ซ่งเว่ยทำงานเสร็จเร็วจนเมื่อเธอเรียกคนมานับคะแนน อีกฝ่ายถึงกับทำหน้าไม่อยากเชื่อ
“เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
พอเห็นกองข้าวโพดที่ถูกแกะจนหมด สีหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งตกใจ
และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น คือเจียงเสี่ยวว่านนั่นเอง
ทันทีที่เห็นหน้าเธอ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมาในหัวซ่งเว่ยทันที
เจียงเสี่ยวว่านหน้าตาสะสวย ผิวขาว ผมเปียยาวสีดำสองข้างเข้ากับชุดลายดอกที่สวมอยู่
ทำให้เธอดูอ่อนเยาว์สดใส แม้จะเป็นเด็กสาวชนบท แต่กลับดูเหมือนคนเมืองมากกว่าเยาวชนที่มีการศึกษาหลายคนเสียอีก
ส่วนซ่งเว่ยนั้นมีใบหน้ารูปไข่ งดงามแบบสาวเจียงหนาน เดิมทีเจ้าของร่างมักมีแววตาเศร้าหมอง
จึงทำให้ดูอ่อนแอและไร้ชีวิตชีวา แต่ตอนนี้ คนที่อยู่ในร่างนี้คือซ่งเว่ยจากโลกหลังหายนะ
แววตาของเธอเฉียบคมขึ้น บุคลิกมั่นคงขึ้น แม้ใบหน้าจะยังอ่อนโยน แต่ก็มีความเด็ดขาดซ่อนอยู่
เมื่อทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างสวยกันคนละแบบ
ถ้าหากพูดถึงรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว ซ่งเว่ยยังเหนือกว่าเล็กน้อย
เจียงเสี่ยวว่านมองเธอด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “ในเมื่อเธอแกะข้าวโพดได้เร็วขนาดนี้ ก็คงหายดีแล้วสินะ”
เธอเหลือบมองกองข้าวโพดที่ทำเสร็จแล้ว
“งานแบบนี้เป็นงานของคนแก่กับเด็ก ทำไมไม่ไปทำงานในไร่ล่ะ”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการเหน็บแนม ชัดเจนว่าเธอกำลังกล่าวหาซ่งเว่ยว่าหลีกเลี่ยงงานหนัก
ซ่งเว่ยกลอกตาทันที “ขอโทษนะ เธอตาบอดหรือเปล่า?”
เธอชี้ไปที่ผ้าพันแผลบนหัวตัวเอง “ไม่เห็นเหรอว่าฉันยังเจ็บอยู่?”
จากนั้นก็พูดต่ออย่างไม่ไว้หน้า “หัวหน้าหน่วยเห็นใจเลยจัดงานเบา ๆ ให้ทำในที่ร่ม
หรือเธออยากให้ฉันไปยืนตากแดดจนเป็นลม แล้วเธอจะรับผิดชอบฉันเหรอ?”
เจียงเสี่ยวว่านอึ้งไปทันที เธอไม่คิดว่าซ่งเว่ยจะเถียงกลับตรง ๆ แบบนี้
ก่อนที่เธอจะพูดอะไร ป้าหวังก็แทรกขึ้นมาก่อน “ซ่งเว่ย เพิ่งออกจากโรงพยาบาลนะ จะให้ไปทำงานกลางแดดได้ยังไง”
“ใช่” ป้าซิวช่วยเสริม
“แค่แกะข้าวโพดก็ถือว่าดีแล้ว เด็กเมืองตัวเล็กแบบนี้ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง”
หญิงชราคนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วยทันที
“รีบนับคะแนนเถอะ เธอยังต้องขึ้นเขาไปเก็บฟืนอีก”
“ใช่ ฤดูหนาวใกล้จะมาแล้ว เด็กใหม่ต้องรีบเตรียมตัว”
เจียงเสี่ยวว่านโมโหจนหน้าแดง “พวกป้าจะเข้าข้างใครกันแน่? ฉันก็คนในหมู่บ้านนะ!”
ป้าหวังหัวเราะทันที “แล้วใครบอกว่าเราต้องเข้าข้างใครด้วยล่ะ?”
พวกเราพูดตามความจริงเท่านั้นเอง”
ซ่งเว่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถูกต้องค่ะ คุณป้าทุกคนกล้าพูดความจริง ช่างมีคุณธรรมสูงส่งจริง ๆ”
หญิงชราทั้งหลายยืดอกทันที เด็กสาวคนนี้พูดจาน่าฟังจริง ๆ
เจียงเสี่ยวว่านยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม สุดท้ายก็ทำได้เพียงเปิดสมุดบันทึกแล้วจดคะแนนให้
ซ่งเว่ยยื่นหน้าเข้าไปดูทันที เจียงเสี่ยวว่านเงยหน้าขึ้น
“ทำอะไร?” ซ่งเว่ยยิ้มกว้าง “ก็แค่ดูเฉย ๆ กลัวว่าเธอจะแอบหักคะแนนฉัน”
เจียงเสี่ยวว่านแทบสำลัก “ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นนะ!”
ซ่งเว่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “จริงด้วย ลายมือเธอสวยจะตาย ดูแล้วคล้ายหวังซีจือเลยนะ”
เจียงเสี่ยวว่านรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังพูดประชด เธอจึงส่งสายตาค้อนๆ ก่อนสะบัดตัวเดินจากไป
ทันทีที่เธอไป พวกป้าก็เริ่มรวมกลุ่มนินทาทันที ซ่งเว่ยขยับเข้าไปร่วมวงอย่างเป็นธรรมชาติ
“ทำไมครอบครัวเลขานุการหมู่บ้านถึงตามใจเธอขนาดนั้นคะ”
เธอถามด้วยความสงสัย “เรียนถึงมัธยมปลาย ไม่ต้องลงนา แถมยังได้เป็นคนจดคะแนนงานอีก”
งานจดคะแนนถือเป็นงานสบายและมีหน้ามีตามาก หลายคนอิจฉาอยู่ไม่น้อย
ป้าซิวหัวเราะ “ก็เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านน่ะสิ”
“พ่อเป็นเลขานุการหมู่บ้าน มีพี่ชายตั้งสี่คน แม่ก็รักมาก จะไม่ตามใจได้ยังไง”
ซ่งเว่ยพยักหน้า แบบนี้นี่เอง เกิดมาถูกที่จริง ๆสินะ
จากนั้นเธอก็ถามต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่สายตาเธอไม่ค่อยดีเลยนะ”
ทุกคนหันมามองเธอพร้อมกัน ซ่งเว่ยถอนหายใจ “ไม่อย่างนั้นคงไม่ไปคบกับคนอย่างหลัวเย่เฉิงหรอก”
ป้าหลายคนแทบหลุดหัวเราะออกมา คนที่เคยวิ่งตามหลัวเย่เฉิงมากที่สุดในอดีต กลับเป็นคนพูดประโยคนี้เสียเอง
ซ่งเว่ยยังพูดต่อหน้าตาเฉย “จริง ๆ แล้วสายตาฉันก็ไม่ดีเหมือนกัน”
“ไม่งั้นคงไม่เอาคูปองอาหาร คูปองจักรยาน แล้วก็ของดี ๆ ไปให้เขาหรอก”
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็มองเธอด้วยความสงสารขึ้นมาทันที โดยเฉพาะป้าหวัง
“ตั๋วจักรยานด้วยเหรอ!”เธอทำหน้าเหมือนหัวใจถูกแทง “ของมีค่าขนาดนั้นยังให้เขาอีก!”
มุมปากซ่งเว่ยกระตุก “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันไปทวงคืนเอง”
จากนั้นเธอก็ลุกขึ้น “’งั้นฉันไปก่อนนะคะป้า ไว้ค่อยคุยกันใหม่”
เมื่อออกจากลานตากข้าว ซ่งเว่ยก็แบกตะกร้าและกระสอบสองใบมุ่งหน้าไปที่ภูเขาทันที
ภูเขาจ๋า ฉันมาแล้ว!
ครั้งนี้เป้าหมายของเธอคือป่าสนลึกด้านใน เมื่อวานเธอสังเกตเห็นสนจำนวนมาก ถ้าเก็บลูกสนกลับมาได้
ก็น่าจะได้เมล็ดสนไว้กินไม่น้อย แม้จะเก็บยากและเสียเวลา แต่สำหรับเธอแล้วมันถือว่าคุ้มค่ามาก
ระหว่างทาง เธอได้เจอกับเด็กชายผอมแห้งคนนั้นอีกครั้ง
เด็กคนเดิมที่เจอเมื่อวานนี่นา เขายังคงผอมจนเห็นกระดูก เสื้อผ้าขาดวิ่น สกปรก และไม่มีรองเท้า
รอยช้ำสีม่วงน้ำเงินกระจายอยู่ตามแขนขาที่โผล่พ้นเสื้อผ้า
เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นในหมู่บ้าน เขาดูซูบเซียวผิดปกติ
เด็กชายเห็นเธอแล้วก็ชะงัก สายตายังคงระแวดระวังเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้วิ่งหนี ในมือของเขามีผลไม้ป่าสีแดงเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ผลโคมไฟ”
เด็กชายเก็บผลไม้พวกนั้นใส่เสื้ออย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวใครมาแย่ง
ซ่งเว่ยเห็นท่าทีแบบนั้นจึงไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่ทันใดนั้น หูของเธอก็ขยับเล็กน้อย
เพราะรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวในพุ่มหญ้า
และวินาทีต่อมา เงาสีเทาตัวหนึ่งพุ่งออกมา กระต่ายป่า!
ดวงตาของเด็กชายสว่างวาบทันที เขาทิ้งผลไม้ทั้งหมดแล้ววิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต
แต่เด็กที่หิวโซมานานจะวิ่งทันกระต่ายได้อย่างไร พริบตาเดียว กระต่ายก็เกือบหายเข้าไปในป่าแล้ว
ดวงตาของเด็กชายแดงก่ำด้วยความเสียดาย แต่ในตอนนั้นเอง
ฟิ้ว! ก้อนหินก้อนหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไป
ปึก! มันกระแทกเข้ากลางหัวกระต่ายอย่างแม่นยำ
กระต่ายกระเด็นไปข้างหน้าสองสามตลบ ก่อนล้มลงแน่นิ่งนอนอยู่กับพื้นทันที