คูปองเนื้อเป็นของหายาก คนในเมืองยังพอมีช่องทางได้รับแจกจ่าย แต่คนชนบทนั้นแทบไม่มีโอกาสได้คูปองทรัพยากรแบบนี้เลย บางบ้านทั้งปีอาจได้คูปองเนื้อแค่ใบเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่า ชนบทก็มีข้อดีของชนบท อย่างน้อยก็ยังพึ่งพาภูเขา หรือเลี้ยงไก่ไว้สองสามตัวได้
นั่นจึงกลายเป็นแหล่งเนื้อสัตว์หลักของหลายครอบครัว
ซ่งเว่ยไอเบาๆ มองซ้ายขวา ก่อนรีบเก็บคูปองเนื้อไป “แน่ใจนะว่าจะให้ฉัน? เพราะต่อให้ฉันช่วยปลูกผักให้ทั้งหมด มันก็ยังไม่คุ้มกับคูปองนี่เลยนะ”
เกาเล่อถูมืออย่างเขินๆ มองเธอด้วยสายตาคาดหวัง
“คือว่าฉันมาเรื่องจะขอให้เธอเธอช่วยหน่อยน่ะ อีกสักสองสามวัน ฤดูหนาวใกล้มาแล้ว
ฉันกับเพื่อนต้องขึ้นเขาไปหาฟืน แต่พวกเรา...แบกไม่ไหว”
เขาพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เหมือนกับว่าความไร้ประโยชน์ของตัวเองเป็นเรื่องสมเหตุสมผลสุดๆ
ซ่งเว่ยมองเขาแล้วถามเสียงเรียบ “นายขาดเงินเหรอ?”
เกาเล่อรีบส่ายหัวทันที “เปล่า! ฉันกับจ้าวซูถูกส่งมาชนบทเพราะชอบขอเงินที่บ้านมากเกินไป
ไม่รู้ไปทำอะไรให้ลุงสองคนโกรธ แต่ถึงเขาจะส่งพวกเรามาที่นี่ พวกเขาก็ยังส่งของมาให้ทุกเดือนอยู่ดี”
ดังนั้นเขากับจ้าวซูจึงพอใจกับคะแนนงานวันละสองแต้มที่ทำได้
แม้ชาวบ้านจะมองว่าพวกเขาเป็นผู้ชายที่โตแล้วแต่ทำงานไม่เอาไหนก็ตาม
แต่ทั้งคู่ยอมโดนดูถูก ยังดีกว่าต้องเหนื่อยทำงานหนัก
ซ่งเว่ยจึงเดาได้ทันทีว่า สองคนนี้คงมีปัญหาบางอย่างกับทางบ้านถึงถูกส่งมาชนบท แต่ดูจากนิสัยแล้ว ทั้งคู่คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรผิด
“ถ้าไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน งั้นฉันจะสอนวิธีง่ายๆ ให้”
“ไปจ้างเด็กในหมู่บ้านให้ช่วยขนฟืนสิ จ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ขนได้ก็พอ”
ดวงตาของเกาเล่อเป็นประกายทันที จริงสิ! ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ?!
“ซ่งเว่ยเธอนี่อัจฉริยะจริงๆ! งั้นฉันจ่ายมัดละห้าสิบเซ็นต์ดีไหม?”
ซ่งเว่ยมองเขาด้วยสายตาไร้คำพูด หมอนี่ไม่รู้ราคาตลาดจริงๆสินะ
“เด็กคนหนึ่งแบกฟืนได้ประมาณสิบจิน จ่ายมัดละสิบเซ็นต์ก็พอแล้ว”
“ถูกจัง” ซ่งเว่ยไม่สนใจเขาอีก เธอก็เริ่มทำงานต่อทันที เด็กสาวที่ดูบอบบาง ผิวขาวจนแทบสะท้อนแสงแดด
แต่กลับใช้จอบได้อย่างดุดันจนคนรอบข้างตะลึง เหล่าป้าๆ ในแปลงใกล้เคียงถึงกับหยุดมือ
“นั่น...ซ่งเว่ย จริงๆเหรอ?” พวกเธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ดูเหมือนจะใช่นะ...” ในตอนนั้นเอง ซ่งเว่ยก็เดินผ่านมายิ้มทักทายพวกเธออย่างสดใส
“คุณป้าคะ ทำงานเหนื่อยมั้ยค่ะ” “ซ่งเว่ย ทำไมเธอเร็วขนาดนี้ล่ะ?!”
ซ่งเว่ยตอบเรียบๆ “ฉันแรงเยอะค่ะ ใช้จอบทีเดียวก็เสร็จแล้ว”
เธอไม่ได้มีแค่แรง แต่ยังมีความอึดที่น่ากลัวอีกด้วย ต่อให้ร่างกายตอนนี้จะดูผอมบาง ก็ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานเลยแม้แต่น้อย “คุณป้าคะ พวกคุณทำงานกันต่อเถอะ ฉันไปก่อนนะ”
พูดจบ เธอก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสองป้าให้ยืนอึ้งอยู่กับที่
แล้วไหนใครบอกว่ายกของหนักไม่ไหว? บอกว่าอ่อนแอใกล้ตายไง?!แล้วนี่มันอะไร
ด้านหลัง เกาเล่อยืนหัวเราะโง่ๆ “นี่เกาเล่อ ทำไมยังไม่รีบตามอีก!”
คนที่ก่อนหน้านี้พากันปฏิเสธการจับคู่ทำงานกับซ่งเว่ย มาตอนนี้น้ำตาร่วงเพราะเสียใจกันหมดแล้ว
ใครจะคิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้จะทำงานเร็วขนาดนี้?!
หลังขุดหลุมปลูกผักครบหนึ่งหมู่ ซ่งเว่ยก็รีบกลับไปปลูกต้นกล้าต่อกับเกาเล่อ
ส่วนเกาเล่อแทบกลายเป็นแค่ตัวประกอบ หน้าที่เดียวของเขาคือโยนต้นกล้าลงหลุม
สำหรับซ่งเว่ย การปลูกผักกลับเหนื่อยกว่าขุดดินเสียอีก เพราะต้องนั่งยองตลอด ปวดหลังมากกว่าใช้แรง
ทั้งคู่ได้รับพื้นที่แค่หนึ่งหมู่ จึงทำเสร็จเร็วมาก
แต่ปัญหาคือ คะแนนงานห้าแต้มแบ่งยาก สุดท้ายพวกเขาจึงรับแปลงเพิ่มมาอีกหนึ่งจุด
คนจดคะแนนงานถึงกับงง นี่เป็นครั้งแรกที่เกาเล่อทำงานเสร็จเร็วขนาดนี้ เขายืนเชิดหน้าเหมือนไก่ชนชนะศึก
ส่วนซ่งเว่ยนั้นรีบขึ้นเขาไปทันที เกาเล่อที่ได้รับคำแนะนำจากเธอแล้วก็ไม่คิดจะฝืนตัวเองอีก
เขาเดินเอามือไพล่หลังเหมือนคนแก่ไปหาจ้าวซู “จ้าวซู น้องรัก ฉันมาแล้ว”
จ้าวซู มองเขาด้วยความมึนงง ทำไมนายไม่ไปทำงานล่ะ มาทำอะไรตรงนี้?!”
ตอนนี้เขาหน้าตาเหมือนมะเขือเหี่ยว ถือกล้าผักอย่างหมดแรง
ป้าที่จับคู่ทำงานกับเขากำลังมองด้วยสายตาผิดหวังสุดขีด “จ้าว! เร็วหน่อยสิ! ตามหลังไปไกลแล้วนะ!”
คะแนนงานของเธอจะพังหมดเพราะหมอนี่แน่!
จ้าวซูแทบร้องไห้ “ป้าครับ นี่คือความเร็วสูงสุดของผมแล้ว ป้าช่วยช้าลงหน่อยได้ไหมครับ...”
อะไรกันตัวใหญ่ขนาดนี้ ไขมันที่มีก็เสียเปล่าหมด! เกาเล่อที่ยืนดูอยู่ข้างๆ กลับหัวเราะลั่น
“เฮ้ จ้าวซู เร็วหน่อยสิ ป้าไปไกลแปดเมตรแล้วนะ!”
จ้าวซูถลึงตาใส่ “ไปให้พ้นเลย! แกก็สูงกว่าแค่สองเซนติเมตรเอง จะมาพูดอะไร!”
เกาเล่อนั่งไขว่ห้างอย่างสบายใจ “ไม่ๆ วันนี้ฉันได้สามคะแนน แล้วก็ทำเสร็จแล้วด้วย”
“อะไรนะ?!” เสียงจ้าวซูดังลั่นทันที คนทั้งทุ่งหันมามองพร้อมกัน
“สามคะแนนงั้นเหรอ?!” “เป็นไปไม่ได้หรอก!” ทั้งคู่เป็นพวกขี้เกียจพอกัน ทุกคนรู้ดี
เกาเล่อเชิดหน้าขึ้น แล้วเล่าเรื่องที่เขาร่วมงานกับซ่งเว่ยอย่างภูมิใจ
“นายรู้มั้ยว่าซ่งเว่ยนี่สุดยอดจริงๆเลนยะ” เยาวชนมีการศึกษาทุกคนต่างสังเกตเห็นเรื่องนี้มานานแล้ว
เพราะช่วงนี้ซ่งเว่ยขึ้นเขาทุกวัน ทั้งลากไม้ ทั้งแบกของกลับมา
ทั้งที่ดูบอบบางแต่เรี่ยวแรงนั้นกลับมหาศาล มันเหมือน “หลินไต้หยูถอนต้นหลิว” ในชีวิตจริงชัดๆ!
ใครจะคิดว่าเธอไม่เพียงทำงานเร็วเท่านั้น แต่ยังช่วยทำส่วนของเกาเล่อจนเสร็จด้วย
จ้าวซูมองพี่ชายด้วยสายตาอิจฉา “งั้นฉันขอแลกคู่กับซ่งเว่ย ได้ไหม?”
เกาเล่อส่ายหน้า “ฉันว่าเธอไม่สนใจหรอก ซ่งเว่ย ดูจะชอบขึ้นเขามากกว่า”
“จ้าวซู! นายจะทำงานต่อไหม?!” ป้าตะโกนขึ้นอีกครั้ง เพราะมัวแต่คุยกัน จ้าวซูจึงช้าลงกว่าเดิมอีก
ภายใต้สายตาอำมหิตของป้า เขาทำได้เพียงก้มหน้าปลูกผักต่อ
“ทำครับทำ” เขาเสียใจจนอยากร้องไห้ แต่เกาเล่อกลับหัวเราะเสียงเบา
“นายทำงานไปเถอะ ฉันจะไปหาเด็กๆ ในหมู่บ้านมาช่วยเก็บฟืน”
พูดจบก็รีบหนีไปทันที ทิ้งจ้าวซูไว้ท่ามกลางความทุกข์ทรมาน
ยอมตายดีกว่าอยู่ดูเพื่อนลำบาก ฮ่าๆ…