สิ่งที่ซ่งเว่ยพูดล้วนเป็นความจริง เพราะหลัวเย่เฉิง เธอกับเจียงเสี่ยวว่านจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนถึงขั้นผลักกันไปมาที่ริมแม่น้ำ สุดท้ายเธอพลาดลื่นตกลงไปในน้ำ
น้ำเสียงของเธออ่อนลงเล็กน้อย “ใครกันนะที่ปล่อยข่าวลือนี้แบบนี้?
พวกคุณก็เห็นร่องรอยตรงจุดเกิดเหตุแล้วไม่ใช่เหรอ รอยของคนลื่นตกน้ำกับรอยของคนตั้งใจกระโดดลงไปมันไม่เหมือนกันเลยสักนิด ถ้าใช้สมองคิดดีๆก็จะเข้าใจง่ายๆเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าป้าๆบนเกวียนก็มองหน้ากันทันที
“จริงสิ! ตอนเจียงเสี่ยวว่านวิ่งไปขอความช่วยเหลือ คนแรกที่ไปถึงคือคุรยายหนิวไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว! ตอนนั้นเธอตะโกนว่าซ่งเว่ย กระโดดน้ำเพราะหลัวเย่เฉิง พวกเราถึงได้เข้าใจแบบนั้น”
หลิวกุ้ยเฟินรีบแย้ง “เหลวไหล! แม่สามีฉันไม่เคยพูดแบบนั้นนะ!”
ซ่งเว่ยหัวเราะเยาะอยู่ในใจ โง่แล้วยังอวดฉลาดอีก
คุณยายหนิวคือหญิงชราคนเดียวกับที่เคยมีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าของร่างเดิมหลังจากลงมาชนบทได้ไม่นาน
ส่วนหลิวกุ้ยเฟินก็เป็นลูกสะใภ้ของเธอ
ดูท่าความแค้นเก่าจะยังไม่จางหาย ถึงได้สร้างเรื่องใส่ร้ายเธอแบบนี้สินะ
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ แต่เมื่อคิดถึงพฤติกรรมที่ซ่งเว่ยไล่ตามหลัวเย่เฉิงในอดีต ก็อดคิดไม่ได้ว่า... ชื่อเสียงของเธอเองก็ไม่ได้ดีอยู่แล้ว
ซ่งเว่ยยิ้มขมขื่น “ที่ฉันตามหลัวเย่เฉิงมาตลอด ฉันก็มีเหตุผลเหมือนกันนะ”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันมาสนใจทันที เธอสูดหายใจลึกๆ ก่อนพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ฉันกับหลัวเย่เฉิงโตมาด้วยกัน ครอบครัวเขาลำบากกว่าครอบครัวฉันมาก ตอนเขาจะย้ายไปต่างถิ่น
เขาบอกว่าจะดูแลฉันในอนาคต ขอแค่ให้ฉันช่วยสนับสนุนเขาก็พอ”
“หลังจากนั้นเขาก็ส่งจดหมายมาบอกว่าชีวิตเขาลำบากแค่ไหน ฉันสงสาร เลยส่งเงินกับตั๋วต่าง ๆ ไปให้เรื่อย ๆ”
“พวกคุณลองคิดดูสิ ฉันให้เขาไปตั้งมากมาย ถ้าไม่ตามทวง แล้วฉันจะได้ของพวกนั้นคืนหรือ?”
ทุกคนเบิกตากว้างทันที เรื่องนี้ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเลย
ซ่งเว่ยก้มหน้าลงคล้ายคนเสียใจ “ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรกับฉัน แล้วทำไมถึงรับเงินกับตั๋วของฉันไว้ทั้งหมดล่ะ?”
“ในนั้นมีตั๋วจักรยานด้วยนะ” ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ตั๋วจักรยาน” ทุกคนก็สูดลมหายใจเฮือก
สมัยนี้ตั๋วต่าง ๆ มีค่ามากอยู่แล้ว แต่ตั๋วจักรยานยิ่งหายากยิ่งกว่า
ทั้งกองผลิตผิงอันมีจักรยานแค่ไม่กี่คัน และส่วนใหญ่ก็เป็นของมือสอง
แม้แต่ตั๋วจักรยานของจริงหลายคนยังไม่เคยเห็นมันเลยด้วยซ้ำ
“หลัวเย่เฉิงทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“ใช่สิ รับของคนอื่นมาตั้งมากมายได้อย่างไร?”
ทุกคนเริ่มไม่พอใจหลัวเย่เฉิงแทนเธอ ส่วนซ่งเว่ยในสายตาพวกเขา กลับกลายเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาที่ถูกหลอกใช้
หลี่จวนถึงกับอ้าปากค้าง “หลัวเย่เฉิงนี่เกินไปจริง ๆ”
หลิวกุ้ยเฟินยังคงไม่เชื่อเรื่องนี้
“ใครจะไปรู้ว่าเธอพูดจริงหรือเปล่า ฉันไม่คิดว่าหลัวเย่เฉิงจะเป็นคนแบบนั้นหรอกนะ”
ไม่ใช่เพราะว่าเธอชื่นชมหลัวเย่เฉิงหรืออะไรหรอกนะ เธอก็แค่ไม่ชอบซ่งเว่ยได้เปรียบก็เท่านั้น
ซ่งเว่ยยกมุมปากขึ้น “ฉันมีหลักฐานนะ”
“ทั้งจดหมายที่เขาส่งมา และใบรับรองเรื่องตั๋วจักรยานก็ยังอยู่ครบ”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หลัวเย่เฉิงรู้ว่าทางบ้านเธอมีตั๋วจักรยาน จึงรีบเขียนจดหมายมาขอทันที
ซ่งเว่ยรู้ดีว่าป้า ๆ เหล่านี้คือศูนย์กลางข่าวสารของหมู่บ้าน เรื่องที่เธอพูดวันนี้ อีกไม่นานคงแพร่ไปทั่วผิงอัน
เมื่อถึงตอนนั้น เธอก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเลิกตามตื๊อหลัวเย่เฉิง และเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายตีตัวออกห่างอย่างเปิดเผย
เหล่าป้าๆทั้งหลายก็ยิ่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
ในสายตาของพวกเธอ ซ่งเว่ยไม่ใช่หญิงสาวโง่เขลาที่คิดสั้นเพราะความรักอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกลายเป็นเหยื่อที่0ถูกหลอกใช้ต่างหาก
แน่นอน... เธอยังคงโง่อยู่บ้างประปรายล่ะนะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมยกตั๋วจักรยานให้คนอื่นง่าย ๆ แบบนั้นหรอก
ระหว่างทางกลับ หมู่บ้านเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบนินทาไม่ขาดสาย
ถนนขรุขระจนเกวียนสั่นสะเทือนตลอดเวลา ซ่งเว่ยรู้สึกเหมือนเครื่องในจะทะลักออกมาให้ได้ แต่แปลกเธอกลับรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด เธอชอบชีวิตเรียบง่ายแบบนี้จริงๆ
ชีวิตที่ไม่มีสัตว์กลายพันธุ์ ไม่มีการแย่งชิงทรัพยากร ไม่มีแผนร้ายหรือการนองเลือด
มีเพียงเรื่องชาวบ้านกับการซุปซิบนินทาสารพัด แน่นอนว่ามันคือสิ่งที่เธอถนัดที่สุด
ไม่นานเธอก็กลมกลืนเข้ากับกลุ่มป้า ๆ ได้อย่างแนบเนียน บางครั้งยังช่วยเสริมความคิดเห็นจนวงสนทนายิ่งคึกคักไปกว่าเดิมอีกด้วย
หลี่จวนมองเธอด้วยความงุนงง เธอแทบไม่อยากเชื่อในสายตาตัวเอง ว่าหญิงสาวที่เคยเงียบขรึมและเอาแต่เสียใจเพราะความรัก ตอนนี้กลับกำลังนั่งแทะเมล็ดฟักทองอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมร่วมวงนินทาชาวบ้านอย่างสนุกสนาน
นี่มันคนละคนกันชัด ๆ
เมื่อเกวียนมาถึงที่หมู่บ้าน ทุกคนก็ยังคุยกันไม่จบเลยด้วยซ้ำ
ซ่งเว่ยจับมือป้าหม่าไว้แน่น ดวงตาเธอเป็นประกาย “ป้าคะ หนูไม่เคยคิดเลยว่าพพวกเราจะเข้ากันได้ดีขนาดนี้
คราวหน้าถ้ามีเรื่องคุยกันอีก อย่าลืมเรียกหนูด้วยนะ”
ป้าหม่าหัวเราะจนตาหยี “ได้เลยลูก ถ้ามีใครปล่อยข่าวลือเรื่องหนูกับหลัวเย่เฉิงอีก ป้าจะช่วยจัดการให้เองวางใจได้”
ซ่งเว่ยมองป้าหม่าด้วยความซาบซึ้งเธอทำท่าทางน่าสงสารแล้วพุดว่า ขอบคุณนะคะป้า ป้าใจดีกับหนูที่สุดเลยค่ะ
หลังส่งป้า ๆ กลับบ้านแล้ว ซ่งเว่ยกับหลี่จวนจึงเดินไปยังบ้านพักเยาวชนผู้มีการศึกษา
ระหว่างทาง หลี่จวนก็อดถามไม่ได้
“ซ่งเว่ย เธอทำได้ยังไงกัน?”
ปกติชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบเยาวชนที่ถูกส่งมาจากเมือง เพราะพวกเขามองว่าคนพวกนี้อ่อนแอ
ทำงานไม่เป็น และเป็นภาระ โดยเฉพาะซ่งเว่ยที่ทั้งผอมและดูบอบบางแบบนี้ ยิ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบเลยล่ะ
แต่วันนี้ เธอกลับเข้ากับชาวบ้านได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย อย่างน่าเหลือเชื่อ
ซ่งเว่ยยิ้ม “ก็แค่คุยเป็นเพื่อนพวกเขาเท่านั้นเอง”
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเยาวชนผู้มีการศึกษา คนส่วนใหญ่ยังออกไปทำงาน เหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่บ้านพักเพื่อทำอาหาร
พอเห็นเธอกลับมา อีกฝ่ายก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดชันทันที “อ้าว ซ่งเว่ย กลับมาแล้วหรือ”
ซ่งเว่ยมองอีกฝ่ายเพียงแวบเดียว ก่อนเดินเข้าห้องของตัวเองโดยไม่พูดอะไรสักคำ
บ้านพักของกลุ่มเยาวชนนี้เป็นบ้านดินหลังเล็ก ๆ ที่หมู่บ้านดัดแปลงให้พวกเขาอาศัยอยู่
แต่ละห้องมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร และไม่ได้อยู่ฟรี
ใครอยากมีห้องส่วนตัวก็ต้องจ่ายเงินสิบหยวน ส่วนคนที่ไม่จ่ายก็ต้องนอนรวมกันในห้องใหญ่
โชคดีที่ซ่งเว่ยมีห้องเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง
เธอเปิดประตู เดินไปหยิบห่อเงินบนโต๊ะ ก่อนนับเงินออกมาหนึ่งหยวนสองเหมา
จากนั้นก็ออกมาหาหลี่จวน “ขอบคุณที่ช่วยฉันนะ”
“หนึ่งหยวนนี้เป็นค่าหมอ ส่วนอีกสองเหมา ถือว่าเป็นน้ำใจที่ช่วยดูแลฉันก่อนหน้านี้”
หลี่จวนตกใจเมื่อเห็นเงินในมือ
“ไม่...ไม่ต้องหรอก พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ ควรช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”
ซ่งเว่ยส่ายหน้า รับไว้เถอะ “ไม่มีใครติดหนี้ใครโดยไม่มีเหตุผลหรอก”
เธอไม่เคยคิดว่าความช่วยเหลือของคนอื่นเป็นสิ่งที่สมควรได้รับอยู่แล้ว
ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เธอก็พร้อมตอบแทนกลับเสมอ