หลิวกุ้ยเฟินฟังเด็กๆ พูดถึงปลาและน้ำผึ้ง ดวงตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา
ขนาดพวกเด็กยังได้ส่วนแบ่งกันขนาดนี้ แสดว่าของที่ซ่งเว่ยเก็บไว้เองจะต้องมากกว่านี้แน่!
เธอกำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ๆ เสียงชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นก็ดังขึ้น “เฮ้ หลิวกุ้ยเฟิน แกคิดจะฉกของของลูกฉันเหรอ?”
แกกล้าเหรอ พอเห็นป้าๆ หลายคนเริ่มจ้องเธอ หลิวกุ้ยเฟินก็เริ่มใจเสีย ถึงเธอจะปากเก่ง แต่ถ้าโดนรุมจริงๆ ก็ไม่กล้าหือเหมือนกัน
“ฉันไม่ได้หมายถึงของพวกนั้น!” เธอรีบเถียง “ฉันหมายถึงซ่งเว่ยต่างหาก เธอไม่ใช่คนของหมู่บ้านเราแท้ๆ แล้วทำไมถึงมาเอาของดีๆ จากภูเขาพวกเราไปหมด?” เหอตันรีบขยับมายืนข้างหน้าซ่งเว่ยทันที ถึงตัวจะผอมเล็ก แต่ก็พยายามยืดอกปกป้องเธอเต็มที่
“พี่ซ่งเป็นคนของหน่วยเรา! ของพวกนี้พี่เขาหามาเอง!” “ไปให้พ้นนะได้เด็กไม่มีพ่อแม่!”
สีหน้าซ่งเว่ยเย็นลงทันที เธอดึงเหอตันมาไว้ข้างตัว ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ป้าคะ ที่ป้าพูดเมื่อกี้ หมายความว่าป้ารังเกียจพวกเยาวชนผู้มีการศึกษาหรือคะ?”
หลิวกุ้ยเฟินสะดุ้งทันที “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนะ!”
“พวกเราอาสามาชนบทเพื่อช่วยสร้างประเทศ เยาวชนผู้มีการศึกษากับชาวบ้านควรเป็นครอบครัวเดียวกัน
แต่ป้ากลับพูดว่าพวกเราไม่ใช่คนของหน่วย แบบนี้มันไม่ใช่การแบ่งแยกหรือคะ?”
หลิวกุ้ยเฟินหน้าถอดสีทันที “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ!”
ถ้าคำพูดพวกนี้หลุดไปถึงหัวหน้าหน่วยหรือคนในกองพลล่ะก็ เธออาจโดนหาว่ามีปัญหาทางอุดมการณ์ได้ง่ายๆ
ป้าๆ คนอื่นมองซ่งเว่ยด้วยความอึ้ง เด็กสาวคนนี้ฝีปากกล้าจริงๆ เมื่อเห็นว่าหลิวกุ้ยเฟินเริ่มเสียเปรียบ
ซ่งเว่ยก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที และเธอก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน หรือว่าหนูก็คงเข้าใจป้าผิดไปเองแหละค่ะ
ป้าคงไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆหรอกใช่มั้ย จากนั้นเธอก็พูดต่อว่า “ถึงพวกเราจะเพิ่งมาจากเมือง
แต่ทุกคนในกองพลผิงอันก็ใจดีมาก หนูเชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเราจะต้องเข้ากันได้เหมือนครอบครัวเดียวกันแน่ค่ะ
ตอนมาใหม่ๆ หนูยังได้ยินเลยว่ากองพลผิงอันเป็นหน่วยที่บรรยากาศดีที่สุดในละแวกนี้ ตอนแรกหนูยังไม่ค่อยเชื่อหรอก
แต่ตอนนี้เชื่อแล้วจริงๆ ค่ะ คำพูดนี้ทำเอาป้าๆ หลายคนยิ้มแก้มแทบปริ
เด็กสาวจากเมืองคนนี้ ถึงจะปากเก่ง แต่พูดจาน่าฟังจริงๆ ยิ่งเทียบกับหลิวกุ้ยเฟินที่มัวแต่จ้องจะเอาของคนอื่นตาเป็นมัน
มันก็ยิ่งดูต่างกันชัดเจน “หลิวกุ้ยเฟิน แกพูดเกินไปจริงๆ” “เยาวชนที่มีการศึกษาก็เป็นคนของหน่วยเราเหมือนกัน”
“เอาแต่รังแกเด็กสาวตัวเล็กๆ ไม่อายบ้างหรือไง ”
ป้าหม่ารีบโบกมือให้ซ่งเว่ย “ซ่งเว่ย รีบกลับไปเถอะ ไม่ต้องสนใจเธอหรอก ถ้าหลิวกุ้ยเฟินกล้าฉกของไปจริงๆ พวกฉันจะลากไปให้หัวหน้าหน่วยจัดการเอง” ซ่งเว่ยยิ้ม “ขอบคุณค่ะ ป้าๆ”
พูดจบ เธอก็พาเหอตันเดินลงเขาไป ท่ามกลางสายตาเคียดแค้นของหลิวกุ้ยเฟิน
ทันทีที่ซ่งเว่ยเดินห่างออกไป คนข้างๆ ก็อดพูดไม่ได้ “วันนี้แม่สามีแกยังโดนเล่นงานไม่พออีกเหรอ
แกถึงยังกล้าไปหาเรื่องซ่งเว่ยอีก หลิวกุ้ยเฟินหน้าบึ้งทันที “เธอก็แค่เด็กจากเมือง จะมีสิทธิ์อะไร ทุกคนเอาแต่เข้าข้างคนนอก!”
อีกฝ่ายกลอกตา “แล้วแกล่ะ เคยแบ่งปลาแบ่งน้ำผึ้งให้เด็กๆ แบบเขาบ้างไหม?”
หลิวกุ้ยเฟินสำลักทันที “ก็แค่ของกินนิดหน่อย ใครจะไปสนกัน!”
“แกไม่สน แต่ฉันสน เสียดายที่วันนี้ลูกฉันไม่ได้ขึ้นเขามากับพวกนั้นด้วยไม่อย่างนั้นฉันคงได้กินน้ำผึ้งแล้ว”
หลิวกุ้ยเฟินยิ่งฟังก็ยิ่งอารมณ์เสีย นี่มันปลอบใจตรงไหนกัน!
พอซ่งเว่ยกลับถึงบ้านพักของเยาวชนผู้มีการศึกษา ทุกคนก็หันมามองฟืนกองโตบนหลังเธอทันที
เกาเล่อกับจ้าวซู่อิจฉามาก แค่พวกเขาทำงานทั้งวันเหนื่อยแทบตาย แล้วจะเอาแรงที่ไหนขึ้นเขาไปตัดฟืนอีก?
เกาเล่อถอนหายใจ “ได้ยินว่าหน้าหนาวที่นี่โหดมาก หลังจ่ายภาษีข้าวเสร็จ พวกเราต้องรีบขึ้นเขาไปเก็บฟืนแล้ว”
จ้าวซู่นั่งยองๆ กินข้าวอยู่หน้าประตู สีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“ฉันไม่อยากอยู่ชนบทนี่อีกแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับเมืองสักที พ่อฉันก็ใจร้ายจริงๆ ที่ส่งฉันมาลำบากแบบนี้”
เกาเล่อหัวเราะแห้งๆ “อย่างน้อยพวกเรายังมีหวังกลับบ้านนะ รอให้พ่อฉันหายโกรธก่อนก็พอแล้ว”
เขาลดเสียงลง “คนอื่นบางคน ต่อให้รอก็ไม่มีทางกลับเมืองได้แล้ว” ทั้งสองเงียบไปทันที
สำหรับเยาวชนผู้มีการศึกษาส่วนใหญ่ การได้กลับเมือง คือความหวังเดียวที่เหลืออยู่
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหวานๆ ดังขึ้นด้านหลัง “พวกเธอกินข้าวกันอยู่เหรอ?”
เกาเล่อสะดุ้งแทบทำชามหล่น พอหันไปก็เห็นว่าเป็นไป๋หยุนเจียว ทั้งสองจึงรู้สึกระแวงทันที
จ้าวซู่นึกถึงคำสอนของแม่ขึ้นมาได้ทันที ผู้หญิงที่จู่ๆ มาทำดีด้วย มักมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝง!
เกาเล่อรีบตอบทันที “พวกเราอิ่มแล้วล่ะ!” จ้าวซู่รีบขยับถอยห่าง
ไป๋หยุนเจียวเม้มปากอย่างเขินๆ “เมื่อกี้พวกเธอคุยอะไรกันเหรอ?”
เกาเล่อกับจ้าวซู่สบตากันอย่างด้วยความหวาดระแวงทันที
คุยกันเรื่องครอบครัวน่ะ ทั้งสองลุกพรวดพร้อมกัน “คือว่าพวกเรามีธุระต้องไปแล้วล่ะ!”
พูดจบทั้งสองคนก็รีบวิ่งเข้าห้อง ปิดประตูเสียงดัง เกาเล่อถอนหายใจแรง
“เธอต้องกำลังสืบฐานะพวกเราแน่ๆ!” จ้าวซู่พยักหน้าอย่างจริงจัง
“แม่ฉันเคยบอกว่า ผู้หญิงแบบนี้น่ากลัวที่สุด พอรู้ฐานะแล้วก็จะให้เลี้ยง ให้เงิน ให้คูปองอาหาร…”
เกาเล่อหน้าซีด “พวกเรายังเลี้ยงตัวเองแทบไม่รอดเลยนะ!” จ้าวซู่ถอนหายใจ
“ใช่… ทุกวันนี้ได้แค่วันละสองแต้มยังเหนื่อยจะตายแล้ว” ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
ก่อนลงชนบท พวกเขาเคยเป็นคุณชายใช้ชีวิตสบาย วันๆ รู้จักแต่กิน เที่ยว เล่น
แต่ตอนนี้…แค่หาแต้มงานได้วันละสองแต้ม พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งมากแล้ว
แน่นอนว่า ทั้งคู่เลือกจะลืมเรื่องที่แอบร้องไห้ด้วยกันในสองคืนแรกไปอย่างเงียบๆ