ระหว่างทางกลับบ้าน ซ่งเว่ยบังเอิญเจอเหอตันเข้า เด็กน้อยตัวผอมดำกำลังแบกตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาหารหมูไว้บนหลัง “เหอตัน”
พอได้ยินเสียงเรียก ดวงตาสดใสของเด็กชายก็เป็นประกายขึ้นทันที ใบหน้าผอมๆ ที่คล้ำแดดดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในพริบตา เขารีบหันกลับมา แต่เพราะตะกร้าหนักเกินไป ร่างเล็กๆ จึงเซเกือบล้ม
ซ่งเว่ยรีบเข้าไปช่วยจับตะกร้าไว้ให้ เหอตันไม่ได้กลัวว่าจะล้ม แต่ตอนมองเธอ
ดวงตาของเขากลับส่องประกายระยิบระยับ
“พี่ซ่ง” ซ่งเว่ยขมวดคิ้วนิดๆ “มาทำอะไรตรงนี้ แล้วนี่จะเก็บอาหารหมูมาเยอะขนาดนี้ทำไม?”
เหอตันคิดว่าเธอโกรธ สีหน้าจึงตื่นตระหนกทันที “พี่ซ่ง อย่าโกรธนะครับ”
เขากลัว...กลัวว่าคนคนเดียวที่ดีกับเขาจะไม่ชอบเขาอีกแล้ว
น้ำเสียงของซ่งเว่ยอ่อนลงทันที “ฉันไม่ได้โกรธเธอหรอก”
เธอถอดตะกร้าลงจากหลังเด็กชาย แล้วนั่งยองๆ มองหน้าเขา
“เธอยังเด็กเกินกว่าจะได้คะแนนงานไม่ใช่เหรอ? ใครใช้ให้มาตัดอาหารหมูล่ะ?”
ตอนนี้หมู่บ้านเลี้ยงหมูรวมกันอยู่ห้าตัว งานตัดอาหารหมูจึงตกเป็นหน้าที่ของเด็กโตในกองพล
เด็กพวกนั้นยังทำงานหนักไม่ได้ แต่ก็พอช่วยทางบ้านหาแต้มงานได้
สองตะกร้าเท่ากับหนึ่งแต้มงาน แต่เห็นชัดว่าเหอตันยังเล็กเกินไป
เด็กชายเม้มปาก กำลังจะตอบ จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนห้าวๆ ดังขึ้น
“ไอ้เหอตาน! ฉันให้แกไปตัดอาหารหมู แต่แกกลับมาอู้แบบนี้อีก เดี๋ยวพ่อจะตีให้ตายเลยคอยดู!”
ชายวัยรุ่นอายุราวสิบแปดถือไม้เดินเข้ามา และด้านหลังยังมีพรรคพวกวัยเดียวกันอีกหลายคน
แค่ดูก็รู้ว่าเป็นพวกอันธพาลประจำหมู่บ้าน ผมที่แสกกลางมันเยิ้ม เสื้อผ้ายับๆ ท่าทางหยิ่งยโสเหมือนตัวเองเป็นราชาแห่งสวรรค์อย่างงั้นแหละ
เหอตันรีบพูดทันที “ฉันทำเสร็จแล้วนะ” จากนั้นก็หันมาหาซ่งเว่ย สีหน้าร้อนรน
“พี่ซ่งพี่รีบไปเถอะ” หลินโย่วฟู่เดินเข้ามาใกล้ สายตาเขามองที่ซ่งเว่ยอย่างหยาบคาย ก่อนสะบัดผมแล้วผิวปาก
คิดว่าตัวเองเท่มาก “โอ้ เด็กสาวคนนี้มาจากไหนกันนะ หน้าตาดีไม่เบาเลยนี่”
ซ่งเว่ยทำหน้าคลื่นไส้ แล้วแกล้งอาเจียนต่อหน้าพวกเขา
“ขอโทษนะ เหมือนมีอะไรสกปรกเข้าหู ฉันเลยอยากอ้วก”
คนแบบนี้คิดว่าตัวเองหล่อตายล่ะ หน้าตานี่หยาบกระด้างกว่าถนนเสียอีก?
เห็นแล้วรู้สึกขนลุกอยากจะอ้วกออกมาจริงๆ
สีหน้าของหลินโย่วฟู่กับพรรคพวกดำทะมึนลงทันที
“พี่ฟู่ ยัยนี่จงใจหาเรื่องเราชัดๆ!” เหอตันรีบเอาตัวมายืนบังซ่งเว่ยไว้อย่างลนลาน
“อาหารหมูฉันก็เก็บเสร็จแล้ว ญาติผู้พี่คุณเอาไปได้เลย”
ไอ้เด็กเวร แกไสหัวไปไกลๆเลย หลินโย่วฟู่ผลักเด็กชายออก แล้วจ้องซ่งเว่ยด้วยสายตามุ่งร้าย
“ยัยผู้หญิงเหม็นเน่า แกกล้าดูถูกฉันงั้นเหรอ วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกเอง!”
จริงๆ แล้วเขามีแผนอยู่ในใจ แม่กำลังหาภรรยาให้เขาอยู่พอดี แต่ไม่มีใครหน้าตาดีเท่าซ่งเว่ยเลยสักคน
ถ้าเขาได้ผู้หญิงจากเมืองคนนี้มาเป็นเมียละก็ คนทั้งหมู่บ้านคงอิจฉาเขาตายแน่
ด้วยหน้ารูปร่างที่บอบบางแบบซ่งเว่ย เขาคิดว่าคงจัดการได้ไม่ยาก
แต่ทันทีที่มือของเขาเอื้อมออกไป กร๊อบ!
“อ๊าก!!!” เสียงกรีดร้องดังลั่นไปไกลหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว
ซ่งเว่ยยังจับมือเขาและหักนิ้วของเขาอย่างง่ายดาย พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มหวานอ่อนโยนให้ด้วย
“พูดจริงๆนะ พวกแกนี่มันทั้งน่าเกลียดทั้งไร้รสนิยม เหมือนหมูที่กำลังเดินเพ่นพ่านออกมาจากคอก
ใครปล่อยพวกแกออกมาเนี่ย ไร้ความรับผิดชอบสุดๆไปเลย”
เพียะ! เธอตบหน้าหลินโย่วฟู่เต็มแรง จนเขาหมุนไปครึ่งรอบแล้วล้มลงไปกองกับพื้น
ซ่งเว่ยสะบัดมือเบาๆ “หนังหน้าหนาจริงเลยนะ มือฉันเจ็บหมดเลย”
เธอเงยหน้ามองคนที่เหลือด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ปกติใบหน้าแบบนี้จะดูน่ารักอ่อนหวานมาก
แต่ตอนนี้ พวกอันธพาลที่เหลือกลับรู้สึกขนลุกเย็นวาบไปทั้งตัว
“กะ...กลัวอะไร! พวกเรามีตั้งหลายคน รุมมันสิ!”
ทั้งสี่พุ่งเข้าใส่เธอพร้อมกัน แต่หนึ่งในนั้นกลับถูกเหอตันกระโจนเข้าไปกัดต้นขาเต็มแรง
“โอ๊ย!!!” เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้ง แค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีอันธพาลทั้งห้าก็นอนกองอยู่บนพื้น
ซ่งเว่ยเอาอาหารหมูของเหอตันเทกองใส่หัวพวกมัน
“โตจนป่านนี้แล้วยังใช้เด็กตัวเล็กๆ ทำงานแทนอีก ไอ้พวกขยะ!”
จากนั้นเธอก็ดึงมือเหอตันเดินออกมา “คืนนี้มานอนบ้านพี่นะ ห้ามกลับบ้านไปเด็ดขาด”
เธอรู้ดีว่า ถ้าเหอตันกลับบ้าน เด็กคนนี้ต้องโดนเล่นงานแน่
ซ่งเว่ยไม่เสียใจที่ซ้อมอันธพาลพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่เธอสงสารเหอตันต่างหาก
เด็กดีๆ คนหนึ่ง ทำไมต้องมาอยู่กับครอบครัวแบบนั้นด้วยนะ?
ในตอนนั้นเอง “โครก…” เสียงท้องร้องก็ดังขึ้น ซ่งเว่ยมองลงไป เห็นหน้าเด็กชายแดงก่ำด้วยความเขิน
“หิวเหรอ?” เหอตันพยักหน้าเบาๆ “วันนี้พวกเขาไม่ได้เหลือข้าวไว้ให้ผมเลย…”
ซ่งเว่ยจึงอดสงสารไม่ได้ ครอบครัวหลินนี่เลวจริงๆ “ไป เราหาอะไรกินกันเถอะ”
ปลาสองตัวที่เธอจับมาเมื่อวาน ยังเหลืออยู่ตัวหนึ่ง ตอนเช้าเธอหมักไว้พอดี
กลับไปทำกินตอนนี้กำลังเหมาะเลย “ว่าแต่เหอตันเธอทำกับข้าวเป็นไหม?”
ฝีมือทำอาหารของซ่งเว่ยอยู่ในระดับ “ที่กินได้ไม่ถึงกับตาย” รสชาติขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ
เหอตันส่ายหน้า “ผมไม่เคยทำครับ แต่หุงข้าวเป็น ผมจะลองช่วยดู”
ดังนั้น ซ่งเว่ยจึงพาเด็กชายกลับบ้าน เธอได้ผู้ช่วยตัวน้อยเพิ่มมาอีกคน
เธอเป็นคนเฝ้าเตา ส่วนเหอตันลงมือทำ ซ่งเว่ยใส่น้ำมันเยอะเป็นพิเศษ กลิ่นปลาจึงหอมฟุ้งไปทั่ว
โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนยังไม่กลับมา ไม่อย่างนั้นคงโดนนินทาตายแน่
แต่สุดท้ายก็มีคนกลับมาก่อน เกาเล่อยืนอยู่หน้าประตู สูดกลิ่นจนแทบน้ำลายไหล
เขาเคาะประตูอย่างเขินๆ ซ่งเว่ยเปิดออก
“ซ่งเว่ย ทำอะไรกินเหรอ กลิ่นหอมมากเลย!”
เธอเลิกคิ้ว “แล้วไง?” เกาเล่อรีบหยิบเส้นบะหมี่ออกมาหนึ่งกำมือ
“คือว่าฉันเอาอันนี้มาแลกได้ไหม?” ซ่งเว่ยมองแล้วพยักหน้า
“ได้” เส้นบะหมี่หนึ่งกำมือนี้กินได้ตั้งหลายมื้อ ถือว่าคุ้มค่ามาก
สุดท้ายทั้งสามจึงนั่งล้อมโต๊ะเล็กๆ กินข้าวด้วยกัน
เหอตันหน้าแดงด้วยความสุข อร่อยจริงๆ แต่เพราะเคยชินกับการอดอยาก เขาจึงคีบแต่ผักในซุปปลา
ไม่กล้าแตะเนื้อปลา ซ่งเว่ยจึงคีบปลาชิ้นใหญ่สองชิ้นใส่ชามเขาโดยตรง
“กินเยอะๆ นะ เดี๋ยวพี่ชายแก่คนนี้กินหมด” เกาเล่อกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกเด็กน้อยระแวง
เหอตันรีบคีบปลาเพิ่มให้ซ่งเว่ยทันที “พี่ซ่ง ก็รีบกินด้วยนะ”
จากนั้นก็มองเกาเล่อด้วยสายตาระแวดระวัง ราวกับอีกฝ่ายกำลังจะแย่งอาหารของพี่สาวเขาไปทั้งหมด