เจ้าของร่างเดิมไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจกับชะตาชีวิตของตัวเอง เธอถูกส่งขึ้นรถไฟมายังชนบทอย่างกะทันหัน หลังจากร้องไห้อยู่สองวันเต็ม จึงได้รู้ว่าสถานที่ที่เธอถูกส่งมานั้น เป็นที่เดียวกับที่หลัวเย่เฉิงคนรักในวัยเด็กของเธอก็ถูกส่งมาเช่นกัน
เธอจึงยึดเขาไว้เป็นความหวังสุดท้าย แต่ความหวังนั้นกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อหลัวเย่เฉิงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอ เขาปฏิเสธความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างเธอกับเขา
และบอกเพียงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามองเธอเป็นแค่น้องสาวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังบอกข่าวที่ทำให้เธอแทบรับไม่ไหวคือเรื่องที่เขากำลังคบกับ เจียงเสี่ยวว่าน ลูกสาวเลขานุการหมู่บ้าน และทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน
ไม่มีใครรู้เรื่องราวที่ซับซ้อนระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับหลัวเย่เฉิง
ในสายตาคนอื่น พวกเขาเห็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่วิ่งไล่ตามผู้ชายอย่างไม่รู้จักอาย
จึงพากันนินทาว่าเธอไร้ยางอายและไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง
ซ่งเว่ยคนเดิมรู้เรื่องเหล่านี้ดีอยู่แล้ว เพราะหลิวหลินหลินมักจะพูดจาเยาะเย้ยเธอต่อหน้าผู้คนเสมอ
เธอจึงได้แต่หลบอยู่ในห้องเล็ก ๆ คนเดียว ร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง
ต่อมา เธอมีปากเสียงกับเจียงเสี่ยวว่านที่ริมแม่น้ำ และพลัดตกน้ำลงไป
ระหว่างถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล วิญญาณของเจ้าของร่างเดิมก็ค่อย ๆ สลายหายไป เพราะหมดความปรารถนาที่อยากจะมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้น ซ่งเว่ยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอข้ามกาลเวลามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
และกลายมาเป็นเจ้าของร่างนี้โดยปริยาย
แต่อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้รู้สึกผิด เพราะคนที่ยอมแพ้ต่อชีวิตก่อน คือเจ้าของร่างเดิม ไม่ใช่เธอสักหน่อย
ส่วนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับหลัวเย่เฉิงนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอเช่นกัน
ในความเห็นของซ่งเว่ย เวลาที่เสียไปกับความรักนั้น เอาไปเก็บของป่าบนภูเขายังมีประโยชน์เสียกว่า
ซ่งเว่ยยังมีเงินเก็บเหลืออยู่บ้าง ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย
เหตุผลที่เธอมีเงินและคูปองสะสมอยู่บ้าง เป็นเพราะเธอมีพี่ชายที่รับราชการทหาร
ทุกเดือนเขาจะส่งเงินมาให้ 15 หยวน พร้อมกับคูปองต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง
เดิมทีเงินเหล่านั้นตกอยู่ในมือแม่เลี้ยงของเธอ แต่ครั้งหนึ่งเมื่อพี่ชายกลับมาเยี่ยมบ้านและรู้เรื่องเข้า
เขาก็ระเบิดอารมณ์ใส่ครอบครัวจนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่เลี้ยงได้รับบาดเจ็บ
นับแต่นั้นมา แม่เลี้ยงจึงไม่กล้ายึดเงินและคูปองเหล่านั้นอีกเลย
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังหาเหตุผลขอเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากซ่งเว่ยอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ยอมให้เธอกินข้าวที่บ้าน
ตอนนี้ซ่งเว่ยยังมีเงินเหลืออยู่ราวหนึ่งร้อยหยวน และคูปองอีกเล็กน้อย
เงินจำนวนนี้พอใช้ได้ในระยะสั้น แต่ในอนาคต ครอบครัวเดิมคงไม่ส่งเงินมาให้อีกแน่นอน
เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม และไม่คิดที่จะรับความช่วยเหลือจากพี่ชายของอีกฝ่ายอย่างสบายใจ
ดังนั้น เธอต้องหาทางหาเงินด้วยตัวเอง
ในยุคนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่เป็นของรัฐ การค้าขายส่วนตัวอาจถูกมองว่าเป็นพวกนายทุนหรือพ่อค้ากักตุนสินค้าได้ง่าย
การเปิดกิจการส่วนตัวคงเป็นไปไม่ได้ แต่ตลาดมืดยังพอมีทาง
ตอนนี้ของทุกอย่างขาดแคลน หากนำผลผลิตจากภูเขาไปขายหรือแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง
ก็น่าจะพอหาเงินได้บ้าง
หลังเก็บเงินและคูปองซ่อนไว้อย่างดีแล้ว เธอก็งีบพักสั้น ๆ
เมื่อตื่นขึ้นมา อาการปวดหัวก็ทุเลาลงมาก พอมองเห็นแนวภูเขาสีเขียวทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
เธอก็แทบนั่งต่อไม่ติด ซ่งเว่ยคว้าตะกร้าและมีดตัดไม้ ก่อนวิ่งตรงขึ้นเขาทันที
ภูเขาที่รัก ฉันมาแล้ว!
เมื่อเธอมายืนอยู่ตรงเชิงเขา เธอมองไปรอบ ๆ ด้วยหัวใจเต้นแรง
แสงแดดปกติ ไม่มีรังสีประหลาดอะไรเลย พืชพรรณก็ยังเป็นพืชธรรมดา ไม่ได้กลายพันธุ์แต่อย่างใด
ใครจะเข้าใจความรู้สึกตื่นเต้นของเธอได้บ้าง
ซ่งเว่ยย่อตัวลง เด็ดใบหญ้าอ่อนขึ้นมากำหนึ่งแล้วใส่ปาก
รสขมจาง ๆ กับกลิ่นหญ้าสดช่วยยืนยันได้ว่า ทุกอย่างเป็นของจริง
เธอจึงค่อย ๆ สงบลง
ขณะนั้นเอง เธอสัมผัสได้ว่ามีสายตากำลังจ้องมองเธออยู่
เมื่อหันไป เธอก็พบกับเด็กชายผอมแห้งผิวคล้ำคนหนึ่งยืนเท้าเปล่าอยู่บนต้นไม้
เด็กคนนั้นจ้องเธออย่างเหม่อลอย ซ่งเว่ยกลืนใบหญ้าลงคอ ก่อนมองกลับไป
ทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเด็กชายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นระแวดระวังทันที
ซ่งเว่ยมองไปยังต้นไม้ที่เขายืนอยู่ “โอ้ มีของกินนี่นา”
“นี่มันของฉันนะ!”
เด็กชายรีบแยกเขี้ยวขู่เธอทันที ท่าทางนั้นดูไม่ต่างจากลูกหมาป่าตัวน้อยที่กำลังปกป้องอาหารของตัวเอง
แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ยังพยายามแสดงความดุร้ายออกมา
ต้นไม้ต้นนั้นเป็นต้นวอลนัต และในเสื้อผ้าขาด ๆ ของเขาก็มีวอลนัตซ่อนอยู่ไม่น้อย
ซ่งเว่ยเองก็อยากได้วอลนัตเหมือนกัน หากเป็นชาติที่แล้ว เธออาจแย่งมันมาแล้วด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ บนภูเขามีอาหารมากมาย เธอจึงไม่จำเป็นต้องแย่งกับเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ
“ฉันไม่แย่งนายหรอก ของของนายก็คือของนาย” พูดจบ เธอก็สะพายตะกร้าเดินลึกเข้าไปในป่า
เด็กชายมองตามเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนตะโกนเตือน
“ข้างในมีสัตว์ป่า อันตรายนะ!”
จากนั้นเขาก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากให้เธอเห็นอะไรบางอย่าง
ซ่งเว่ยยิ้มทันที “ฉันรู้แล้ว” แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเดินต่อไป
การมาถึงชนบทหลังฤดูเก็บเกี่ยวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือไม่ต้องเผชิญงานหนักช่วงเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันแรก
ไม่เช่นนั้น เจ้าของร่างเดิมอาจไม่ได้ตกน้ำ แต่อาจล้มป่วยเพราะทำงานหนักจนเข้าโรงพยาบาลแทน
ส่วนข้อเสียก็คือ หลังฤดูเก็บเกี่ยว งานก็แทบไม่มีแล้ว
ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะมาถึง และเสบียงในมือเธอก็มีไม่มาก
หากแลกอาหารจากหน่วยผลิตได้ไม่พอ ชีวิตช่วงฤดูหนาวคงลำบากแน่
ดังนั้น ภูเขาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกเพราะกลัวสัตว์ป่า
แต่สำหรับซ่งเว่ยแล้ว นั่นกลับเป็นข้อได้เปรียบ เธอเดินเข้าไปได้ไม่นาน เธอก็พบเห็ดหูหนูขึ้นอยู่เต็มต้นไม้
เห็ดสีเข้มอวบอ้วนเกาะเรียงรายกันจนแทบปิดลำต้น
ดวงตาของซ่งเว่ยเป็นประกายทันที เธอรีบวางตะกร้าแล้วเก็บอย่างรวดเร็ว
กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเห็ดทำให้เธอรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
หลังเก็บเห็ดได้หนึ่งในสามของตะกร้า เธอก็เดินต่อ ไม่นานก็พบผลไม้ป่าอีกชนิดหนึ่ง
ชาวบ้านเรียกว่า “อินทผลัมกลม”
แท้จริงแล้วมันคือกีวีป่า ผลเล็กสีเขียว ขนาดพอ ๆ กับอินทผลัม ผลสุกส่งกลิ่นหอมชวนกิน
ซ่งเว่ยเด็ดลูกหนึ่งใส่ปาก แล้วเริ่มเก็บโดยไม่หยุดมือ ยิ่งเก็บเธอก็ยิ่งมีความสุข
ไม่นานเธอก็ปีนขึ้นต้นไม้ราวกับลิงตัวหนึ่ง ผลไม้ที่เก็บได้ถูกยัดใส่เสื้อจนเต็ม ส่วนปากก็ยังเคี้ยวไม่หยุด
ขณะที่กำลังจะปีนลงไปเอาตะกร้ามาเก็บเพิ่มนั้น อันตรายก็ปรากฏขึ้น
งูตัวใหญ่ขนาดเกือบเท่าแขนผู้ใหญ่ห้อยตัวอยู่บนกิ่งไม้ด้านหลังเธออย่างเงียบงัน
ในจังหวะที่มันอ้าปากกำลังจะพุ่งเข้าโจมตีเธอ
ซ่งเว่ยเอียงศีรษะหลบ พร้อมยื่นมือไปขวาคว้าหัวงูได้อย่างแม่นยำ
เธอกระชากมันออกจากกิ่งไม้ ก่อนฟาดมันเข้ากับลำต้นของต้นไม้อย่างแรง
ปัง! หัวงูแหลกละเอียด
แม้ลำตัวของมันจะยังดิ้นอยู่ตามสัญชาตญาณ แต่มันตายแล้ว
ซ่งเว่ยชั่งน้ำหนักคร่าวๆด้วยสายตา “ไม่เลวเลยนะ น่าจะเกือบสามชั่งได้มั้ง”
ในสายตาเธอ นี่ไม่ใช่แค่งู แต่มันคือเนื้อชั้นดีต่างหาก
หลังลงจากต้นไม้ เธอใช้ใบไม้ปิดเห็ดหูหนูไว้ก่อน แล้วม้วนงูใส่ตะกร้า ซ่อนด้วยใบไม้อีกชั้น
จากนั้นจึงใส่ผลไม้ตามลงไปอีกชั้น หลังจากนั้น เธอยังเก็บเห็ดเพิ่มอีกหลายชนิด
และโชคดีที่เธอพบเห็ดหัวลิงอีกสี่ดอก เมื่อตะกร้าเต็มจนล้น เธอก็วางฟืนทับไว้ด้านบน
ร่างผอมบางของหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจะแบกตะกร้าไม่ไหว แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
ซ่งเว่ยแบกทุกอย่างไว้บนหลังอย่างสบาย ๆ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังหนีบกิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่ไว้ใต้แขน
แล้ววิ่งลงเขาด้วยความคล่องแคล่ว ฝีเท้าของเธอรวดเร็ว มั่นคง และเต็มไปด้วยพลัง
บอกใครจะมีใครเชื่อบ้างว่าหญิงสาวคนนี้เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่เมื่อไม่นานนี้เอง