แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดส่องกระทบพื้นถนน เซี่ยเสี่ยวสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ปีนี้เธอเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังจะจบการศึกษา และได้เข้ามาเป็นเด็กฝึกงานในบริษัทมหาชนที่มีความมั่นคงระดับประเทศครบหนึ่งปีพอดี อีกเพียงแค่อึดใจเดียว ขอแค่ใบรับรองจบการศึกษามาถึงมือ เธอก็จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำเต็มตัว ฐานเงินเดือนจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อคิดถึงอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า หัวใจของเซี่ยเสี่ยวก็พองโตด้วยความหวัง พลังงานด้านบวกอัดแน่นอยู่เต็มอก
ทว่าในขณะที่เธอกำลังก้าวเท้าไปทำงานด้วยความกระตือรือร้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายก็กรีดร้องขึ้นทำลายบรรยากาศ เธอหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอ เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป ก่อนจะกดรับสาย
"แม่" เธอขานรับสั้นๆ
"เสี่ยวเสี่ยว ฟังแม่นะ น้องชายแกจะแต่งงานแล้ว ทางบ้านฝ่ายหญิงเขาเรียกสินสอดมาตั้งสองแสน แกต้องรีบหาทางจัดการเรื่องนี้เดี๋ยวนี้เลย"
ทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อ เสียงของแม่ก็พุ่งทะลุเข้ามาในโสตประสาท ไม่มีคำทักทายว่ากินข้าวหรือยัง หรือสบายดีไหม มีเพียงความต้องการที่พุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและเย็นชา
เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไหล่ที่ตั้งตรงเมื่อครู่ตกลงด้วยความเหนื่อยหน่าย "แม่... ฉันเพิ่งจะเรียนจบเองนะ จะให้ฉันไปเสกเงินสองแสนมาจากไหนให้แม่ได้"
"แกอย่ามาทำไขสือ แกไม่ได้ทำงานในบริษัทใหญ่โตแล้วหรือไง ถ้าไม่มีก็ลองไปบากหน้าขอยืมเพื่อนร่วมงานดูก่อนสิ น้องสะใภ้แกบอกแม่ว่าบริษัทพวกนี้มีสวัสดิการให้พนักงานกู้เงินได้ไม่ใช่เหรอ แกก็รีบไปทำเรื่องกู้มาให้ครบสองแสนก่อน รอให้น้องชายกับน้องสะใภ้แกแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว ค่อยให้พวกเขาทยอยผ่อนคืนแกทีหลัง"
คำพูดที่ดูเหมือนง่ายดายของแม่ทำให้เซี่ยเสี่ยวถึงกับกำโทรศัพท์แน่น "หนูไม่มีเงิน และหนูก็ไม่มีปัญญาไปหาเงินสองแสนมาให้ด้วย"
น้ำเสียงของเธอเริ่มแข็งกร้าวขึ้น เงินตั้งสองแสนหยวนนะ ไม่ใช่แบงก์กงเต็ก แม่เห็นเธอเป็นเครื่องพิมพ์ธนบัตรหรือยังไง
"นังลูกคนนี้ ทำไมแกเป็นคนใจดำแบบนี้ นั่นน้องชายแท้ๆ ของแกนะ ฉันกับพ่อเลี้ยงแกมาจนโตป่านนี้ ส่งเสียให้แกเรียนสูงๆ..." แม่เซี่ยเริ่มงัดไม้ตายเดิมๆ ออกมาทวงบุญคุณ พร่ำบ่นด่าทอลูกสาวด้วยความไม่พอใจ
"ใช่ แม่เป็นคนคลอดและเลี้ยงหนูมา ส่งเสียให้หนูเรียน เรื่องนั้นหนูไม่เคยลืม ดังนั้นหนูถึงตั้งใจว่าจะเลี้ยงดูแม่กับพ่อให้สุขสบายยามแก่เฒ่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนูต้องเกิดมาเพื่อเป็นวัวเป็นควายรับใช้น้องชายไปตลอดชีวิตนี่"
เซี่ยเสี่ยวพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มปะทุ "ค่าเทอมตอนมหาวิทยาลัยหนูก็กัดฟันกู้เรียนเอง ค่าเทอมโรงเรียนช่างกับค่ากินอยู่ของอาหยงตอนเรียน ใครเป็นคนจ่าย ก็หนูไม่ใช่เหรอที่ไปทำงานพิเศษงกๆ หาเงินส่งให้ ไหนจะเงินที่เขาเอาไปเปย์สาว ก็มาแบมือขอจากพี่สาวคนนี้ทั้งนั้น อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้ว แต่วันๆ ไม่ยอมทำงานทำการ เอาแต่เปลี่ยนแฟนปีละหลายคน หนูจะบอกอะไรให้นะแม่ แม่ตามใจลูกชายจนเสียคนแบบนี้ วันหลังแม่นั่นแหละที่จะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ถ้าเขามีปัญญาจริงก็ต้องหาเงินแต่งเมียด้วยความสามารถตัวเอง ไม่ใช่ดีแต่สร้างความลำบากให้พ่อแม่กับพี่สาว คนแบบนี้ต่อให้แต่งเมียไป ก็ไม่มีปัญญาแบกรับความรับผิดชอบอะไรไหวหรอก"
ครอบครัวตระกูลเซี่ยมีลูกสองคน แต่ค่านิยมคร่ำครึที่ฝังรากลึกทำให้พ่อกับแม่เทความรักทั้งหมดไปที่ลูกชาย และมองลูกสาวเป็นเพียงส่วนเกิน อาหยงจึงถูกสปอยล์จนกลายเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวจนปัญญาจะแก้ไข
"เสี่ยวเสี่ยว แกมันแล้งน้ำใจเกินไปแล้ว นั่นน้องชายในไส้ของแกนะ เขาไม่มีเงินแต่งเมีย แกเป็นพี่สาวจะยืนดูดายไม่ช่วยได้ยังไง ฉันเลี้ยงลูกสาวอย่างแกมานี่มันเสียข้าวสุกจริงๆ" เสียงของแม่แหลมสูงขึ้นด้วยโทสะ
คำว่า 'เสียข้าวสุก' กรีดแทงลงกลางใจเซี่ยเสี่ยวจนชาหนึบ เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง "หนูมันก็แค่คนไร้ประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ เพราะฉะนั้นแม่ก็อย่ามาหวังลมๆ แล้งๆ ว่าหนูจะหาเงินสองแสนให้อาหยงแต่งเมียได้เลย ทางผู้หญิงเรียกสินสอดสองแสน แล้วทางนั้นให้สินเดิมเจ้าสาวมาเท่าไหร่ ถ้าหาเงินสองแสนไม่ได้ แม่คิดจะทำยังไง จะขายบ้านเหรอ"
"จะบ้าเหรอ จะขายบ้านได้ยังไง ถ้าขายแล้วคนในบ้านจะไปซุกหัวนอนที่ไหน บ้านน้องสะใภ้แกฐานะก็ไม่ดี ไม่มีสินเดิมติดตัวมาหรอก แต่ตอนนี้เขาอุ้มท้องลูกของอาหยงแล้ว อาหยงเองก็มาร้องห่มร้องไห้ยืนยันว่าจะแต่งกับคนนี้ให้ได้ แม่ผู้หญิงทางนั้นยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ได้สินสอดสองแสน ก็จะพาลูกสาวไปทำแท้ง นั่นมันหลานชายตระกูลเซี่ยของเราเลยนะ แกเข้าใจไหม เสี่ยวเสี่ยว แกต้องหาทางช่วยน้องชายแกสิ อย่าปล่อยให้หลานแกต้องตายนะ"
เซี่ยเสี่ยวแค่นหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด สรุปคือจะให้เธอรีดเลือดจากปูเพื่อเชิญบรรพบุรุษเข้าบ้านงั้นสิ ว่าที่น้องสะใภ้คนนี้เธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน แต่ฟังจากวีรกรรมที่แม่เล่า น้องชายเธอหลงผู้หญิงคนนี้จนโงหัวไม่ขึ้น ถึงขนาดไปกินนอนบ้านฝ่ายหญิงเดือนละครึ่งเดือน แถมตั้งแต่คบกันมาก็เรียกร้องจะเอานั่นเอานี่ น้องชายตัวดีก็วิ่งแจ้นมาไถเงินพี่สาวอย่างเธอตลอด
คราวนี้จะเอาอีกสองแสน เซี่ยเสี่ยวกัดฟันกรอดจนกรามปวดตุบ อย่าว่าแต่เธอไม่มีเงินเลย ต่อให้มีกองอยู่ตรงหน้า เธอก็ไม่มีวันให้
"ไม่มี ต่อให้แม่เอาหนูไปชั่งกิโลขาย หนูก็ไม่มีเงินสองแสนให้หรอก" ความจริงคือตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีเงินในบัญชีแค่สองพันหยวน เงินสดติดตัวห้าร้อยหยวน กับบัตรเครดิตที่วงเงินเต็มอีกใบ ชีวิตพนักงานจบใหม่มันก็อัตคัดแบบนี้แหละ
"เสี่ยวเสี่ยว... ป้าข้างบ้านเขาแนะนำผู้ชายมาคนหนึ่ง เป็นเสี่ยใหญ่ที่มีอิทธิพลแถวบ้านเรานี่แหละ" น้ำเสียงของแม่เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "เขารวยมากเลยนะ มีร้านเกมกับร้านอินเทอร์เน็ตตั้งหลายสิบแห่ง มีโรงหนัง แล้วก็มีที่ดินอีกเป็นสิบแปลง ได้ข่าวว่าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่เพิ่งเปิดใหม่ด้วย เขาบอกว่าอยากได้เมียเป็นเด็กเรียนเก่งๆ หน้าตาสวยๆ พอดีเขาเห็นรูปถ่ายแกแล้วถูกใจมาก ขอแค่แกยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับเขา เขาจะทุ่มสินสอดให้ห้าแสน แถมยังโอนห้องชุดหรูแบบดูเพล็กซ์ในโครงการใหม่ให้เป็นชื่อแกทันทีเลยนะ"
"เหอะๆ" เซี่ยเสี่ยวหัวเราะแห้งแล้ง "ที่แท้ค่าตัวหนูก็สูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ตั้งหลายล้านเลยนะแม่ คนนั้นคงอายุสักสี่สิบห้าสิบ แล้วก็อ้วนฉุ หัวล้าน ตัวเตี้ย ตัวดำ แถมยังเคยหย่าเมียมีลูกติดด้วยใช่ไหมล่ะ สเปคแบบนี้แม่ถึงรีบมาขายหนู"
"พูดจาบัดสี หน้าตาดีมันกินเข้าไปได้เสียที่ไหน คนเป็นเถ้าแก่เขาก็หุ่นแบบนั้นกันทั้งนั้นแหละ ดูมีราศีจะตาย เขาสูงพอๆ กับแกนั่นแหละ ขาวอวบดูมีโหงวเฮ้งดี แถมยังหนุ่มแน่น อายุเพิ่งจะสี่สิบต้นๆ แค่หย่ากับเมียเก่าแล้วมีลูกสาวติดมาสองคน ถ้าแกแต่งเข้าไปแล้วมีลูกชายให้เขาได้ สมบัติมหาศาลของเขาก็จะตกเป็นของแกหมด เขาบอกด้วยว่าจะให้น้องชายกับลูกพี่ลูกน้องแกไปช่วยดูแลกิจการร้านเกมกับร้านอินเทอร์เน็ตให้ สบายกันทั้งบ้านเลยนะ" แม่เซี่ยบรรยายสรรพคุณด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ทว่าสีหน้าของเซี่ยเสี่ยวกลับเย็นชาลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ขอบตาของเธอร้อนผ่าวด้วยความอัดอั้น "ยังไงหนูก็ไม่แต่ง แม่เลิกคิดจะบังคับหนูได้เลย"
เธอสูงแค่ร้อยหกสิบเซนติเมตร ส่วนผู้ชายคนนั้นทั้งแก่คราวพ่อ ทั้งเตี้ยม่อต้อ แถมยังเคยหย่ามีลูกติด แต่เพราะเขามีเงิน เพราะเขาทุ่มสินสอดไม่อั้น แม่ถึงได้อยากจะใส่พานถวายเธอให้เขาจนตัวสั่น
"เสี่ยวเสี่ยว นี่แกเรียนจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง เงินเดือนแกแค่นิดเดียว แต่ถ้าแต่งงานกับเสี่ยใหญ่ แกจะสบายไปทั้งชาติเลยนะ ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานงกๆ แบบนี้ เรื่องวาสนาดีๆ แบบนี้คนอื่นเขาแย่งกันแทบตาย ถ้าไม่ใช่เพราะเขาถูกใจหน้าตาแก แกคิดว่าจะถึงคิวแกเหรอ" แม่เซี่ยเริ่มร้อนรนจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พ่นคำพูดเสียดแทงจิตใจออกมาสารพัด ทั้งยังพร่ำบอกว่าเสียใจที่ส่งเสียให้ลูกสาวเรียนสูงๆ จนปีกกล้าขาแข็ง ไม่เชื่อฟังคำสั่งแม่
"ยังไงหนูก็ไม่แต่ง!" เซี่ยเสี่ยวตะคอกกลับ "ถ้าแม่เห็นแก่เงินขนาดนั้น ถึงขั้นจะขายลูกกินเพื่อแลกเงิน หนูแนะนำทางออกให้นะ อาหยงหน้าตาก็ดีเหมือนกันนี่ ก่อนหน้านี้แม่เคยโม้ว่ามีเศรษฐีนีมาถูกใจเขาไม่ใช่เหรอ ถ้าเขายอมไปเป็นแมงดาเกาะผู้หญิงกิน เขาก็สบายไปทั้งชาติเหมือนกัน ไม่ต้องมาเบียดเบียนพี่สาวแบบนี้"
พูดจบเซี่ยเสี่ยวก็หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า การพูดจาเชือดเฉือนทำร้ายจิตใจคนในครอบครัว ตัวเธอเองก็เจ็บปวดราวกับมีมีดมากรีดหัวใจไม่แพ้กัน
แต่ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัด และเธอทนมามากเกินพอแล้ว
"เสี่ยวเสี่ยว! ทำไมแกถึงพูดจาชั่วช้าสารเลวแบบนี้ แกนี่มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ที่แม่ทำไปก็เพราะหวังดีกับแกนะ แกสัญญากับแม่เดี๋ยวนี้ว่าจะกลับมาแต่งงาน แล้วแม่จะไม่ถือสาหาความเรื่องที่แกพูดเมื่อกี้ ไม่อย่างนั้นแม่จะบุกไปหาแกที่มหาวิทยาลัย แล้วก็จะไปประจานที่บริษัทแกด้วย อย่าหาว่าแม่ใจดำก็แล้วกัน ผู้หญิงเราสุดท้ายก็ต้องแต่งงานทั้งนั้น ที่ฉันให้แกเรียนสูงๆ ก็เพื่อให้แกอัปเกรดตัวเองไปแต่งกับคนรวยๆ ไม่ใช่หรือไง"
คำขู่ของแม่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนน่ากลัว "งั้นแม่ก็ไปอาละวาดให้พอใจเลย เอาให้ลงหนังสือพิมพ์ ออกทีวี ให้คนทั้งโลกรู้ไปเลยว่าแม่บังคับลูกสาวที่เพิ่งเรียนจบให้หาเงินสองแสนมาให้น้องชายแต่งเมีย พอไม่มีให้ก็บังคับขายลูกสาวให้เสี่ยแก่คราวพ่อเพื่อไปเป็นแม่เลี้ยงลูกชาวบ้าน เอาให้เรื่องมันใหญ่โตวินาศสันตะโรไปเลยนะ แล้วหนูจะได้ไม่ต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป อยู่ไปก็ไร้ความหมายสิ้นดี!"
สิ้นเสียงตวาด เซี่ยเสี่ยวก็กดตัดสายทิ้งทันที มือที่กำโทรศัพท์สั่นระริก เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นน้ำตา แล้วก้าวเท้าฉับๆ รีบเดินผ่านไซต์งานก่อสร้างเพื่อไปทางบริษัทด้วยความเร็วสูง หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความโกรธ
"ระวัง!!!"
เสียงตะโกนดังลั่นแหวกอากาศเข้ามาในโสตประสาท เซี่ยเสี่ยวชะงัก ยังไม่ทันจะได้เงยหน้ามองหรือตอบสนองอะไร ความเจ็บปวดรุนแรงก็ปะทะเข้าที่ศีรษะอย่างจัง เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับ
โครม!
"แย่แล้ว! มีคนตาย!"
"รีบเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า!"
เสียงโวยวายรอบตัวเริ่มห่างออกไปทุกที วิญญาณของเซี่ยเสี่ยวล่องลอยออกจากร่างอย่างแผ่วเบา เธอลอยค้างอยู่กลางอากาศ ก้มลงมองร่างของตัวเองที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่บนพื้นถนนคอนกรีต ดวงตาปิดสนิท ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก ราวกับเธอกลายเป็นเพียงผู้ชมละครฉากหนึ่ง
นี่เธอ... ตายแล้วจริงๆ หรือเนี่ย
ปากพาซวยแท้ๆ เพิ่งจะพูดประชดแม่ไปหยกๆ ว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ก็โดนหินหล่นใส่หัวตายทันที พระเจ้าช่างเล่นตลกได้โหดร้ายเหลือเกิน เซี่ยเสี่ยวรู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก วัยเยาว์อันสดใสที่เพิ่งจะผลิบาน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตที่เฝ้ารอ อุดมการณ์และความทะเยอทะยานที่เพิ่งจะเริ่มต้น ทั้งหมดถูกทำลายลงจนย่อยยับด้วยหินเพียงก้อนเดียว
ไม่รู้ว่าถ้าคนในครอบครัวรู้ข่าวการตายของเธอ จะเสียใจบ้างไหม จะหลั่งน้ำตาให้เธอสักหยดหรือเปล่า หรืออาจจะเสียใจแค่ว่า... บ่อเงินบ่อทองของพวกเขาได้พังทลายลงไปเสียแล้ว
ความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจผสมปนเปไปกับความรู้สึกหลุดพ้นอย่างประหลาด เซี่ยเสี่ยวและดวงวิญญาณของเธอค่อยๆ เลือนหายไป เจือจางลงท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ยังคงสาดส่องอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ลาก่อน... โลกใบนี้
[จบบท]