ หลี่จวนตกใจจนตาค้าง ส่วนซ่งเว่ยนั้นกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาของเธอเป็นประกายกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าในคืนเดือนหงายเสียอีก เธอคิดในใจ ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปละก็คงบันเทิง ไม่สิ บรรลัยต่างหาก
เสียงของหลัวเย่เฉิงดังขึ้นอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวเฉา ใจเย็นก่อนนะ สิ่งที่ฉันพูดกับเธอเป็นความจริงนะ”
“เธอเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอในกองพลผิงอัน”
“แต่เรื่องความรัก มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะควบคุมมันได้...”
น้ำเสียงเขาฟังดูเศร้าและจนใจอย่างสมบูรณ์แบบ
“เธอก็รู้ว่าตอนนี้ฉันเป็นแค่เยาวชนผู้มีการศึกษาที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต”
“ถ้าเธออยู่กับฉัน พ่อแม่เธอคงไม่มีวันยอมรับแน่”
หญิงสาวรีบพูดทั้งน้ำตา “งั้นเราก็หนีไปด้วยกันสิ!”
“ฉันรักคุณนะ เย่เฉิง! ทำไมเจียงเสี่ยวว่านถึงแต่งกับคุณได้ แต่ฉันทำไม่ได้?!”
หลัวเย่เฉิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม
“เป็นไปไม่ได้หรอก เสี่ยวเฉา”
“ต่อให้เราหนีไป แล้วจะไปอยู่ที่ไหน? ไม่มีจดหมายแนะนำตัว เราไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
“ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา เราอาจถูกส่งไปค่ายแรงงานก็ได้”
“เธอเคยเห็นคนที่อยู่ในคอกวัวใช่ไหม? ในค่ายแรงงานเลวร้ายกว่านั้นมาก”
“ฉันทนเห็นเธอลำบากแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“เธอเป็นเด็กดีเกินไป ส่วนฉัน... ไม่คู่ควรกับเธอเลยด้วยซ้ำ”
ซ่งเว่ย รู้สึกอยากจะอวกเพราะคำพูดของ หลัวเย่เฉิง แหวะ เน่ายิ่งกว่าหนูเน่าซะอีก
หญิงสาวที่ชื่อเสี่ยวเฉาร้องไห้หนักกว่าเดิม ก่อนโผเข้ากอดเขาแน่น เห็นได้ชัดว่าเธอเชื่อที่เขาพูดทุกคำ
“พี่เย่เฉิง... คุณเป็นคนดีจริง ๆ”
“แม้ตอนนี้คุณก็ยังคิดถึงอนาคตของฉัน”
“แต่ฉันทนไม่ได้จริง ๆ ที่ต้องเห็นคุณแต่งกับเจียงเสี่ยวว่าน!”
ซ่งเว่ยกับหลี่จวนฟังแล้วก็พูดไม่ออก แบบว่าไม่รู้จะเอาคำว่าอะไรมาพูดดี
เด็กผู้หญิงคนนี้โดนหลอกจนหมดทางแล้วจริง ๆ
เห้อ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีวัวผสมอยู่เลยจริงๆ
สุดท้าย หลัวเย่เฉิงคงกลัวคนเห็น จึงรีบปลอบให้เสี่ยวเฉากลับบ้าน ก่อนตัวเองจะเดินกลับค่ายเยาวชนผู้มีการศึกษาอย่างรวดเร็ว
พอเขาเดินลับไปแล้ว ซ่งเว่ยกับหลี่จวนจึงค่อยโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้
หลี่จวนทำหน้าบึ้งทันที “เขาทำแบบนี้ได้ยังไง!”
แต่ซ่งเว่ยกลับดูไม่แปลกใจเลยสักนิด “สำหรับหลัวเย่เฉิง ผู้หญิงที่ชอบเขาก็แค่ตั๋วอาหารฟรีเท่านั้นแหละ”
“เขาเก่งเรื่องหลอกใช้ผู้หญิงจะตาย”
หลี่จวนนึกขึ้นได้ทันทีว่า ซ่งเว่ยเองก็เคยถูกหลัวเย่เฉิงหลอกมาก่อนเหมือนกัน
เธอจึงลังเลแล้วถามขึ้น “เราควรเปิดโปงเขาไหม?”
“ถ้าเขายังทำแบบนี้ต่อไป ชื่อเสียงของเยาวชนผู้มีการศึกษาจะเสียหมดนะ”
ในชนบทแบบนี้ เยาวชนจากเมืองจำเป็นต้องพึ่งพากันเอง
ถ้าชื่อเสียงเสีย คนทั้งกลุ่มก็จะถูกชาวบ้านมองไม่ดีไปด้วย
ซ่งเว่ยส่ายหน้า “จะเปิดโปงยังไง เราไม่มีหลักฐานอะไรเลยนะ”
“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
“แต่ต่อให้รู้ ถ้าไม่มีหลักฐาน หลัวเย่เฉิงก็จะไม่ยอมรับอยู่ดี แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็คงไม่ยอมรับเหมือนกัน”
“สุดท้าย คนที่ซวยจะเป็นเราแทน”
เธอพูดอย่างใจเย็น “ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางยอมให้ชื่อเสียงลูกสาวเสียหายหรอก”
“ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา พวกเขาอาจย้อนมาจัดการเราด้วยซ้ำ”
หลี่จวนตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงนิสัยดุร้ายของชาวบ้านบางคน
“งั้น... เราจะปล่อยไปก่อนงั้นเหรอ?”
“อืม ปล่อยไปก่อนแหละ”
ซ่งเว่ยลูบคางครุ่นคิด แต่ในใจกลับเริ่มวางแผนไว้แล้วว่าจะหาวิธีบอกเรื่องนี้ให้เจียงเสี่ยวว่านรู้ได้ยังไง
คนเลวแบบนี้ ต้องถูกสั่งสอนเสียบ้างได้ได้หลาบจำ 555
เช้าวันต่อมา หลี่จวนมองหลัวเย่เฉิงด้วยสายตาซับซ้อนทันทีที่เจอหน้าเขา
หลัวเย่เฉิงกลับเข้าใจผิด คิดว่าในที่สุดเธอก็เริ่มหลงเสน่ห์ตัวเขาเข้าแล้ว
เขาจึงเดินเข้าไปหาเธอด้วยท่าทางอ่อนโยน
“หลี่จวนไปทำงานด้วยกันไหม?”
หลี่จวนสะดุ้ง รีบส่ายหน้ารัว ก่อนวิ่งไปเกาะแขนซ่งเว่ยทันที
หลัวเย่เฉิงหน้าเปลี่ยนสีทันที จากนั้นสายตาของเขาก็หันไปหาซ่งเว่ยโดยอัตโนมัติ
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นท่าทีอบอุ่นเหมือนเดิม
“ซ่งเว่ย...” ซ่งเว่ยขมวดคิ้วทันที
“อย่ามองฉันเหมือนมองหมา นะ”
หลัวเย่เฉิงชะงัก คนที่กำลังแปรงฟันอยู่ในลานบ้านถึงกับพ่นน้ำออกมา
เกาเล่อรีบหันหน้าหนี พลางยกมือขึ้น “พวกนายคุยกันต่อเถอะ ฉันไม่ได้จะตั้งใจฟังหรอก”
แต่หูของเขากลับชี้ตั้งอย่างเห็นได้ชัด
หลัวเย่เฉิงฝืนยิ้ม “ซ่งเว่ย ฉันคิดว่าเธอคงเข้าใจฉันผิด เราคุยกันดี ๆ ได้ไหม”
ซ่งเว่ยตอบอย่างเฉยชา “ไม่จำเป็น ฉันไม่ได้เข้าใจผิดอะไรทั้งนั้น”
จากนั้นเธอก็ยื่นมือออกไป แล้วเมื่อไหร่จะคืนตั๋วกับเงินที่ยืมฉันไปล่ะ
สีหน้าหลัวเย่เฉิงเปลี่ยนทันที
“ไร้สาระ!” พูดจบก็หันหลังเดินหนีไปทันที
ซ่งเว่ยมองตามแล้วหัวเราะเยาะ “ทำเป็นผู้ดีมีการศึกษา แต่สุดท้ายก็แค่ชาวนาคนหนึ่ง”
หลัวเย่เฉิงสะดุดธรณีประตูแทบหน้าคะมำ เขาหันกลับมาตะโกนด้วยความโมโห
“ซ่งเว่ย!”
ซ่งเว่ยยักคิ้ว “อะไร? เรียกเจ้าหนี้ทำไม”
สุดท้าย หลัวเย่เฉิงก็เดินจากไปด้วยใบหน้าดำทะมึน
หลี่จวนมองซ่งเว่ยอย่างสงสัย “เอ่อ... เมื่อกี้ที่เธอบอกว่าอย่ามองเหมือนมองหมา หมายความว่าไงเหรอ?”
เกาเล่อเองก็แอบเงี่ยหูฟังทันที
ซ่งเว่ยตอบแบบหน้าตาย
“ก็สายตาเขาทำเหมือนเวลาที่คนมองลูกหมาน่ารัก ๆ นั่นแหละ”
“ทำเหมือนตัวเองมีเสน่ห์มาก ที่ใครเห็นก็ต้องหลงไหล”