ซ่งเว่ยไม่สนใจความมั่นใจเกินเหตุของหลัวเย่เฉิงเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เธอสนใจตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือเนื้องู
หลังจากกลับมาถึงที่พัก เธอก็จัดการชำแหละงูอย่างคล่องแคล่ว
แม้จะไม่ใช่เชฟมืออาชีพ แต่เรื่องชำแหละงูก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ
เธอผ่าท้อง เอาเครื่องในออกอย่างรวดเร็ว ก่อนแยกถุงน้ำดีงูเก็บไว้ต่างหาก เพราะเป็นของมีค่า ใช้เป็นยาได้
จากนั้นก็ดึงหนังงูทั้งตัวออกอย่างชำนาญ หลี่จวนที่ยืนดูอยู่ด้านข้างกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ไม่รู้ทำไม... ตอนที่ซ่งเว่ยลอกหนังงูออก สีหน้าของเธอถึงดูน่ากลัวกว่าตอนจับงูเสียอีก
“เรียบร้อย”
ซ่งเว่ยล้างมือแล้วลุกขึ้น “ที่เหลือก็ฝากเธอด้วยนะ”
พูดจบเธอก็เดินไปก่อไฟ หลังบ้านของหลี่จวนมีเตาเล็ก ๆ ที่เธอสร้างไว้เองสำหรับทำอาหาร
ห้องพักเยาวชนผู้มีการศึกษาส่วนใหญ่ต่างมีมุมครัวเล็ก ๆ ของตัวเอง เพราะหลังจากที่เคยทะเลาะกันเรื่องอาหารเมื่อหลายปีก่อน ทุกคนก็แยกกันทำกินเป็นส่วนใหญ่
หลี่จวนมีเพียงหม้อดินเผา ส่วนหม้อเหล็กนั้นเป็นของหายาก ต้องใช้คูปองอุตสาหกรรมซื้อ
และถึงจะมีคูปองก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ แต่สำหรับการตุ๋นงู ใช้แค่หม้อดินเผาก็เพียงพอแล้ว
เธอหั่นเนื้องูเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่น้ำมันลงในหม้อเล็กน้อย
กลิ่นกระเทียมและเครื่องปรุงลอยขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสความร้อน
ซ่งเว่ยมองแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หลี่จวนใช้น้ำมันน้อยฟหรือเปล่า
แต่เธอก็เข้าใจได้ เพราะยุคนี้น้ำมันเป็นของมีค่ามาก คนส่วนใหญ่แทบไม่กล้าใช้
เมื่อเนื้องูเริ่มส่งกลิ่นหอม หลี่จวนก็เติมน้ำลงไปเตรียมตุ๋น
ซ่งเว่ยพึ่งนึกอะไรขึ้นได้ เธอจึงไปหยิบเห็ดที่เก็บมาจากภูเขาออกมา
“เอานี่ใส่เห็ดพวกนี้ลงไปด้วยนะ”
ดวงตาของหลี่จวนเป็นประกายทันที “เธอเก็บเห็ดมาได้เยอะจริง ๆเลยนะ”
ซ่งเว่ยยิ้ม “แค่โชคดีน่ะ” ความจริงแล้วไม่ใช่แค่โชคหรอก
มันเป็นเพราะแทบไม่มีใครกล้าเข้าไปในป่าลึกขนาดนั้นต่างหาก
ไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้องูตุ๋นก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เยาวชนผู้มีการศึกษาหลายคนกำลังกินข้าวโพดบดและธัญพืชหยาบๆอยู่ พอได้กลิ่นก็แทบกลืนน้ำลายไม่ลง
“หอมจังเลย...” หลายคนถอนหายใจแล้วกัดซาลาเปาธัญพืชในมือด้วยความขมขื่น
เนื้อ...พวกเขาไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหนแล้วนะ?
และในขณะนั้นเอง หลัวเย่เฉิงก็เดินออกมาจากห้อง ในมือถือผักใบเขียวกำเล็ก ๆ
จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังสวนหลังบ้านของหลี่จวน
ทันทีที่เห็นเช่นนั้น หลายคนก็แอบเปิดประตูแง้มดูอย่างเงียบ ๆทุกคนอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร
หลัวเย่เฉิงเดินมาหยุดตรงหน้าเตา เขามองหม้อเนื้องูที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว
จากนั้นเขากฌหันมามองซ่งเว่ยด้วยสายตาอ่อนโยน
“ซ่งเว่ย” “ฉันรู้ว่าเธอยังเสียใจเรื่องของเจียงเสี่ยวว่านอยู่”
“แต่เธอต้องเชื่อฉันนะว่าเป็นห่วงเธอจริง ๆ”
“ตั้งแต่เด็กๆ ฉันมองเธอเป็นเหมือนน้องสาวมาตลอด”
“ถึงฉันจะแต่งงานกับเจียงเสี่ยวว่านในอนาคต แต่ฉันก็ยังจะดูแลเธอเหมือนเดิมไม่ปลี่ยน”
“เธอจะเป็นน้องสาวที่ฉันห่วงใยตลอดไป”
พูดจบ เขาก็ส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้เธออย่างมั่นใจเพราะเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องซาบซึ้งจนร้องไห้
ซ่งเว่ยมองเขานิ่ง ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เมื่อเห็นดังนั้นหลัวเย่เฉิงก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
หึ ซ่งเว่ยสุดท้ายเธอก็ตัดใจจากฉันไม่ได้อยู่ดี
แต่ในวินาทีถัดมา ซ่งเว่ยก็เปิดปากพูด “นี่หลี่จวน ไอ้โง่นี่มันมาจากไหนกัน?”
บรรยากาศเงียบกริบในทันที
หลี่จวนที่กำลังดื่มน้ำอยู่ก็แทบพ่นน้ำออกมา เธอรีบเอามือปิดปากตัวเองทันที เพราะกลัวว่าจะหัวเราะดังเกินไป
รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าของหลัวเย่เฉิงแข็งค้างไปทันที
“ซ่งเว่ย ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธอยู่แต่ว่า ”
“เดี๋ยวก่อน” ซ่งเว่ยยกมือขัดจังหวะขันทันที
สายตาเธอเหลือบไปเห็นผักกำเล็ก ๆ ในมือเขาพอดี
“นี่นายคงไม่ได้คิดจะเอาผักไม่กี่ใบมาปนกับเนื้องูของฉันหรอกนะ?”
ถ้านายคิดอย่างนั้นจริงๆนายคงหน้าด้านหน้าหนายิ่งกว่าหนังแรดซะอีกนะ
เลิกฝันไปได้เลย “อ้อแล้วก็เลิกพูดเรื่องพี่น้องอะไรนั่นสักทีเถอะฉันฟังแล้วรำคาญ”
“แล้วก็ออกไปจากตรงนี้ได้แล้วจะมายืนเกะกะทำไมน่ารำคาญ”
สีหน้าของหลัวเย่เฉิงเริ่มไม่น่าดู
“ซ่งเว่ยเธอเปลี่ยนไปมากจริง ๆเมื่อก่อนเธอไม่เคยพูดกับฉันแบบนี้เลยนะ”
ซ่งเว่ยหยิบฟืนท่อนหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดว่า “อย่าบังคับให้ฉันฟาดนายนะ”
“ค่าตั๋วรถไฟตอนนั้น นายคืนฉันหรือยัง?”
“คิดจริง ๆ เหรอว่าฉันจะไม่ไปอาละวาดในงานแต่งนาย?”
หลัวเย่เฉิงชะงัก เขารู้สึกได้ว่าซ่งเว่ยไม่ได้ล้อเล่น เธอดูพร้อมจะตีคนจริง ๆ
“ซ่งเว่ย นี่เธอ...”
ฟึ่บ! ฟืนในมือพุ่งผ่านเฉียดหน้าเขาไป หลัวเย่เฉิงตกใจจนหน้าซีดถอยหลังหลายก้าวทันที
“ออกไป” ซ่งเว่ยพูดเสียงเรียบ “ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ”
หลัวเย่เฉิงไม่กล้าอยู่อีกต่อรีบหันหลังเดินหนีทันที ด้วยความรีบร้อน เขาทำผักในมือหล่นลงพื้นเสียหายด้วย
ซ่งเว่ยหยิบมันขึ้นมาแล้วโยนตามหลังเชาไป “เอาของนายกลับไปด้วย พวกเราไม่ต้องการ!”
หลัวเย่เฉิงเดินกลับห้องด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ ทั้งอับอาย ทั้งโกรธ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกซ่งเว่ยไล่ออกมาต่อหน้าคนมากมายแบบนี้
ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ เห็นแก่ตัว หยาบคาย โลภ และไร้มารยาท
โชคดีที่เขาไม่ได้ชอบเธอไม่อย่างนั้นคงเสียใจไปตลอดชีวิต
หลัวเย่เฉิงได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนั้น ส่วนคนที่แอบดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็พากันเสียดาย
โดยเฉพาะซู่ไหลตี้ เธอสูดกลิ่นเนื้องูอย่างอิจฉา ก่อนบ่นพึมพำ
“กินเข้าไปเถอะ”
“กินให้ตายไปเลย”
“แบ่งให้คนอื่นสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?”
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลัวเย่เฉิงไม่ชอบเธอ”
“ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน”
ซ่งเว่ยได้ยินเต็มสองหู แต่ขี้เกียจจะตอบโต้ คนแบบนี้ยิ่งเถียงก็ยิ่งได้ใจ
ไม่นาน เนื้องูก็ตุ๋นเสร็จ น้ำซุปสีขาวขุ่น กลิ่นหอมของเห็ดและเนื้อผสมกันอย่างลงตัว
ซ่งเว่ยกับหลี่จวนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เพียงแค่เอาซาลาเปาไปจุ่มในน้ำซุปก็อร่อยจนแทบกลืนลิ้น
หลี่จวนกินไปพลางพูดด้วยความเกรงใจ “คราวหน้าให้ฉันเลี้ยงเองนะ”
“ฉันยังมีหมูหมักเหลืออยู่นิดหน่อย” ครั้งนี้เธอรู้ตัวว่าตัวเองได้ประโยชน์เต็ม ๆ
ซ่งเว่ยพยักหน้าโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “ตกลง”
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเรียกจากหน้าบ้าน “ซ่งเว่ย !”
ซ่งเว่ยวางชามลงแล้วเดินออกไป เธอชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าที่พัก
เขาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเจียงเอ้อจู สามีของป้าหม่า “ลุงมาสร้างเตียงอิฐอุ่นให้น่ะ”
ซ่งเว่ยยิ้มทันที “ขอบคุณมากค่ะ ลุงเอ้อจู”
“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง” เจียงเอ้อจูหัวเราะ
“คนที่นี่แทบทุกคนสร้างเป็นทั้งนั้น ไม่ยากหรอก”
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มขนวัสดุ เจียงเอ้อจูถึงกับตกใจเมื่อเห็นซ่งเว่ยแบกอิฐหลายก้อนพร้อมกันได้อย่างสบาย ๆ
“ซ่งเว่ย แบกไหวเหรอ?” ซ่งเว่ยยิ้มเขิน ๆ “หนูแค่แรงเยอะกว่าคนอื่นนิดหน่อยค่ะ”
เจียงเอ้อจูมองร่างผอมบางของเธอ แล้วมองอิฐกองใหญ่ในมือ ก่อนเงียบไป
นี่เรียกว่าแรงเยอะนิดหน่อยงั้นหรือ?
ทั้งสองทำงานจนดึก เกือบสามทุ่ม เตียงอิฐอุ่นก็สร้างเสร็จเกือบทั้งหมด
เจียงเอ้อจูเตรียมตัวกลับบ้าน ซ่งเว่ยจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง ก่อนถือชามซุปเนื้องูออกมา
ในชามมีทั้งเนื้อและเห็ดเต็มไปหมด กลิ่นหอมลอยออกมาทันที
“ลุงเอ้อจู เอากลับไปให้ที่บ้านชิมเถอะค่ะ”
เจียงเอ้อจูกลืนน้ำลาย แต่ยังรีบโบกมือปฏิเศษทันที “ไม่ต้อง ๆ ลุวกินข้าวแล้ว”
ซ่งเว่ยยัดชามใส่มือเขา “ให้เด็ก ๆ กินก็ได้ค่ะ” “ป้าหม่าก็ช่วยหนูไว้หลายเรื่อง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเอ้อจูก็นึกถึงลูก ๆ ที่บ้าน สุดท้ายจึงรับไว้ด้วยความเกรงใจ
รอยยิ้มบนใบหน้าจริงใจขึ้นมาก “งั้น...ลุงก็ขอรับไว้ก็แล้วกัน”
“ขอบใจมากนะ ซ่งเว่ย ”