วันนี้เป็นวันแต่งงานของน้องชาย ลานบ้านด้านนอกตั้งโต๊ะเลี้ยงแขกมากมาย ย่ารู้สึกว่าเขาเกะกะสายตา จึงสั่งให้เขาอยู่ในห้องดีๆ ไม่ต้องออกไปยุ่งเกี่ยว อีกทั้งข้างนอกเต็มไปด้วยโต๊ะเก้าอี้ ไม่สะดวกต่อการเคลื่อนไหวของเขา ดังนั้นเขาจึงนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องฝั่งตะวันออกมาตลอด ไม่ได้ออกไปดูความครึกครื้นเลย
เรื่องที่ลู่เจิ้งฉีหนีงานแต่ง เขารู้ดี มีคนส่งข่าวไปบอกลู่เจิ้งฉีว่ามีใครสักคนป่วย ลู่เจิ้งฉีก็รีบร้อนวิ่งหนีไปทันที บ้านทั้งหลังปั่นป่วนไปหมด ฝ่ายเจ้าสาวก็มาถึงพอดี พอรู้ว่าเจ้าบ่าวหนีงานแต่ง ก็เอาหัวโขกกำแพงคิดฆ่าตัวตาย จากนั้นตระกูลหลินก็ยกพวกมาหาผู้นำหมู่บ้านให้ช่วยตัดสินความเป็นธรรม
สถานการณ์ยุ่งเหยิงขนาดนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นบรรยากาศสงบสุขราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เดิมทีเขาคิดว่าพี่สาวคนรองสมกับเป็นเจ้าหน้าที่ คงจัดการทุกอย่างได้
แต่ใครจะคิดว่าอยู่ๆ เจ้าสาวจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาแทน?
ลู่เจิ้งถิงขมวดคิ้วหนาแน่น ขยับรถเข็นเตรียมไปหาพี่สาวรองลู่เพื่อถามให้รู้เรื่อง ฤดูร้อนในบ้านร้อนอบอ้าว แขกๆ ต่างรวมตัวกันอยู่ใต้ศาลาในลานบ้าน กินดื่มพูดคุยกัน ไม่มีใครสนใจเขาเลย
ถึงแม้พี่สาวรองลู่และคนอื่นๆ จะตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาเขา และก็ไม่ได้คิดจะอธิบายให้เขาฟัง แต่เขามีความสามารถในการสังเกตที่เฉียบแหลม ต่อให้หลินหว่านไม่พูด เขาก็จะรู้เรื่องทั้งหมดในไม่ช้า
เขายืนดูปากของคนเหล่านั้นที่ขยับไปมาอยู่ตรงประตู ไม่นานก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เพื่อรักษาหน้าตาของทั้งสองครอบครัว เจ้าสาวหลินหว่านจึงกลายมาเป็นภรรยาของเขาแทน ทั้งสองบ้านยังคงเป็นญาติดองกัน และพิธีแต่งงานก็ยังจัดต่อไป
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำเริบใจพูดจาไม่เข้าท่า “พวกนายว่าพี่เจิ้งถิงเขายังไหวไหม หลินหว่านแต่งกับเขาแบบนี้ไม่เท่ากับต้องอยู่เป็นหม้ายทั้งเป็นเหรอ ต่อไปพวกเราต้องคอยดูแลพี่สะใภ้กันหน่อยไหม”
ใบหน้าลู่เจิ้งถิงนิ่งเย็นดั่งผิวน้ำ เขาหันหลังกลับเข้าบ้าน ตั้งใจจะไปพูดกับหลินหว่าน ว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ต่อให้เธอกลับบ้านตระกูลหลิน ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเธอ
ประตูห้องฝั่งตะวันตกเปิดอยู่ เขามองเห็นหลินหว่านคอยตักกับข้าวให้แม่ของเธอไม่หยุด เธอสวยมาก ผิวขาวราวหิมะเปล่งประกายในห้องที่สลัว ราวกับดวงดาวที่เปล่งแสง ขณะนี้เธอยิ้มสดใส ไม่เห็นเค้าโกรธหรือเศร้าแม้แต่น้อย
ลู่เจิ้งถิงรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า เขามองเธอไม่ออกเลย
เขาเคยเห็นคุณย่าและคนในบ้านถากถางหญิงสาวตระกูลหลินคนนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ว่าเธอมีดีแค่หน้าตาแต่โง่เขลา ผู้ชายไม่ชอบยังดันทุรังจะเข้าไปหา อยากแต่งงานให้ได้ ไม่รู้จักอายบ้าง
เธอเคยทุ่มเทเพื่อศักดิ์ศรีของลู่เจิ้งฉีถึงขนาดไม่สนใจตัวเอง แล้วตอนนี้กลับตัดใจได้ง่ายดายขนาดนี้ หันมาแต่งกับเขาแทน?
ลู่เจิ้งถิงคิดว่าเหตุผลเดียวก็คือ เธอกำลังประชด อยากทำให้ลู่เจิ้งฉีเจ็บใจ
เขายกมือเคาะกรอบประตูเบาๆ เป็นสัญญาณให้หลินหว่านออกมาคุยกัน
หลินหว่านกำลังตักอาหารให้แม่อยู่ พอได้ยินเสียงเคาะก็เอียงศีรษะมอง แล้วส่งยิ้มให้เขา ใช้สีหน้าถามว่ามีอะไร
ลู่เจิ้งถิงโบกมือเรียกเธอ
หลินหว่านกระโดดลงจากเตียง เดินมาหาเขา แล้วยิ้มให้เขาอีกครั้ง เธอสวย ดวงตาใสราวดวงดาวยิ่งงดงาม ความมั่นใจและพลังชีวิตที่เปล่งออกมาจากภายใน ทำให้ใบหน้าของเธอส่องแสงในห้องสลัวจนแสบตา
ลู่เจิ้งถิงเผลอเอียงศีรษะเล็กน้อย หลบสายตาจากดวงตาคู่ว่องไวและใสกระจ่างคู่นั้น
เขาหยิบกระดาษกับปากกา เขียนคำสองคำให้เธอดู
“ทำไม?”
หลินหว่านเข้าใจทันที ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ฉันยอมเอง!”
เธอพูดไปเขียนไปอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรเรียบร้อยสวยงาม
ลู่เจิ้งถิงจ้องริมฝีปากของเธอ ริมฝีปากแดงสดงดงามราวกลีบดอกไม้ โดยเฉพาะเวลายิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยความมั่นใจและพลัง
เธอในตอนนี้ไม่เหมือนหลินหว่านในอดีตเลย
หลินหว่านในความทรงจำของเขา เวลาไปหาลู่เจิ้งฉี บางครั้งก็เขินอาย บางครั้งก็ร้องไห้ บางครั้งก็หงุดหงิด แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่มั่นใจและเปล่งประกายเช่นนี้
แม้เขาจะหูหนวก แต่การรับรู้ของเขากลับเฉียบคม สายตาและประสาทรับกลิ่นของเขายอดเยี่ยม เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์จากตัวเธอ เป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน
หลินหว่านเห็นสีหน้าเขาจริงจังขึ้น ดวงตาเย็นเฉียบจนแฝงความคมกริบ ก็รู้ว่าเขากำลังสงสัยแรงจูงใจที่เธอแต่งกับเขา
แม้เธอจะไม่ชอบตระกูลลู่ แต่ลู่เจิ้งถิงเป็นข้อยกเว้น
เธอเขียนอย่างจริงใจ
“นี่คือการจัดสรรของโชคชะตา ฉันคิดว่าคุณดีกว่าเขาตั้งพันเท่า!”
เธอจิ้มเครื่องหมายอัศเจรีย์แรงจนกระดาษทะลุ จากนั้นก็คืนปากกาให้เขา ยิ้มแล้วพูดว่า
“คุณหล่อที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นเลยนะ ไม่ต้องกลัวหรอก พี่สาวไม่กินคุณหรอก”
พูดจบเธอก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องฝั่งตะวันตก
จากเนื้อเรื่องที่เธอรู้ ลู่เจิ้งถิงเป็นคนเก่งมาก แม้จะหูหนวกแต่สามารถพูดได้ ทว่าเธอไม่รู้ว่าเขาอ่านปากได้ เพราะในต้นฉบับเขามีบทน้อยมาก ปรากฏตัวเพียงตอนที่พระเอกกลับบ้านเกิดและมีปฏิสัมพันธ์กับหลินหว่านเป็นบางครั้งเท่านั้น ในเรื่อง เขาเป็นเพียงฉากหลังที่ยอดเยี่ยมแต่ชวนเวทนา
ถ้าเธอรู้ว่าเขาอ่านปากได้ เธอคงเอาหัวโขกกำแพงไปแล้ว
หลังอาหาร แม่หลินแม้จะอาลัยอาวรณ์ แต่เห็นว่าลูกสาวไม่เป็นอะไร ก็รีบกลับบ้าน เพราะที่บ้านยังมีลูกชายอีกสองคนที่อาจกำเริบอาการได้ทุกเมื่อ
หลินหว่านไปส่งพ่อแม่และคนในตระกูลหลินออกไป มองหาแล้วไม่เห็นโจวจื้อเฉียงเพื่อนสมัยเด็ก คิดว่าจะหาโอกาสขอบคุณภายหลัง
“ลูกเอ๋ย ต่อไปไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ” พ่อหลินอดกำชับไม่ได้
หลินหว่านพยักหน้า
“พ่อ แม่ วางใจเถอะ หนูเข้าใจ”
ลุงใหญ่หลินก็แสดงท่าทีผู้นำครอบครัว กล่าวกับตระกูลลู่สองสามประโยค แล้วอบรมหลินหว่านต่อ
“ดูแลพ่อแม่สามีให้ดี อยู่ร่วมกับสะใภ้คนอื่นอย่างกลมเกลียว อย่าขี้เกียจ อย่าสร้างเรื่อง วันที่สามกลับบ้าน อย่าลืมมา ลุงป้าจะทำของอร่อยให้กิน”
นัยยะคือ วันที่กลับบ้านต้องมาขอบคุณและคำนับเขา
พอแขกเหรื่อกลับกันไปแล้ว ยังมีญาติฝ่ายลู่ในหมู่บ้านบางส่วนที่ยังอยู่ มีคนหัวเราะคิกคักพูดขึ้นว่า
“งั้นคืนนี้พวกเราจะไปแกล้งหอหรือเปล่า?”
เดิมทีจะไปแกล้งหอของลู่เจิ้งฉี แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นลู่เจิ้งถิง จะยังแกล้งอยู่ไหม
มีเด็กหนุ่มปากเสียหัวเราะพูดว่า
“แกล้งไปทำไม กลัวว่าจะทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ทุกคนต่างเดาว่าลู่เจิ้งถิงอาจจะไร้สมรรถภาพ ทำอะไรไม่ได้จริง
เด็กหนุ่มครึ่งวัยหลายคนพูดจาทะลึ่งตึงตัง หัวเราะกันไม่หยุด
พี่ชายคนรองลู่ได้ยินเข้าก็ด่าเสียงดัง
“กินอิ่มดื่มพอแล้วก็ไสหัวไปทำงานในนา!”
ถึงตอนนี้จะผ่อนคลายขึ้นบ้าง แต่ทุกวันก็ยังต้องไปถอนหญ้า จับแมลง ทำปุ๋ย ตัดหญ้า ชาวนานั้นแทบไม่มีวันว่างทั้งปี
เด็กหนุ่มหลายคนหัวเราะพูดคุยกันออกไป แต่พอเพิ่งก้าวออกจากประตูบ้านตระกูลลู่ ก็สะดุดล้มกันระเนระนาด ล้มหน้าคะมำกันเป็นแถว
“แม่ง ใครไม่ดูตาม้าตาเรือมาสะดุดขาฉันวะ!” เด็กหนุ่มลุกขึ้นด่ากราด แล้วก็เห็นลู่เจิ้งถิงนั่งอยู่ข้างๆ
เขานั่งบนรถเข็น มือเล่นกับไม้ท่อนหนึ่งหนาเท่าแขน สีหน้าเย็นชา ดวงตาจ้องพวกเขาอย่างเย็นยะเยือก
“เวรเอ๊ย เขาบ้าหรือไง!” เด็กคนหนึ่งด่า
พวกเขาอาศัยว่าเขาไม่ได้ยิน จึงกล้าพูดอะไรก็ได้ต่อหน้าเขา
อีกคนรีบพูด
“ไปๆ รีบไปเถอะ!”
เขารู้สึกว่าสายตาของลู่เจิ้งถิงคมเหมือนมีด
แม้ลู่เจิ้งถิงจะไม่พูดอะไร แต่เขาก็สงสัยว่า พวกเขาโดนสั่งสอนเพราะพูดจาว่าลู่เจิ้งถิงใช้การไม่ได้ และพูดเรื่องหลินหว่านต้องเป็นหม้ายทั้งเป็น
หลินหว่านส่งพ่อแม่ถึงปากทางหมู่บ้าน ก่อนจะเดินกลับบ้านอย่างอาลัยอาวรณ์ ได้ข้ามมามีชีวิตใหม่ แถมยังมีพ่อแม่ที่รักใคร่เธอ เธอรู้สึกมีความสุขไม่น้อย
แต่ตอนนี้ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับแม่ลู่และคนอื่นๆ เธอต้องตั้งสติให้ดี เพราะในหนังสือบอกไว้ว่า แม่ลู่เป็นคนร้ายกาจมาก!
เป็นไปตามคาด พอเธอเข้าบ้าน ก็เห็นคนตระกูลลู่ตั้งท่ารอรับเธอโดยเฉพาะ
ยามเย็นแล้ว ภายในบ้านมืดสลัว ใบหน้าของแม่ลู่ดูหม่นหมองเป็นพิเศษ
เธอนั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุด คุณพ่อลู่นั่งข้างๆ สูบยาสูบเงียบๆ พี่ชายคนโตลู่นั่งถัดลงมา พี่สะใภ้ใหญ่พาเด็กๆ ยืนอยู่ด้านหลัง พี่ชายคนรองลู่นั่งอีกฝั่ง ภรรยาและลูกยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนพี่สาวรองลู่ที่กลับมาช่วยน้องชายในฐานะประธานสตรีหมู่บ้าน ก็นั่งอยู่ตรงนั้น ท่าทางเหมือนเจ้าหน้าที่ใหญ่
หลินหว่านกวาดตามองรอบหนึ่ง แต่ไม่เห็นลู่เจิ้งถิง เธอยิ้มพูดว่า
“ก็คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องต้อนรับฉันเอิกเกริกขนาดนี้ก็ได้นะ”
พูดจบเธอก็จะเดินเข้าไปในห้อง
แม่ลู่ตบโต๊ะดังปัง
“เข้าบ้านคนอื่นมาเป็นสะใภ้ รู้จักกฎระเบียบไหม!”
หลินหว่านเลิกคิ้ว ถอยหลังสองก้าว มองพวกเขา
“อ้อ ฉันนึกว่าต้อนรับ ที่แท้จะข่มขวัญกันนี่เอง”
เธอกอดอก พูดเย็นชา
“อะไร แค่ญาติฝั่งฉันกลับไป พวกคุณก็จะอ้าปากโชว์เขี้ยวแล้ว จะกินฉันหรือจะตีฉันกันแน่?”
รู้ว่านี่คือฤดูร้อนปี 1968 ถ้าไม่รู้ คงนึกว่าเป็นปี 1689 ไปแล้ว
พี่สาวรองลู่ยิ้มพูด
“น้องสะใภ้พูดอะไรอย่างนั้น มา นั่งสิ”
เธอตบที่นั่งข้างตัว
“เธอเป็นสะใภ้ใหม่ มีหน้า มีตา นั่งเถอะ”
หลินหว่านไม่คิดจะนั่ง พูดมาเลย มีอะไรก็รีบพูด!
แม่ลู่เหลือบมองเธออย่างไม่พอใจ
“กฎของตระกูลลู่ พ่อแม่ยังอยู่ ลูกหลานห้ามเก็บเงินส่วนตัว ต่อไปไม่ว่าเธอจะหาเอง บ้านแม่ให้มา หรือได้มาจากไหน ต้องเอามาให้ฉันหมด”
หลินหว่านไม่โกรธ กลับหัวเราะในใจ
โอ้ มาย ก็อด… คิดว่าตัวเองเป็นไทเฮาหรือยังไง ใครให้หน้าขนาดนั้นกัน!
แม่ลู่เห็นเธอไม่พูด คิดว่าเธอกลัว จึงหน้าดุสั่งสอนต่อ
“ต่อไปเข้าออกบ้าน ต้องมาทักทายรายงานฉัน ทุกวัน ตอนฉันเป็นสะใภ้ ต้องตื่นก่อนฟ้าสางไปคำนับแม่สามี แค่ยิ้มไม่ถูกใจก็โดนตี!”
หลินหว่านคิดในใจ
โอ้ มาย ก็อด… ราชวงศ์ชิงล่มไปกี่ปีแล้ว ยังจะให้สะใภ้คำนับอีก
เธอยังไม่พูด แม่ลู่ก็ยิ่งคิดว่าเธอถูกข่มแล้ว จึงหายใจโล่งขึ้น ก่อนจะจ้องเธอ
“ยังไง ทำไมไม่เอาเงินห้าสิบหยวน กับเงินส่วนตัวทั้งหมด รวมทั้งกุญแจหีบสินสอดมาส่ง!”
หลินหว่านกางมือ ยักไหล่ ทำหน้าซื่อ
“แม่พูดแบบนี้เอง ถ้าจะเอาก็บอกตั้งแต่แรกสิ ฉันให้ลุงใหญ่ไปหมดแล้ว หีบสินสอดเหรอ ไม่ได้ล็อกนะ ข้างในมีแค่เสื้อผ้าฉันไม่กี่ตัว แม่จะเอาไปก็เอาเลย พอดีขาดรุ่งริ่งแล้ว แม่ให้ผ้าฉันสักสองสามวา ฉันจะได้ตัดชุดใหม่”
แม่ลู่โกรธจนแทบหงายหลัง ตบโต๊ะดังปึงปัง
“เธอ… เธอ… พรุ่งนี้รีบไปเอาเงินกลับมา!”
พี่สาวรองลู่รีบปลอบ บอกให้แม่อย่าโกรธ ค่อยๆ พูด เดี๋ยวมีโอกาสก็ค้นดู ยังไงก็ซ่อนไว้กับตัวไม่ได้ตลอด เอาให้ลุงใหญ่หมด? เธอไม่เชื่อเด็ดขาด!
แม่ลู่หายใจฟึดฟัด
“สามวันกลับบ้าน ให้พี่ชายคนรองพาเธอไป เอาเงินกลับมา”
เธอหยุดนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ
“เริ่มพรุ่งนี้ เธอต้องตื่นเช้าทำกับข้าว อย่าให้คนในบ้านไปทำงานสาย อาหารวันละสามมื้อเธอรับผิดชอบหมด ต้องกวาดลาน ให้อาหารหมูกับไก่ อย่าให้กระทบงาน ตอนกลางคืนต้องเตรียมน้ำล้างเท้าให้ฉันกับพ่อ อย่าคิดไม่พอใจ สะใภ้สองคนก่อนหน้าก็ผ่านกันมาแบบนี้!”
หลินหว่านยิ้ม ตบมือ
“ได้เลยค่ะ ฉันยอมรับ เป็นหน้าที่สะใภ้ใหม่อยู่แล้ว จะรอพรุ่งนี้ทำไม คืนนี้งานบ้านเป็นของฉัน!”
บนโต๊ะยังมีชากับถ้วยที่ใช้ตอนกลางวัน ยังไม่ได้เก็บ หลินหว่านอุ้มขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น ตะโกนเสียงดัง
“ฉันล้างเอง!”
เธออุ้มกาน้ำชาและถ้วยหันไปจะล้าง ทันใดนั้นก็สะดุดเท้า
“อ๊า!”
มือก็ปล่อยทันที เสียงแตกดังเพล้ง กาน้ำชาหนึ่งใบ ถ้วยชาอีกสองใบแตกกระจายบนพื้น