ซ่งเว่ยหิ้วปลากลับมาหาหลี่จวน เพราะเธอทำอาหารไม่เก่ง จึงตั้งใจเอามาให้คนที่ทำเป็นช่วยจัดการ
หลี่จวนดีใจมาก เรื่องแบบนี้ใครจะไม่ชอบกันบ้าง ได้วัตถุดิบดีๆ มาโดยไม่ต้องออกแรงหาเองด้วยซ้ำ
“เธอทำซอสเห็ดเป็นไหม?” “เป็นสิสบายมาก!” หลี่จวนตอบทันที
“ฉันเคยเรียนจากป้าในหมู่บ้านเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ฉันยังมีเหลืออยู่ขวดหนึ่งด้วยด้วยนะ อยากลองชิมไหม?”
ซ่งเว่ยพยักหน้ารัวๆ อยากสิ “แล้วเห็ดพวกนี้ ถ้าจะทำเป็นซอสทั้งหมด เธอจะทำเสร็จภายในสองวันไหม?”
“ถ้าวัตถุดิบครบ วันเดียวก็เสร็จแล้ว แต่ต้องรอให้เย็นก่อนนะค่อยใส่ไห”
“งั้นฝากด้วยนะ” ได้เลย ขณะหลี่จวนเริ่มเตรียมอาหาร ซ่งเว่ยก็ออกไปเคาะลูกสนที่เก็บมา
เธอวางแผนจะทำซอสเห็ดใส่ไหใหญ่สองไห แล้วก็ไปเก็บของป่าอื่นๆ เพิ่มอีกนิดหน่อย แล้วหาเวลาเข้าเมือง
ส่งของไปให้พี่ชายของเจ้าของร่างเดิม ในความทรงจำของเธอ พี่ชายคนนี้แม้ไม่ค่อยได้กลับบ้าน
แต่ก็จะส่งเงินส่วนใหญ่กลับมาดูแลน้องสาว อีกทั้งยังซื้อของที่เจ้าของร่างเดิมชอบส่งมาให้อยู่เสมอ
แต่น่าเสียดายที่ของเหล่านั้นกลับถูกพ่อแท้ๆ กับแม่เลี้ยงเอาไปให้ลูกสาวของแม่เลี้ยงแทบทั้งหมด
ซ่งเว่ยตั้งใจจะเขียนจดหมายเล่าความจริงเรื่องชีวิตในชนบท รวมถึงเรื่องพ่อกับแม่เลี้ยงให้พี่ชายรับรู้
อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ส่งของกลับไปให้ผิดคนอีก ชาติก่อนเธอเป็นเด็กกำพร้า แต่ชาตินี้กลับมีพี่ชายเพิ่มมาโดยไม่คาดคิด
แม้เธอจะมาอยู่ในร่างนี้แทนเจ้าของเดิม แต่เธอก็ยังอยากรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้
จริงๆ แล้ว เธอยังมีลุงอีกหนึ่งคน เป็นนักวิจัย และเป็นคนที่ช่วยใช้เส้นสายให้พี่ชายได้เข้ากองทัพ
แต่เพราะสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ ลุงถูกกล่าวหาว่าเคยไปต่างประเทศ และถูกส่งไปต่างจังหวัดตั้งแต่สองปีก่อน
ซ่งเว่ยเองก็ไม่รู้ว่าเขาถูกส่งไปที่ไหน แล้วพี่ชายของเธอติดต่อกับเขาได้หรือเปล่า
“ซ่งเว่ย มากินข้าวได้แล้ว” หลังเก็บเมล็ดสนเสร็จ หลี่จวนก็ออกมาเรียกไปกินข้าว
เมื่อวานทั้งคู่เพิ่งมีเรื่องกับคนอื่น วันนี้จึงไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับพวกเธออีก สบายหู สบายตาไปได้เยอะเลย
ปลาตุ๋นถูกยกเข้าห้องทันที กลิ่นมันเลยไม่ฟุ้งออกไปมาก ทั้งสองจึงได้นั่งกินปลาตุ๋นร้อนๆ อย่างสงบ
หลี่จวนกินได้ไม่เท่าไหร่เธอก็อิ่มแล้ว แต่ซ่งเว่ยกลับจัดการปลาเกือบหมดหม้อ แถมยังกินซาลาเปามันหวานต่ออีกหลายลูก
เธอกินอย่างเอร็ดอร่อย คนสวยทำอะไรก็ดูดีไปหมด แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือเธอกินเยอะเกินไป
หลี่จวนแค่มองก็รู้สึกอิ่มแทน นี่เธอเอาไปยัดไว้ตรงไหนกันนะ
“ซ่งเว่ย เธอมีอาหารพอจริงๆ เหรอ?”
ตอนเยาวชนผู้มีการศึกษามาถึงชนบทใหม่ๆ ทุกคนจะได้รับธัญพืชหยาบยี่สิบจินกับมันหวานสามสิบจิน
ซึ่งปกติมันจะพอกินได้ประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ด้วยปริมาณการกินของซ่งเว่ย หลี่จวนมั่นใจว่าไม่ถึงสิบวันก็หมดแน่
ซ่งเว่ยกลับไม่กังวลอะไรเลย “พี่ชายฉันจะส่งของมาให้”
แน่นอนว่าเธอก็แค่พูดไปแบบซ่งๆ เพราะความจริงซ่งเว่ยวางแผนจะเข้าเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เพื่อไปส่งของให้พี่ชาย แล้วก็หาโอกาสไปเดินดูตลาดมืดด้วย
แต่หลี่จวนกลับเชื่อเธอทันที และก็ยังอดอิจฉาไม่ได้ที่ซ่งเว่ยยังมีพี่ชายคอยดูแล
หลังอาหาร ทั้งคู่ช่วยกันล้างเห็ด ล้างไปได้ครึ่งกะละมัง หัวหน้าหน่วยก็เดินเข้ามา
ทันทีที่เห็นเขา ซ่งเว่ยกับหลี่จวนก็นึกถึงเรื่องที่ไปคุยไว้ก่อนหน้านี้ ดวงตาทั้งคู่สว่างวาบขึ้นมาทันที
พวกเธอรีบลุกไปต้อนรับ มองหัวหน้าหน่วยด้วยสายตาคาดหวัง เมื่อเห็นแบบนั้นหัวหน้าหน่วยก็ขนลุกทันที
“เอาล่ะ เรื่องที่พวกเธอเสนอ ฉันได้คุยกับคนอื่นแล้ว สรุปว่าสามารถทำได้ แต่ต้องถามความเห็นเยาวชนผู้มีการศึกษาคนอื่นก่อน”
ซ่งเว่ยอยากจะพูดออกมาจริงๆว่า “ใครจะกล้าค้าน” ถ้ามีใครกล้สเธอจะซัดมันให้น่วมเลยคอยดู
เธอเดินไปเรียกทุกคนมารวมกัน ตอนนี้ในค่ายมีเยาวชนผู้มีการศึกษาทั้งหมดสิบสองคน
มีผู้ชายเจ็ดคน ผู้หญิงห้าคน คนที่เพิ่งมาใหม่มีสี่คน คือซ่งเว่ย ไป๋หยุนเจียว เกาเล่อ และจ้าวซู
หัวหน้าหน่วยอธิบายเรื่องแบ่งที่ดินเล็กๆ หลังบ้านพักให้เป็นแปลงปลูกผักส่วนตัว
ทันทีที่พูดจบ สายตาทุกคู่ก็หันมามองซ่งเว่ยกับหลี่จวนทันที
ซู่ไหลตี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดทันที “ก็ไอ้แค่ผักไม่กี่ต้น บางคนหวงอย่างกับสมบัติ ใครจะอยากกินกัน”
ซ่งเว่ยสวนกลับทันที เหรอ ถ้าไม่อยากกิน ก็อย่ากินสิ ใครไปง้างปากเธอให้กินล่ะ
หัวหน้าหน่วยหน้าเริ่มมีน้ำโห จะเถียงกันไปทำไม ฉันเรียกมาคุยนะ ไม่ใช่ให้ทะเลาะกัน”
เกาเล่อยักไหล่ “ผมไม่มีปัญหานะ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
จ้าวซูพยักหน้า “ผมก็เหมือนกัน” ถึงยังไงเขาก็ไม่คิดจะปลูกผักเองอยู่แล้ว เพราะมันทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก
ตอนนี้เขากังวลเรื่องอื่นมากกว่า สองมื้อมานี้เขากับเกาเล่อกินแต่โจ๊กจนหน้าจะเขียวอยู่แล้ว
เขาต้องรีบหาคนมาทำอาหารให้ ไม่งั้นอยู่ไม่รอดแน่ แต่หลัวเย่เฉิงกลับขมวดคิ้วแน่น
“ทำแบบนี้มันจะไม่ดีต่อความสามัคคีของพวกเรานะ”
ซ่งเว่ยยิ้มบางๆ “แล้วเรื่องเมื่อวาน มันดีต่อความสามัคคีขอพวกเรามากหรือไง?”
หลัวเย่เฉิงเงียบไปทันที “นั่นมันก็แค่ชั่วคราว”
เหรอ งั้นนายรับประกันได้ไหม ว่าครั้งหน้าซู่ไหลตี้จะไม่ไปเด็ดผักของคนอื่นอีก?
หรือรับประกันได้ไหมว่าใครบางคนจะปลูกผักกินเองเป็น?”
เขาพูดไม่ออก สุดท้าย นอกจากหลัวเย่เฉิงกับพวกของไป๋หยุนเจียว คนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกันหมด
ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องเมื่อวานทำเอาหลายคนกลัวอยู่เหมือนกัน ถ้ามีแปลงผักเป็นของตัวเอง อย่างน้อยก็ไม่ต้องทะเลาะแย่งกันอีก
เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย เรื่องจึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว
หัวหน้าหน่วยพูดต่อ “ที่ดินให้ได้แค่แปลงเล็กๆ หลังบ้านเท่านั้น ใครจะล้อมรั้วหรือไม่ก็แล้วแต่ ห้ามขยายเพิ่มเด็ดขาด”
“ตกลงค่ะ ขอบคุณหัวหน้าหน่วยมาก!” ซ่งเว่ยกับหลี่จวนตอบพร้อมกันด้วยความดีใจ
มีเพียงหลัวเย่เฉิงกับซู่ไหลตี้เท่านั้นที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
หลังส่งหัวหน้าหน่วยออกไป ซู่ไหลตี้ก็จ้องซ่งเว่ยเขม็ง ซ่งเว่ยเลิกคิ้วทำหน้ากวนประสาททันที
“ทำไม อยากจะประลองกันสักตั้งมั้ยล่ะ ฉันรับรองเลยว่าฉันจะไม่ออมมือเลยทีเดียว?”
เขาว่ากันว่า คนที่มีการศึกษาเขาจะไม่ใช้กำลังแก้ปัญหา แต่สำหรับคนแบบนี้มันต้องลงไม้ลงมือด้วยเท่านั้น ถึงจะหลาบจำ
ซู่ไหลตี้ถึงกับพูดอะไรไม่ออก บ้าจริง ผู้หญิงตัวบางๆ แบบนี้ ทำไมถึงมีแรงเยอะขนาดนี้กันนะ!
หลี่จวนดีใจมากขณะที่เดินตามซ่งเว่ยกลับห้อง เธอพูดไม่หยุดว่าจะปลูกอะไรในแปลงผักดี
“ซ่งเว่ย เราไปแลกเมล็ดหัวไชเท้ากับกะหล่ำปลีจากป้าๆ กันเถอะ สองอย่างนี้เก็บไว้กินหน้าหนาวได้”
“แค่นั้นไม่พอหรอก” ซ่งเว่ยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“เราแลกเมล็ดอย่างอื่นมาด้วยดีกว่า” หลี่จวนมองเธอเหมือนกำลังมองเด็กดื้อ
“ที่นี่หน้าหนาวมาเร็วนะ ผักหลายอย่างปลูกไม่ขึ้นหรอกนะ” ซ่งเว่ยไม่ได้อธิบายต่อ ยังไงเธอก็อยากลองก่อนอยู่ดี
“งั้นฉันจะเก็บไว้ปลูกฤดูใบไม้ผลิก็ได้”