“ดูสภาพของเหอตันสิ” ซ่งเว่ยไม่ได้คิดปิดบังเรื่องที่ตระกูลหลินทำ เธอเปิดเสื้อผ้าของเหอตันให้หัวหน้าหน่วยดูบาดแผลตามตัวของเด็กน้อย เพียงแค่เขามองแวบเดียว สีหน้าของหัวหน้าหน่วยก็เปลี่ยนทันที
“นี่พวกตะกลูหลินมันทำกับเด็กถึงขนาดนี้เลยเหรอ!”
ก่อนหน้านี้เขาคิดแค่ว่าตระกูลหลินก็แค่ใช้งานเด็กหนักและปล่อยให้อดอยากก็เท่านั้น ซึ่งในยุคนี้ เด็กๆ ต้องช่วยงานบ้านเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถึงจะสงสาร แต่คนอื่นก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง
แต่ร่องรอยฟกช้ำตามตัวของเหอตันทำให้เขาเริ่มโกรธขึ้นมาจริงๆ นี่นี่มันเกินไปแล้วนะ
เมื่อเห็นว่าหัวหน้าหน่วยเริ่มคล้อยตาม ซ่งเว่ยก็รีบฉวยโอกาสใส่ไฟทันที
“หัวหน้าหน่วยคะ ฉันมีข้อเสนอค่ะแต่ไม่รู้ว่าฉันควรพูดออกมาไหม”
หัวหน้าหน่วยมองเธอด้วยความหวาดระแวง เปลือกตาเขากระตุกอีกครั้ง
เด็กสาวคนนี้ภายนอกดูอ่อนโยนไร้พิษภัย แต่ทุกครั้งที่พูดอะไรออกมา มันมักทำให้เขาปวดหัวเสมอ
“พูดมาเถอะ” ซ่งเว่ยลูบหัวเหอตันเบาๆ ก่อนพูดออกมาตรงๆ
“ฉันอยากรับเลี้ยงเหอตันค่ะ”
“อะไรนะ!?” หัวหน้าหน่วยแทบสำลักควันบุหรี่
แม้แต่เหอตันเองก็เบิกตากว้าง ดวงตสีดำใสเต็มไปด้วยความตกใจและความดีใจ
“พี่ซ่ง พี่จะรับผมเลี้ยงจริงเหรอ?”
หัวหน้าหน่วยรีบโบกมือทันที “ไม่ได้หรอก! นี่เธอกำลังคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่ ซ่งเว่ย?”
เขามองเธอเหมือนกำลังมองคนเสียสติ “ในยุคนี้ข้าวสารมีค่าขนาดไหนเธอก็รู้ เธอเองยังเป็นเด็กเมืองที่ถูกส่งมาชนบท เสบียงของตัวเองยังแทบไม่พอ แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงดูเด็กอีกคนได้ล่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก?”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่แค่ให้ข้าวกินนะ แต่ยังต้องมีเสื้อผ้า ยารักษาโรค ของใช้ต่างๆ อีก
แล้วยังมีเรื่องของตระกูลหลินอีก ถ้าเธอรับเหอตันไป พวกนั้นคงไม่มีทางปล่อยให้เธอสงบสุขแน่”
หัวหน้าหน่วยรู้ว่าซ่งเว่ยใจดี แต่เขาไม่อยากให้เด็กสาวคนนี้ต้องแบกรับภาระใหญ่เกินไป
ตอนแรกเหอตันดีใจมาก แต่หลังจากฟังคำพูดเหล่านั้น แววตาของเขาก็ค่อยๆ หม่นลง
เด็กน้อยก้มหน้า ซบลงกับอ้อมแขนของซ่งเว่ย เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“พี่ซ่ง ผมไม่อยากเป็นภาระของพี่”
เขาไม่อยากให้เธอต้องเดือดร้อนเพราะตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของตระกูลหลินที่จะต้องมารังควานเธอแน่
ซ่งเว่ยลูบหัวเขาเบาๆ “ไม่เป็นไร พี่มีแผนในใจอยู่แล้ว สบายมาก”
จากนั้นเธอหันกลับไปมองหัวหน้าหน่วย “ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ ก็เพื่อเตือนไว้ล่วงหน้า เมื่อวานฉันจัดการกับหลินโย่วฟู่ไป
พวกเขาต้องกลับมาหาเรื่องแน่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันหวังว่าคุณจะตัดสินอย่างยุติธรรม”
หัวหน้าหน่วยหน้าเข้มทันที “นี่เธอเห็นฉันเป็นคนลำเอียงขนาดนั้นเลยหรือไง?”
ซ่งเว่ยยิ้มบางๆ “คุณอาจไม่ลำเอียง แต่คำพูดของชาวบ้านก็มีผลต่อการตัดสินใจไม่ใช่เหรอคะ”
หัวหน้าหน่วยถึงกับพูดไม่ออก “ไป ไป รีบไปทำงานเถอะ”
“ค่ะ งั้นฉันพาเหอตันไปก่อนนะ”
วันนี้ซ่งเว่ยยังทำงานกลุ่มเดียวกับเกาเล่อ พวกเขาต้องช่วยกันปลูกกะหล่ำปลีและหัวไชเท้า ซึ่งเป็นพืชที่โตเร็วและทนหนาว
เหมาะกับฤดูหนาวทางตะวันออกเฉียงเหนือ พอเกาเล่อเห็นซ่งเว่ยเขาก็แทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ
“ซ่งเว่ย! ในที่สุดก็มาสักทีนะ!” เขารีบชี้ไปยังแปลงดิน
“วันนี้ยังเป็นแปลงเดิมนะ พวกเราจะปลูกเสร็จไหม?”
ซ่งเว่ยวางเหอตันลงข้างๆ ก่อนตอบอย่างสบายๆ “ถ้าไม่มีใครมาหาเรื่อง ก็น่าจะเสร็จ”
ตอนนั้นเกาเล่อยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “หาเรื่อง”
ซ่งเว่ยยังคงทำงานรวดเร็วเหมือนเดิม ร่างกายบอบบางของเธอดูไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีแรงมากมายขนาดนี้
มือเล็กๆ ใช้จอบอย่างคล่องแคล่ว ขุดดินได้รวดเร็วราวกับคนทำงานมาทั้งชีวิต
แถมระหว่างทำงาน เธอยังมีแรงไปนั่งพูดคุยกับป้าๆ แถวทุ่งนาได้อีก
ตั้งแต่เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ ไปจนถึงเรื่องใครแอบขโมยผักในสวน หรือเด็กบ้านไหนฉี่รดที่นอนแล้วโดนตี
ซ่งเว่ยฟังอย่างตั้งใจทุกเรื่อง สำหรับเธอ “วงนินทาไม่มีชนชั้นอะไรทั้งนั้น”
ส่วนเหอตันเองก็ช่วยปลูกผักอย่างเงียบๆ ถึงตัวจะเล็ก แต่เขาทำงานคล่องกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
เกาเล่อมองเขาแล้วถึงกับอับอาย เหอตันแอบมองพี่ซ่งเป็นระยะ ดวงตาโค้งขึ้นอย่างมีความสุข
ก่อนหน้านี้เขาที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตระกูลหลิน ทำงานหนักทุกวัน แถมยังกินไม่อิ่มอีกด้วย
ใบหน้าเล็กๆ ของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความหม่นหมอง แต่ตอนนี้ แม้ยังต้องทำงาน
แต่เขากลับมีความสุขกว่าที่เคยเป็น ซ่งเว่ยเห็นว่าเขายังเด็ก จึงให้ไปพักใต้ต้นไม้ แต่ก็พักได้ไม่นาน
เด็กน้อยก็วิ่งกลับมาช่วยงานต่ออีก เกาเล่อมองแล้วก็อดสงสารไม่ได้
เด็กวัยเดียวกันกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่เหอตันกลับรู้ความเกินวัยเหลือเกิน
แต่ความสงบสุขนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะตระกูลหลินได้มาถึงแล้ว
แม้จะยังอยู่ไกล แต่เพียงแค่เห็นเงาของคนพวกนั้น เหอตันก็หน้าซีด ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
เขารีบทิ้งต้นกล้าผักแล้ววิ่งไปหาซ่งเว่ยทันที “พี่ซ่ง” เสียงเด็กน้อยสั่นเครือ เขาชี้ไปด้านหลัง
“พวกเขามาแล้ว” ซ่งเว่ยหันไปมอง ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย
โอ้ มากันทั้งตระกูลเลยสินะ
“ซ่งเว่ยอยู่ไหน! ซ่งเว่ย อีนังหน้าด้าน ออกมานะ!”
เสียงด่าทอดังลั่นทุ่ง ทำให้คนแถวนั้นพากันหันมามองทันที
หลิวกุ้ยเฟินที่หน้าบวมเพราะโดนตบมาเมื่อวาน กำลังชี้หน้าด่าอย่างเดือดดาล
ส่วนคนที่ตามมาด้วยก็มีครบทั้งบ้าน แม่เฒ่าหลิน ลูกสะใภ้คนโต คนรอง คนเล็ก รวมถึงลูกสาวอีกคน
โดยเฉพาะแม่เฒ่าหลิน แค่หน้าตาก็บ่งบอกได้ชัดว่าเป็นคนใจแคบและร้ายกาจแค่ไหน
พวกเธอเดินตรงเข้ามาอย่างดุดัน สายตาจ้องซ่งเว่ยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่คนที่เดือดที่สุดคือลูกสะใภ้คนโต เมื่อวานซ่งเว่ยเล่นงานลูกชายสุดที่รักของเธอจนยับ
วันนี้เธอจึงพุ่งเข้ามาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง หมายจะกระชากผมซ่งเว่ยทันที
“นังสารเลว! แกกล้าทำร้ายลูกฉันเหรอ! วันนี้ฉันจะเอาเรื่องแกให้ถึงที่สุด!”