“จริงสิ ฉันยังพอมีเมล็ดผักอยู่บ้าง เดี๋ยวแบ่งให้เธอนะ”
หลี่จวนยังคงพูดคุยเรื่องปลูกผักกับซ่งเว่ยด้วยความกระตือรือร้น ในขณะที่คนอื่นๆ ในบ้านพักก็เริ่มพูดถึงเรื่องแบ่งที่ดินกันบ้างแล้ว เกาเล่อมองจ้าวซูพลางเลิกคิ้วถาม “นี่นายปลูกผักเป็นด้วยเหรอ?”
สายตาของเขาเหมือนกำลังพูดว่า ถ้านายปลูก ฉันก็จะได้เก็บผักของนายกินด้วย
จ้าวซูเชิดหน้าขึ้น “ฉันดูเหมือนคนปลูกผักไม่เป็นหรือไง? แนทำงานได้สองแต้มต่อวันเลยนะ”
เกาเล่อหัวเราะเยาะ “แค่ได้สองแต้มทำมาเป็นก็ภูมิใจ”
อีกมุมหนึ่ง ชายหนุ่มที่คอยประจบไป๋หยุนเจียวก็รีบออกตัวทันที
“ไป๋หยุนเจียวที่ดินของเธอยกให้ฉันดูแลเถอะ ฉันช่วยปลูกให้เอง!”
ไป๋หยุนเจียวมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน สีหน้าซาบซึ้ง
“ขอบคุณนะ หม่าจือฉิง คุณใจดีมากจริงๆ” แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับดูแคลนเขาเต็มที่
อยู่ชนบทมาตั้งนาน ได้คะแนนงานวันวันละแค่นิดเดียว ยังคิดจะช่วยคนอื่นอีก ช่างโง่จริงๆ
แต่ในเมื่อมีคนเต็มใจให้ใช้ประโยชน์ เธอก็ไม่คิดปฏิเสธ
ซู่ไหลตี้แอบด่าซ่งเว่ยกับหลี่จวนอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็ยังเดินไปดูที่ดินของตัวเองเงียบๆ
ต่อให้ไม่เต็มใจแค่ไหน เธอก็ไม่อยากอดตาย เยาวชชนผู้มีการศึกษาคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกันนัก
คืนนั้น หลี่จวนยังออกไปดูสวนหลังบ้านใต้แสงจันทร์ วางแผนว่าพรุ่งนี้จะขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่มาทำรั้ว
อย่างน้อยต่อไปซู่ไหลตี้ก็จะมาขโมยผักเธอไม่ได้อีก
ซู่ไหลตี้ส่งเสียงฮึดฮัดเมื่อเห็นหน้าเธอ แต่หลี่จวนทำเหมือนไม่ได้ยิน
เช้าวันต่อมา ซ่งเว่ยตื่นเพราะเสียงฆ้องเรียกรวมคนของหมู่บ้าน
พอเดินออกมา เธอก็เห็นหลัวเย่เฉิงกำลังคุยกับหลิวหลินหลินอยู่หน้าบ้านพัก
ซ่งเว่ยเดินตรงเข้าไปทันที “หลัวเย่เฉิง เดือนหน้าคุณจะแต่งงานแล้วใช่ไหม?”
หลัวเย่เฉิงชะงัก ก่อนจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ซ่งเว่ยคงยังตัดใจจากเขาไม่ได้
ข้างๆ กัน สีหน้าของหลิวหลินหลินก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เธอกับหลัวเย่เฉิงถูกส่งมาชนบทพร้อมกัน ตั้งแต่บนรถไฟ เธอก็แอบชอบเขาแล้ว
พอรู้ว่าถูกส่งมาที่เดียวกันอีก ก็ยิ่งคิดว่ามันเป็นพรหมลิขิต
แต่สุดท้าย หลัวเย่เฉิงกลับเลือกแต่งงานกับสาวชาวบ้าน
ในสายตาของหลิวหลินหลิน ทั้งหมดเป็นความผิดของเจียงเสี่ยวหว่าน ผู้หญิงคนนั้นคอยเกาะติดหลัวเย่เฉิง
แล้วยังปล่อยข่าวลือจนเขาจำใจต้องแต่งงานด้วย ถ้าไม่ติดว่าครอบครัวเจียงเสี่ยวหว่านมีพี่ชายหลายคน
แถมพ่อยังเป็นเลขานุการหมู่บ้าน เธอคงไปอาละวาดถึงบ้านแล้ว
“ซ่งเว่ย เธอก็รู้ว่าฉัน” “อุ๊ยนี่นายกำลังคิดอะไรอยู่ อย่าหลงตัวเองสิ” ซ่งเว่ยตัดบททันที
“ที่ฉันถามก็เพราะว่าฉันจะมาทวงตั๋วของฉันคืน ต่างหาก”
หลัวเย่เฉิงพูดไม่ออกทันที ที่ผ่านมาเขาคิดมาตลอดว่าซ่งเว่ยแค่ประชดหรือกำลังงอนเขาเท่านั้น
แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะมาทวงคืนจริงๆ แต่ปัญหาคือ…ตั๋วพวกนั้นเขาใช้ไปหมดแล้ว โดยเฉพาะตั๋วจักรยาน
เขาส่งกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้ว เขาหวังให้ครอบครัวใช้มันเพื่อหาหนทางพาเขากลับเมืองไปได้
แต่สุดท้าย งานก็ยังหาไม่ได้ ส่วนเรื่องกลับเมืองก็ยังไร้วี่แววอีก เรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่องเลย
แล้วตอนนี้จะเอาตั๋วที่ไหนไปคืนซ่งเว่ยได้ล่ะ? “ซ่งเว่ย เธอใจเย็นก่อนนะ คือว่าเราค่อยๆ คุยกันก็ได้…”
ซ่งเว่ยกอดอก กลอกตา เอียงหัวเล็กน้อย “ไม่มีตั๋วมาคืนงั้นเหรอ?”
“งั้นฉันคงต้องไปรอถามพ่อตาของนายในวันแต่งงานแล้วล่ะ ว่าเขาจะช่วยจ่ายคืนแทนนายไหม”
เธอเว้นจังหวะ ก่อนยิ้มบางๆ “อ้อ อีกอย่างนะ ตอนนี้ฉันอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อย่ามายุ่งกับฉันให้มันมากนัก เดี๋ยวฉันจะเผลอตบนายเข้าให้แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน”
พูดจบ เธอก็หันหลังจะเดินไปทำงาน แต่หลิวหลินหลินกลับรีบขวางเธอไว้
“นี่ซ่งเว่ย เธอไม่คิดว่าตัวเองทำเกินไปหน่อยเหรอ? ตอนเธอให้ของเธอก็ให้เอง
พอมาตอนนี้เธอกลับมาทวงคืนดื้อแบบนี้เนี่ยนะ นิสัยแบบนี้มันแย่มากเลยนะ”
หลิวหลินหลินยืนอยู่ใกล้มาก ซ่งเว่ยจึงใช้นิ้วแตะหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ
“หลบไป ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าเรามีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกัน”
ด้านหลัง เกาเล่อกับจ้าวซูที่เพิ่งออกมาพอดีก็หลุดหัวเราะทันที
ผู้หญิงคนนี้…กล้าพูดจริงๆ! หลิวหลินหลินถอยหลังโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเธองุนงง
แต่ก่อนที่เธอจะตั้งตัวทัน ซ่งเว่ยก็พูดต่อ “ฉันถามหน่อยสิ ฉันกับหลัวเย่เฉิงมีความสัมพันธ์อะไรกัน?”
หลิวหลินหลินตอบทันที “ก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว!”
ซ่งเว่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็นั่นไง ในเมื่อไม่มีความสัมพันธ์กัน แล้วผู้ชายตัวโตอย่างเขาจะรับของของฉันไปทำไม เธอหันไปมองสองตัวแสบที่ยืนดูละครอยู่ด้านหลัง
“ถ้าฉันให้ของพวกนาย พวกนายจะรับไหม?” เกาเล่อกับจ้าวซูส่ายหน้าพร้อมกันทันที
เกาเล่อเชิดคางอย่างภาคภูมิใจ “ฉันมีแต่จะให้คนอื่น ผู้ชายรับของจากผู้หญิงมันเสียฟอร์มจะตาย”
จ้าวซูพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง ใช่ “แม่ฉันบอกว่า ถ้าผู้หญิงให้ของโดยไม่มีเหตุผล
แปลว่าเธอต้องการอะไรบางอย่างจาดเรา ถ้าไม่สามรถให้ในสิ่งที่เธอต้องการได้ ก็ห้ามรับของ”
ซ่งเว่ยมองทั้งคู่ด้วยสายตาชื่นชม จนสองหนุ่มยิ่งยืดอกอย่างภูมิใจ
ส่วนสีหน้าของหลัวเย่เฉิงกลับดำทะมึนลงเรื่อยๆ ซ่งเว่ยหันกลับไปมองหลิวหลินหลินอีกครั้ง
“ได้ยินหรือยังจ๊ะสาวน้อย? ตอนนั้นฉันให้ของเขา เพราะคิดว่าเขาก็ชอบฉันเหมือนกัน”
“แต่ในเมื่อเขาไม่ได้ชอบฉัน แล้วเขาจะรับของฉันไว้ทำไม?”
พูดจบ เธอก็ผลักมือหลิวหลินหลินที่ขวางทางออกแล้วเดินจากไปทันที
เกาเล่อกับจ้าวซูรีบก็วิ่งตามไป “ซ่งเว่ย รอพวกเราด้วย ”
หลิวหลินหลินยืนเหม่ออยู่กับที่ ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน
ใจหนึ่งก็บอกว่าซ่งเว่ยพูดถูก แต่อีกใจก็ยังเชื่อว่าหลัวเย่เฉิงต้องมีเหตุผลของเขาแน่
“พี่หลัว…” หลัวเย่เฉิงอารมณ์เสียจนไม่อยากพูดอะไร เขาถึงขั้นเริ่มรำคาญหลิวหลินหลินขึ้นมา
ปกติเธอไม่ใช่คนพูดเก่งเหรอ? แต่ทำไมวันนี้ถึงโดนซ่งเว่ยพูดใส่ไม่กี่ประโยคก็เงียบไปแล้วล่ะ
ช่างมันเถอะ “รีบไปทำงานเถอะ” เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก่อนเดินจากไป
หลิวหลินหลินมองตามแผ่นหลังเขา สีหน้าซับซ้อน เธอไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าคำพูดของซ่งเว่ย…ฟังดูมีเหตุผลจริงๆ
ไม่สิ! ไม่ใช่แบบนั้นสิ เธอส่ายหน้าแรงๆ
หลัวเย่เฉิงเป็นคนดี เขาต้องมีเหตุจำเป็นแน่ เขาไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นหรอก
พอปลอบใจตัวเองเสร็จ หลิวหลินหลินก็รีบวิ่งตามไป “หลัวเย่เฉิงรอฉันด้วย!”