“คุณยายหลิน คุณอย่ายกตัวเองให้สูงนักเลยค่ะ หลินเจิ้นเคยนับถือคุณเป็นย่าจริงๆ บ้างไหม?”
“ที่ผ่านมาเขาส่งเงินมาเลี้ยงเหอตัน ซื้อเสื้อผ้าให้เหอตัน แต่ทุกคนก็เห็นๆกันอยู่ ว่าเด็กคนนั้นกินอะไร ใส่อะไร แล้วยังต้องทำงานให้บ้านคุณทุกวันอีก”
“ถ้าหลินเจิ้นกลับมาเห็นน้องชายตัวเองถูกเลี้ยงแบบนี้ เขาคงเผาบ้านตระกูลหลินแน่ๆ!”
สีหน้าคุณยายหลินเปลี่ยนไปทันที แต่ปากเธอยังตะโกนด่ากลับว่า หลินเจิ้นเป็นหลานของฉันเขาไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก
แต่ในใจของเธอกลับเริ่มหวาดหวั่นจริงๆ เพราะหลินเจิ้นเป็นพวกที่ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ถ้าถูกยั่วจนโกรธขึ้นมา เขาทำได้ทุกอย่างจริงๆ
เมื่อเห็นว่าถ้ายืนเถียงต่อไปก็คงเสียเปรียบ คุณยายหลินจึงถลึงตาใส่ซ่งเว่ยกับเหอตัน ก่อนหันหลังจะเดินหนีไปแต่ซ่งเว่ยเรียกไว้ก่อน
“คุณยายหลิน ในเมื่อเรื่องในวันนี้จบแล้ว คุณก็อย่ามาเรียกเหอตันกลับไปอีกนะคะ”
คุณยายหลินหันกลับมาทันที “ทำไมฉันจะเรียกไม่ได้? เขาแค่ไปทำงานใช้หนี้ให้แก ไม่ได้ขายตัวให้แกสักหน่อย!
ฉันเป็นยาย ฉันจะใช้หลานทำงานไม่ได้หรือไง?”
“ต่อให้ไปอยู่ที่ไหน เหอตันก็ต้องกลับมาเก็บฟืนให้บ้านหลินทุกวัน นั่นคือหน้าที่ที่เขาต้องกตัญญูต่อปู่กับย่า!”
หัวหน้าหน่วยฟังแล้วถึงกับหน้าเครียด “เหอตันอายุแค่นี้เอง คุณจะใช้งานเขาจนตายเลยหรือไง?”
“ฉันไม่สน!” คุณยายหลินเถียงคอเป็นเอ็น “ในเมื่อเป็นคนตระกูลหลิน ก็ต้องทำงานให้ตระกูลหลิน!”
หัวหน้าหน่วยหัวเราะเสียงเย็น “แล้วทำไมไม่ให้หลินโย่วฟู่กับหลินโย่วไฉทำบ้างล่ะ?”
“หลินโย่วฟู่โตขนาดนั้นแล้ว ยังยึดงานสับอาหารหมูอยู่ได้ยังไง? งานแบบนั้นเด็กคนอื่นก็ทำได้!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คุณยายหลินก็รีบนั่งลงตบต้นขาโวยวายทันที “นี่มันรังแกกันชัดๆ! หัวหน้าหน่วยรังแกครอบครัวฉันหรือไง!”
เส้นเลือดตรงขมับของหัวหน้าหน่วยกระตุกทันที ตอนแรกงานสับอาหารหมูเป็นงานเบาๆ ที่หลายบ้านอยากได้
แต่คุณยายหลินกับเติ้งชุนฮวาอ้อนวอนขอให้หลินโย่วฟู่เป็นคนทำ เพราะหลานชายเพิ่งเรียนจบ ไม่อยากให้ต้องเหนื่อยมาก
แต่ใครจะคิดว่าเวลาผ่านไปหลายปี หลินโย่วฟู่อายุสิบแปดปีแล้ว ก็ยังเกาะงานนี้ไม่ปล่อย
ภรรยาหัวของหน้าหน่วย อู๋ซิงฮวา ทนดูไม่ได้อีกต่อไป เธอเท้าสะเอวแล้วด่ากลับทันที
“ยายแก่หน้าด้าน! แกคิดว่าคนอื่นจัดการแกไม่ได้จริงๆ หรือ!”
เธอกวาดตามองรอบๆ แล้วเดินไปตักปุ๋ยคอกจากข้างนามาเต็มกระบวย กลิ่นเหม็นฟุ้งกระจายทันที
ชาวบ้านต่างพากันปิดจมูก ถอยออกห่างโดยพร้อมเพรียงกัน อู๋ซิงฮวาชี้กระบวยไปทางคุณยายหลินทันที
“ยายแกถ้ายังกล้าก่อเรื่องอีก ฉันสาดขี้นี่ใส่แกแน่!” คุณยายหลินรีบลุกพรวดทันที
“หัวหน้าหน่วย! คุณจะปล่อยให้ผู้หญิงบ้าคนนี้รังแกคนแก่หรือไง!”
อู๋ซิงฮวาหัวเราะเยาะ “คนแก่งั้นเหรอ? นี่แกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอ!”
“หลินโย่วฟู่อายุเท่าไหร่แล้ว? เรียนจบมัธยมแล้วไม่ใช่หรือ? แต่ยังแย่งงานสับอาหารหมูกับเด็กในหมู่บ้านอยู่เลย!”
“ทั้งบ้านเอาแต่โอ้อวดว่าหลานตัวเองเก่งอย่านั้น เก่งอย่างนี้ แต่ฉันไม่เคยเห็นมันทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างเลย!”
เติ้งชุนฮวารีบเถียงแทนลูกชายทันที “ลูกฉันกำลังเตรียมสอบเข้าโรงงานอยู่ต่างหาก!”
อู๋ซิงฮวาหัวเราะลั่น “สอบเข้าโรงงานเหรอ? นี่พวกคุณกำลังฝันกลางวันกันหรือเปล่า ใครๆเขาก็เห็นว่า วันๆเขาเอาแต่เดินเที่ยวเล่นกับพวกคนไม่เอาไหนในหมู่บ้าน ถ้าหลินโย่วฟู่สอบผ่านได้ คนทั้งหมู่บ้านก็คงสอบผ่านกันหมดแล้ว!” คนรอบๆ เริ่มผสมโรงทันที
“ใช่! งานอาหารหมูควรให้เด็กบ้านอื่นทำบ้าง!”
“หลายบ้านยังรอคะแนนงานนี้อยู่เหมือนกัน!”
“บ้านไหนไม่มีลูกให้เลี้ยงบ้าง? ถ้าคะแนนงานเพิ่มขึ้นก็คืออาหารที่เพิ่มขึ้น!”
อีกคนก็เสริมขึ้นมา “อีกอย่างนะ ถ้าไม่มีเหอตันคอยช่วย หมูที่หลินโย่วฟู่เลี้ยงก็แทบไม่กินอาหารเลยด้วยซ้ำ!”
“หมูของหน่วยผอมจนไม่รู้ว่าจะผ่านเกณฑ์ปลายปีหรือเปล่า!”
ยิ่งฟัง สีหน้าของคุณยายหลินก็ยิ่งเขียวคล้ำขึ้น เธอแทบจะระเบิดอารมณิออกมาอีกครั้ง
แต่อู๋ซิงฮวายังถือกระบวยปุ๋ยคอกรออยู่ คุณยายหลินจึงต้องกลืนความโกรธลงไปในท้องแทน
สุดท้ายหัวหน้าหน่วยก็ประกาศเสียงดัง “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป งานอาหารให้หมูของหลินโย่วฟู่ถูกยกเลิก!”
“ทางหน่วยจะเลือกคนใหม่มาทำแทน” เสียงเฮดังขึ้นทันที
ส่วนคุณยายหลินยืนอึ้ง ราวกับโดนฟ้าผ่า ซ่งเว่ยกับเหอตันมองภาพนั้นอย่างสบายอารมณ์
คราวนี้ตระกูลหลินเสียทั้งหน้า เสียทั้งผลประโยชน์จริงๆแล้ว
สุดท้ายคุณยายหลินก็ทำได้แค่พาคนในบ้านเดินจากไปอย่างเงียบๆ หลังเรื่องวุ่นวายจบลง ผู้คนก็เริ่มแยกย้ายกลับไปทำงาน
เมื่อซ่งเว่ยหันมา ก็เห็นเกาเล่อกำลังนั่งแทะเมล็ดทานตะวันอย่างอารมณ์ดี แถมกินจนหมดเกลี้ยงแล้วด้วย
ซ่งเว่ยหมดคำจะพูดกับเขาจริงๆ บ้าเอ๊ย เธอยังไม่ได้กินเลยสักเม็ดนะ
พอเห็นเธอเดินมา เกาเล่อก็รีบยื่นเมล็ดทานตะวันที่เหลือให้ทันที
“ซ่งเว่ย เมื่อกี้เธอสุดยอดมากจริงๆ!” ซ่งเว่ยรับมาแบ่งให้เหอตัน แล้วทั้งคู่ก็นั่งแทะกันเงียบๆ
“ก็พอใช้ได้มั้ง” เหอตันกินเสร็จก็รีบกลับไปช่วยปลูกผักต่อทันที ถึงจะตัวเล็ก แต่เขาขยันจนคนมองแล้วอดเอ็นดูไม่ได้
ซ่งเว่ยเห็นเขาเหงื่อท่วมก็เรียกให้ไปพัก “พี่ซ่ง ผมไม่เหนื่อยครับ”
ซ่งเว่ยเลิกคิ้ว “งั้นเหงื่อบนหน้าผากนั่นคงไหลเองสินะ?” เหอตันยิ้มตอนนี้เขามีความสุขมากจริงๆ
เพราะหลังจากนี้เขาจะได้อยู่กับพี่ซ่งแล้วจริงๆไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อหป
ด้านข้าง ป้าๆ หลายคนยังคุยกันไม่หยุด “ซ่งเว่ยนี่โง่จริงๆเลยนะ นาฬิกานั่นตั้งร้อยสามสิบหยวนเชียวนะ ถ้าเป็นฉันฉันเอาเงินดีกว่า” “ใช่ นั่นมันนาฬิกาเลยนะ”
“แต่บ้านเธอคงรวยมากแน่ๆ เพราะมีทั้งนาฬิกา ทั้งตั๋วจักรยาน แล้วทำไมถึงถูกส่งมาชนบทล่ะ?”
แม้จะพยายามพูดเบาๆ แต่จริงๆ แล้วมันดังจนคนแถวนั้นได้ยินกันหมด
เกาเล่อแอบมองซ่งเว่ยอย่างชื่นชม ขนาดถูกคนว่าโง่ขนาดนี้ เธอยังไม่โกรธเลยสักนิด
ซ่งเว่ยเองก็อารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ ดีจนแทบจะฮัมเพลงออกมาแล้ว เพราะความจริงคือ นาฬิกาเรือนนั้นไม่ได้พังเพราะเหอตัน
แต่มันพังมาตั้งนานแล้ว เดิมทีเป็นของที่พี่ชายของเจ้าของร่างเดิมส่งมาให้
ในตอนนั้นเธอยังอยู่บ้านตระกูลซ่ง และเพิ่งได้ใส่ไม่นาน แม่เลี้ยงกับลูกสาวก็หมายตามันทันที
สองแม่ลูกพยายามทุกวิถีทางเพื่อแย่งมันไป แม้แต่พ่อแท้ๆ ของเธอยังเข้าข้างพวกนั้น บังคับให้เธอยกนาฬิกาให้น้องสาวต่างแม่
แต่เจ้าของร่างเดิมไม่ยอม สุดท้ายโดนตบหน้าไปหนึ่งฉาด ด้วยความโกรธ เธอจึงทุบนาฬิกาทิ้งต่อหน้าสองแม่ลูกนั้น
แทนที่จะยอมยกให้พวกมันไป