อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ซ่งเว่ย นวดข้าวโพดได้คล่องแคล่วเกินไป แถมพูดคุยกับพวกป้าๆอย่างออกรสออกชาติ
จนตอนนี้ไม่มีใครเชื่อว่าเธอเป็นคนป่วยอีก ดังนั้น ต่อให้วันนี้เธอจะยืนอยู่ต่อหน้าหัวหน้าหน่วยพร้อมผ้าพันแผลบนหัวก็ตาม หัวหน้าหน่วยก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เธอไปนั่งทำงานสบายๆ เหมือนเดิมอยู่ดี
“หัวของซ่งเว่ย หายดีหรือยัง?” ซ่งเว่ย กะพริบตา ไม่แน่ใจว่าควรพยักหน้าหรือส่ายหัวดี
แต่หัวหน้าหน่วยไม่เปิดโอกาสให้เธอเลือก “งั้นไปช่วยปลูกกะหล่ำปลีกับคนอื่นๆเถอะ”
ซ่งเว่ย เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตกลงอย่างหมดแรง
“…ค่ะ”
ช่างเถอะ งานปลูกผักต้องทำกันเป็นคู่อยู่แล้ว คนหนึ่งขุดหลุม อีกคนลงต้นกล้า ปลูกได้เต็มพื้นที่สองหมู่ถึงจะได้สิบคะแนนเต็มต่อวัน แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเว่ยทำงานแบบนี้ เธอจึงต้องจับคู่กับคนที่มีประสบการณ์
แต่ปัญหาคือ ภาพลักษณ์ของเธอดูบอบบางเกินไป
แค่เห็นรูปร่างผอมๆ กับผ้าพันแผลบนหัว ชาวบ้านก็ไม่อยากทำงานคู่กับเธอแล้ว
ตอนหัวหน้าหน่วยพยายามจับคู่ให้ มีคนถูกเรียกชื่อสองคน แต่ทั้งคู่ต่างปฏิเสธทันที
คนอื่นๆ ก็รีบถอยห่างจากซ่งเว่ย ราวกับเธอเป็นตัวปัญหา
แต่เจ้าตัวกลับยังยืนยิ้มอย่างสบายๆ หัวหน้าหน่วยมองแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด
เด็กผู้หญิงคนนี้ดูแปลกจริงๆ สุดท้ายเขาเลยโบกมืออย่างรำคาญ
“งั้นพวกเธอสองคนทำด้วยกันก็แล้วกัน” เขาชี้ไปที่เกาเล่อ
“พวกเธอเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาเหมือนกัน คงคุยกันง่าย”
จากนั้นก็เรียกป้าคนหนึ่งมาสอนวิธีปลูกผักให้ ก่อนรีบเดินหนีไปทันที
ในกองพลผิงอันมีทั้งหมดสี่ทีม เยาวชนผู้มีการศึกษาถูกกระจายกันไป
ทีมสามที่ซ่งเว่ย อยู่ มีเยาวชนผู้มีการศึกษาแค่สามคน อีกคนเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานพอไหว
อย่างน้อยก็ยังเก็บได้วันละหกเจ็ดคะแนน แต่เกาเล่อ รูปร่างสูงใหญ่ เกินหนึ่งเมตรแปดสิบเซน
ตัวก็หนา ดูยังไงก็เหมือนคนใช้แรงงานเก่ง ตอนแรกหัวหน้าหน่วยที่สามดีใจมากที่ได้เขามา
แต่ภายหลัง เขาแทบอยากตบหน้าตัวเองให้ตื่น
ชาวบ้านที่เคยจับคู่กับเกาเล่อก็ปวดหัวกันถ้วนหน้า หมอนี่ไม่ได้แค่ทำงานไม่เป็น
แต่ยังเป็นภาระอีกต่างหาก ด่าก็แล้ว สอนก็แล้ว แต่เขายังคงทำงานช้าเหมือนเดิม
ราวกับว่าถ้าเขาขยับตัวมากกว่านี้เขาจะตายเสียให้ได้อย่างงั้นแหละ
ทั้งที่ตัวสูงใหญ่ แต่กลับทำหน้าตาเหมือนคนถูกกลั่นแกล้ง ตาแดงๆ คล้ายจะร้องไห้ตลอดเวลา
พอเห็นว่าซ่งเว่ย ต้องมารับช่วงต่อ ทุกคนก็โล่งอกทันที “ซ่งเว่ย เกาเล่อ ไปทำงานได้แล้ว!”
พวกผู้ใหญ่พากันยิ้มอย่างมีความสุข ราวกับเพิ่งโยนภาระหนักทิ้งไปได้
ตอนนี้ ซ่งเว่ย ก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว เกาเล่อเกาหัวอย่างเขินๆ
“ฉัน…พอทำเป็นนิดหน่อยนะ” เขาทำมือประกอบ บอกว่า “นิดเดียวจริงๆ”
ซ่งเว่ย ยังไม่ทันเข้าใจความน่ากลัวของคำพูดนี้ หลังดูชาวบ้านสาธิต เธอก็คิดว่างานปลูกผักไม่น่าจะยากอะไร
เกาเล่อรับหน้าที่ขุดหลุม เขายกจอบขึ้นสูง ก่อนฟันลงเต็มแรง
“โอ๊ย!” “เท้าฉันเกือบขาดแล้ว!” เขารีบกระโดดถอยหลัง มองจอบที่เฉียดปลายรองเท้าไปแค่นิดเดียว
แล้วลูบอกด้วยสีหน้าแบบว่ารอดตายหวุดหวิด
ซ่งเว่ยมองภาพนั้นแล้วเริ่มเข้าใจทันที นี่มันกรรมตามทันชัดๆ
เธอสูดหายใจลึกๆ “เมื่อกี้นายบอกว่าทำเป็นไม่ใช่เหรอ?”
เกาเล่อยิ้มแห้งๆ แล้วใช้นิ้วทำท่าช่องเล็กๆ นิดเดียว
“เป็นสิแต่แค่นิดเดียวจริงๆ” ซ่งเว่ย เงียบไปสองวินาที ก่อนยื่นมือไป
“เอาจอบมา” เกาเล่อส่งให้อย่างเชื่อฟัง ซ่งเว่ย รับจอบ พลางมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
ตัวสูง แข็งแรง สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ไร้ประโยชน์สิ้นดี สมองนายมันคงมีแค่สองข้อนิ้วละมั้ง
“นายทำงานได้วันละกี่คะแนน?” เกาเล่อรีบยืดอกอย่างภูมิใจ แล้วชูสองนิ้ว
“สองคะแนน! ริมฝีปากซ่งเว่ย กระตุกทันที “หึ เก่งมาก”
หลังจากนั้น ทุกคนก็ได้เห็นกับตาว่าคำว่า “อย่าตัดสินคนจากภายนอก” นั้นหมายความว่าอะไร
ซ่งเว่ย จับจอบ ขุดหลุมอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ส่วนเกาเล่อ ชายร่างยักษ์ กลับนั่งยองๆ ลงต้นกล้ากะหล่ำปลีช้าๆ
พอเขาเงยหน้าขึ้นอีกที ซ่งเว่ย ก็ขุดไปไกลห้าเมตรแล้ว หลุมอาจไม่สวยนัก แต่ใช้ปลูกผักได้แน่นอน
เกาเล่ออ้าปากค้างทั้นที “ซ่งเว่ย ช้าหน่อยสิ!” “เธอทำแบบนี้ ฉันจะยิ่งดูไร้ประโยชน์มากกว่าเดิมซะอีก!”
ซ่งเว่ย ตอบโดยไม่เงยหน้า “ฉันต่างหากที่ซวย ทำไมต้องมาจับคู่กับนายด้วย แบบนี้ให้ฉันทำคนเดียวไปเลยดีกว่า”
เดิมทีเธอวางแผนว่าหลังเลิกงานจะขึ้นเขา ล่าสัตว์ หาอะไรไปขายตลาดในมืด
หรือไม่ก็เอาเนื้อแห้งไปส่งให้พี่ชาย แต่ตอนนี้ต้องมาลากเกาเล่ออีก
ยิ่งคิดก็ยิ่งขาดทุน ถ้าไม่ช่วย งานนี้ก็คงยืดไปจนมืดแน่
เพราะกฎของหน่วยคือ ต้องทำงานเสร็จก่อนถึงจะได้คะแนนและกลับบ้านได้
ซ่งเว่ย กำจอบแน่นขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่มองเกาเล่อก็ดุขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
เกาเล่อขนลุกทันที “ซ่งเว่ย…มีอะไรก็ค่อยๆพูดกันก็ได้นะ”
เขายิ้มประจบสุดชีวิต ราวกับกลัวว่าซ่งเว่ย จะเผลอฟาดจอบใส่หัวเขา
“รีบทำ” “ฉันยังต้องขึ้นเขาอีก” เกาเล่อแทบร้องไห้
“ฉันก็อยากรีบนะ แต่ร่างกายฉันมันไม่ฟังที่สมองสั่งการเลย” “งั้นก็เลิกทำไปเลย”
“อย่านะ!” เขารีบยกมือยอมแพ้
“งั้นเอาแบบนี้ไหม ฉันจะไปคุยกับหัวหน้าหน่วย ขอแค่สองคะแนนก็ได้ ที่เหลือเธอเอาไปหมดเลย”
ซ่งเว่ย ปรายตามองเขา อย่างน้อยก็ยังรู้จักดูสถานการณ์
เธอพยักหน้าอย่างเย็นชา เกาเล่อรีบวิ่งไปทันทีแต่ไม่นานก็เดินกลับมาหน้าหงอยๆ
“ซ่งเว่ย…หัวหน้าหน่วยไม่ยอม” สายตาของซ่งเว่ยน่ากลัวขึ้นอีกขั้น
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเกาเล่อทำงานทันที เขารีบล้วงของออกมาจากกระเป๋า
“ซ่งเว่ย นี่คือคูปองเนื้อเธออยากได้มั้ย?” ซ่งเว่ยก้มลงมอง นั่นคือคูปองหมูสิบจินจริงๆ
ในยุคที่ข้าวของขาดแคลนแบบนี้ ของสิ่งนี้มีค่ามาก แต่ปัญหาคือ เธอไม่มีคูปองเนื้อเลยสักใบ