นาฬิกาเรือนนั้นเป็นของขวัญจากพี่ชาย แม้มันจะพังไปแล้ว ซ่งเว่ยก็ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี และพกติดตัวมาที่ชนบทด้วย
ตอนนี้มันกลับกลายเป็นของที่มีประโยชน์ขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจบเรื่องวุ่นวาย ซ่งเว่ยกับเกาเล่อก็รีบทำงานให้ครบคนละสามคะแนน ก่อนจะเตรียมออกจากทุ่งนาอย่างรวดเร็ว
เจียงเสี่ยวว่าน ที่เป็นคนจดคะแนน ก็จ้องพวกเขาและพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า
“พวกเธอสองคนเป็นผู้ใหญ่แท้ ๆ แต่ทำงานได้แค่สามคะแนน ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไง?”
ซ่งเว่ยกับเกาเล่อส่ายหน้าพร้อมกันทันที เจียงเสี่ยวว่านจึงหน้าแดงด้วยความโมโห
ซ่งเว่ยรีบยกมือกุมหน้าผาก ทำสีหน้าอ่อนแรง ก่อนเอนตัวพิงเหอตันด้วยท่าทางน่าสงสาร
“คุณเจียง เมื่อกี้ฉันพึ่งโดนตระกูลหลินด่าจนปวดหัวไปหมด อีกอย่างแดดก็ร้อนขนาดนี้ ถ้าฉันฝืนทำงานต่อ ฉันต้องเป็นลมแน่ ๆ”
ท่าทางของเธอดูน่าเชื่อเสียจนเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
เกาเล่อรีบทำตามเธอทันที แต่เพราะฝีมือการแสดงของเขาแย่มาก เขาจึงเลือกไม่ถูกเลยว่าจะกุมหัวหรือกุมท้องดี
ภายใต้สายตาเย็นชาของเจียงเสี่ยวว่าน เขาส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหาซ่งเว่ยอย่างน่าสงสาร
‘ช่วยฉันด้วยสิ!’ ซ่งเว่ยกลอกตา คนอะไรสมองไม่ทำงานเอาเสียเลย
เธอเหลือบเห็นเจียงเสี่ยวว่านหันไปมองด้านหลังพอดี เธอจึงฉวยโอกาสต่อยเข้าที่ท้องเกาเล่อทันที
“อั่ก!” คราวนี้ไม่ต้องแกล้งอีกแล้ว เกาเล่อกุมท้อง สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนทรุดนั่งลงกับพื้น
เมื่อเจียงเสี่ยวว่านหันกลับมา ซ่งเว่ยก็ชี้ไปที่เขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“ดูสิ เขาปวดท้องจริง ๆนะ” เกาเล่อยกมือสั่น ๆ พลางครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
“เจ็บ… เจ็บจริง ๆ…” แต่ในใจกลับร้องโหยหวนแทน ซ่งเว่ย! เธอต่อยแรงไปไหมเนี่ย?!
เจียงเสี่ยวว่านแทบระเบิดออกมาทันที “นี่คิดว่าฉันโง่หรือไง?! เรื่องที่ทะเลาะกับคุณยายหลินมันผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ
แถมพอทะเลาะกันเสร็จพวกเธอยังกลับมาทำงานได้ตั้งเป็นไร่ พอมาตอนนี้กลับมาป่วย ใครจะไปเชื่อ!”
ซ่งเว่ยหลับตาพลางพูดเสียงอ่อน “ยังไงฉันก็ไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
เกาเล่อรีบเสริมทันที “ใช่ ผมก็ไม่ไหว…” ในตอนนั้นเอง หัวหน้าหน่วยก็เดินเข้ามาพอดี
พอเขาเห็นซ่งเว่ยอยู่ไกล ๆ เปลือกตาเขาก็กระตุกทันที เขาอยากเดินหนีไปทางอืนแต่ดันถูกเจียงเสี่ยวว่านเรียกไว้เสียก่อน
“หัวหน้าหน่วยคะ! สองคนนี้ตั้งใจอู้ ทั้งที่ยังทำงานได้อีกเยอะเลย!”
หัวหน้าหน่วยถอนหายใจหนัก ๆ แล้วเดินเข้ามา “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ?”
เจียงเสี่ยวว่านรีบฟ้องทันที “พวกเขาทำงานได้แค่คนละสามคะแนนก็จะกลับแล้วค่ะ!”
ซ่งเว่ยพิงเหอตันอย่างอ่อนแรง “หัวหน้าหน่วย คือว่าฉันปวดหัว และก็เจ็บหน้าอก คงเพราะโดนตระกูลหลินด่าหนักเกินไป…”
หัวหน้าหน่วยไม่ได้พูดอะไรเขาทำได้แต่ด่าเธอในใจ เมื่อกี้ก็เห็นชัด ๆ ว่าเป็นอีกฝ่ายต่างหากที่เสียเปรียบ!
ส่วนเกาเล่อก็นั่งกุมท้องอยู่กับพื้น “หัวหน้าหน่วย ผมปวดท้องครับ…” หัวหน้าหน่วยมองเขาด้วยสายตาเหนื่อยใจ
“คนอะไรตัวสูงขนาดนี้ แต่กลับทำงานหนักไม่ได้เลยงั้นเหรอ เสียดายความสูงจริง ๆ”
เขานึกเสียใจที่เคยปกป้องเกาเล่อตอนก่อนหน้านี้ จนเกือบทะเลาะกับหัวหน้าคนอื่น
แต่ผลสุดท้ายกลับโดนอีกฝ่ายเอาไปล้อไม่หยุด เกาเล่อเองก็เศร้า เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อทำไร่จริง ๆ
“ผมพยายามเต็มที่แล้วนะครับ อย่างน้อยก็ได้สามคะแนนต่อวัน…”
น้ำเสียงของเขายังแฝงความภูมิใจอยู่ หัวหน้าหน่วยถอนหายใจยาว
“ช่างเถอะ จดคะแนนงานลงไปเถอะ” แต่เจียงเสี่ยวว่านยังคงไม่ยอม
“ถ้ามีคนอื่นเอาอย่างล่ะคะ?” หัวหน้าหน่วยหัวเราะเยาะ “ถ้าทุกคนทำได้แค่สองสามคะแนนต่อวัน ป่านนี้อดตายกันหมดแล้ว”
เขารู้ดีว่าพวกซ่งเว่ยมีครอบครัวคอยส่งเงินช่วยเหลืออยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นคงอยู่ไม่ได้แน่
เดิมทีเยาวชนที่ถูกส่งมาชนบทต้องทำงานให้ได้อย่างน้อยวันละสามคะแนน
แต่เกาเล่อกับจ้าวซูไร้พรสวรรค์เรื่องงานไร่ที่สุด บางวันทำได้แค่สองคะแนนด้วยซ้ำ
ถึงจะไม่ถึงกับขี้เกียจ เพราะพวกเขาก็ลงนาเหมือนคนอื่น แต่ประสิทธิภาพต่ำจนคนที่ทำงานด้วยบ่นกันทุกวัน
โชคดีที่ตอนนี้มีซ่งเว่ยมาช่วย อย่างน้อยก็พอถูไถจนได้สามคะแนน ไม่ถ่วงทีมมากเกินไป
หัวหน้าทีมมองซ่งเว่ยอย่างจนใจ เด็กสาวคนนี้ดูบอบบาง แต่แรงเยอะกว่าผู้ชายหลายคนเสียอีก
แต่ปัญหาคือเธอฉลาดเกินไป ทำงานพอแค่ขั้นต่ำ แล้วก็รีบหนีทันที ไม่เคยยอมทำเพิ่มแม้แต่นิดเดียว
แถมยังชอบขึ้นเขาอีกต่างหาก สองคนนี้เป็นตัวป่วนจริง ๆ แค่เห็นก็ปวดหัวแล้ว
หลังเจียงเสี่ยวว่านจดคะแนนเสร็จ เธอก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไม่พอใจ ทันทีที่อีกฝ่ายลับสายตา
ซ่งเว่ยก็ยืดตัวขึ้นทันที เกาเล่อเองก็ลุกขึ้นกุมท้องหน้ามุ่ย
“ซ่งเว่ย ครั้งหน้าเบามือกว่านี้หน่อยนะ” ซ่งเว่ยตอบเรียบ ๆ “ฉันออกแรงนิดเดียวเอง นายต่างหากที่อ่อนแอเกินไป”
“เกาเล่อ: งั้นก็เป็นความผิดผมอีกสินะ”
ซ่งเว่ยโบกมือ “ไปขึ้นเขากันเถอะ” เกาเล่อรีบวิ่งตามไป
“ซ่งเว่ย ช่วยฉันอีกเรื่องได้ไหม? ฉันยังมีพี่น้องร่วมชะตาอีกคน จ้าวซูไง”
ซ่งเว่ยปฏิเสธทันที “ไม่เอา ฉันจะไปเก็บเห็ด” เกาเล่อหน้าหงอยทันที
ซ่งเว่ยพูดต่อด้วยความรำคาญเล็กน้อย “นายโง่หรือไง? ถ้ามีเงิน ก็จ้างเด็กในหมู่บ้านที่อายุสักสิบเอ็ดสิบสองมาช่วยสิ
เด็กชนบททำงานเป็นกันหมดแหละ” เด็กอายุต่ำกว่าสิบเอ็ดปีทำงานอย่างเป็นทางการไม่ได้
แต่หลายบ้านยากจนจนเด็กต้องออกมาช่วยงานตั้งแต่เล็ก
ส่วนเด็กอายุสิบเอ็ดปีขึ้นไป แม้จะยังไม่ได้คะแนนงาน แต่ก็ช่วยครอบครัวทำงานได้แล้ว
เกาเล่อตาเป็นประกายทันที “จริงด้วย! ฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้!”
ซ่งเว่ยรีบเตือน “แต่อย่าโง่ถึงขั้นตะโกนไปทั่วว่าจะจ้างคนงานล่ะ”
“ไม่หรอก ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง” ก่อนวิ่งไป เกาเล่อยังหันมาบอกเหอตันด้วยรอยยิ้ม
“เหอตัน อย่าลืมข้อตกลงของเรานะ” เหอตันพยักหน้าแรง ๆ
ฟืนหนึ่งมัดขายได้สิบเซ็นต์ ถึงจะไม่มาก แต่สำหรับเขาแล้ว นั่นคือเงินก้อนสำคัญ
วันนี้เขาตั้งใจจะชวนเด็กอีกสองคนไปช่วยเก็บฟืนด้วยกัน เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น