บทที่ 101: เพื่อนบ้าน
หวังหงสวนกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจทันที “กัวอวี้เฟิ่ง เธอหมายความว่ายังไง พูดออกมาให้เคลียร์นะ ฉันไปแย่งงานของหลี่เหวินจวนตอนไหน ทางโรงงานเขาให้ฉันบรรจุเป็นพนักงานประจำก็เพราะความขยันและฝีมือของฉันต่างหาก หลี่เหวินจวนทำมาตั้งกี่ปีก็ยังไม่ได้บรรจุ จะมาโทษฉันได้ยังไง”
“เหอะ! ใครบ้างจะไม่รู้ว่าลูกสาวเธอคบหาอยู่กับหัวหน้าโรงงาน เธอเข้าทำงานทีหลังเหวินจวนตั้งนาน เธอมีผลงานอะไรมาแซงหน้าเหวินจวนได้ไม่ทราบ”
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกัวอวี้เฟิ่งกับหวังหงยืนเท้าสะเอวเถียงกันหน้าดำหน้าแดง หลี่เหวินจวนพยายามจะเข้าไปห้ามทัพแต่ก็ดูเหมือนน้ำเชี่ยวขวางเรือไม่ไหว จังหวะนั้นเองหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับส่งเสียงดุ
“พอได้แล้ว จะเอะอะโวยวายกันทำไม มีอะไรไม่พอใจก็ไปร้องเรียนกับหัวหน้าโรงงานโน่น”
เมื่อเห็นผู้มาเยือน กัวอวี้เฟิ่งกับหวังหงก็จำต้องสงบปากสงบคำลง หวังหงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าห้องแล้วกระแทกประตูเสียงดังปังใส่หน้าทุกคน
เซี่ยเสี่ยวสังเกตเห็นปลอกแขนสีแดงที่ติดอยู่บนแขนเสื้อของหญิงวัยกลางคนผู้นั้น ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการชุมชน ซึ่งในยุคสมัยนี้บรรดาป้าๆ คณะกรรมการชุมชนถือเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอำนาจไม่น้อยเลยทีเดียว
“สันดาน...”
ป้าคณะกรรมการชุมชนปรายตามองไปทางประตูห้องของหวังหงด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะหันมามองเซี่ยเสี่ยวแล้วเอ่ยทัก “นี่ลูกสาวคนโตบ้านเซี่ยใช่ไหม”
“ใช่ค่ะหัวหน้าหลี่ นี่ลูกสาวคนโตของฉันเอง เพิ่งกลับจากชนบทมาเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่ค่ะ” หลี่เหวินจวนรีบแนะนำลูกสาว
เซี่ยเสี่ยวถึงกับลอบปาดเหงื่อในใจ ทำไมชีวิตเธอถึงวนเวียนอยู่กับคนแซ่หลี่เยอะขนาดนี้ แม่ของเธอก็แซ่หลี่ หลี่เชิ่งเหม่ยที่หมู่บ้านก็แซ่หลี่ มาถึงในเมืองหัวหน้าคณะกรรมการชุมชนก็ยังแซ่หลี่ แถมยังเรียกว่าหัวหน้าหลี่เหมือนกันอีก
“สวัสดีค่ะหัวหน้าหลี่” เซี่ยเสี่ยวยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม
“อืม... ไม่เลวเลยนี่ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราใช้ได้” หัวหน้าหลี่พยักหน้าพึงพอใจพลางสำรวจเด็กสาวตรงหน้า “ตั้งใจทำงานล่ะ ไว้มีโอกาสกลับเข้าเมืองเมื่อไหร่ ฉันจะแนะนำผู้ชายดีๆ ให้”
เซี่ยเสี่ยวได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับคำ หลี่เหวินจวนจึงรีบเอ่ยตัดบท “ขอบคุณหัวหน้าหลี่มากนะคะที่ช่วยมาไกล่เกลี่ยให้”
หัวหน้าหลี่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไรหรอก ช่วงนี้แม่หวังหงทำตัวกร่างเกินไปจริงๆ ถ้าไม่ปรามเสียบ้าง ต่อไปคงยิ่งกำเริบ”
กัวอวี้เฟิ่งรีบเสริมขึ้นมาทันที “นั่นสิคะ เผลอๆ อาจจะกำลังเล็งตำแหน่งในคณะกรรมการชุมชนอยู่ก็ได้”
เซี่ยเสี่ยวเพิ่งจะเข้าใจตื้นลึกหนาบางก็ตอนนี้เอง มิน่าล่ะหวังหงถึงได้ดูวางก้ามหนักหนา ที่แท้ก็ทะเยอทะยานอยากจะเข้าไปมีบทบาทในคณะกรรมการชุมชนนี่เอง และดูจากท่าทีของหัวหน้าหลี่แล้ว ก็คงจะไม่ชอบหน้าหวังหงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
“ช่างเถอะน่าอวี้เฟิ่ง” หลี่เหวินจวนส่ายหน้าเบาๆ ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย “ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าก็ยังมีโอกาส”
กัวอวี้เฟิ่งเบะปาก “ปีหน้าเหรอ ใครจะไปรู้ว่าแม่นั่นจะหาเรื่องกลั่นแกล้งอะไรอีกหรือเปล่า”
หลังจากแม่ลูกเดินกลับเข้ามาในห้องพัก เซี่ยเสี่ยวก็ได้รู้ความจริงทั้งหมด สาเหตุที่แม่พลาดโอกาสบรรจุเป็นพนักงานประจำทั้งที่เป็นตัวเต็งมาตลอด ก็เพราะถูกหวังหงปาดหน้าเค้กไป
ครอบครัวของหวังหงกับครอบครัวเซี่ยอาศัยอยู่ใกล้กัน แถมยังมีคนงานโรงงานทอผ้าพักอยู่ในละแวกนี้อีกหลายคน ทุกคนต่างรู้เช่นเห็นชาติหวังหงดี เดิมทีหวังหงไม่ได้ทำงานโรงงาน เป็นเพียงแม่บ้านที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงอะไร แต่เพราะลูกสาวสอบติดมหาวิทยาลัยและกำลังคบหาดูใจกับระดับหัวหน้าในโรงงานทอผ้า หวังหงเลยได้เส้นสายฝากเข้ามาเป็นพนักงานชั่วคราว
หวังหงเข้ามาทำงานทีหลังหลี่เหวินจวนตั้งสองปี แต่ประจวบเหมาะกับช่วงที่หลี่เหวินจวนตั้งท้องเซี่ยหัวโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าแม่จะกัดฟันทำงานหนักเหมือนปกติไม่เคยขาดตกบกพร่อง แต่ตำแหน่งพนักงานดีเด่นประจำปีก็ตกไปเป็นของหวังหง และโควตาบรรจุพนักงานประจำใบเดียวใบนั้นก็กลายเป็นของหวังหงไปโดยปริยาย
ตอนนี้หวังหงได้เป็นพนักงานประจำ กินเงินเดือนหลวงอย่างมั่นคง ส่วนหลี่เหวินจวนยังคงต้องก้มหน้าทำงานในฐานะลูกจ้างชั่วคราวต่อไป
ลึกๆ แล้วหลี่เหวินจวนก็รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่จะไปจับผิดอะไรหวังหงก็ทำไม่ได้เต็มปาก จะโทษลูกชายคนเล็กที่เกิดมาผิดจังหวะก็ไม่ใช่เรื่อง อีกอย่างตอนนี้ครอบครัวเราก็ไม่มีกำลังพอจะไปงัดข้อกับใครได้ เธอจึงต้องอดทนเพื่อรักษาเก้าอี้ทำงานเอาไว้ เพราะลำพังรายได้ของสามีกับสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง ครอบครัวยังต้องพึ่งพาค่าแรงของเธอมาจุนเจือ
“แม่ไม่ต้องคิดมากนะคะ ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าก็ยังมี หรือถ้าปีหน้าไม่ได้ ปีถัดไปก็ต้องเป็นของแม่แน่ๆ” เซี่ยเสี่ยวบีบมือแม่เพื่อให้กำลังใจ
“ถ้าได้เป็นพนักงานประจำ เงินเดือนก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายหยวน สวัสดิการก็มั่นคงกว่า ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนเลิกจ้างวันไหนแบบนี้” หลี่เหวินจวนถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่โดนไล่ออกหรอกค่ะ” เซี่ยเสี่ยวยืนยันเสียงหนักแน่น อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ และเธอเองก็จะไม่มีวันปล่อยให้ครอบครัวต้องลำบากแน่นอน
เซี่ยชุนหรงกางโต๊ะพับออกมาวางกลางห้อง บนโต๊ะมีกับข้าววางเรียงราย แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูผักอย่างเต้าหู้ผัด ผัดถั่วงอก และไข่เจียวใส่กุยช่าย แต่นี่ก็นับว่าเป็นมื้ออาหารที่หรูหรามากแล้วสำหรับยุคสมัยนี้
เซี่ยหัวในวัยสองขวบเริ่มตักข้าวกินเองได้แล้ว หลี่เหวินจวนคีบเต้าหู้นิ่มๆ ใส่ชามให้ลูกชายคนเล็ก เจ้าตัวน้อยก็เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
เซี่ยเสี่ยวลองชิมฝีมือปลายจวักของแม่แล้วก็ต้องพยักหน้ายอมรับ รสมือของหลี่เหวินจวนอร่อยไม่แพ้ป้าเจิ้งเลยทีเดียว
“ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือแม่ตั้งหลายปี กินเยอะๆ นะลูก” หลี่เหวินจวนคีบไข่เจียวชิ้นโตใส่ลงในชามของลูกสาวคนโต
เซี่ยเสี่ยวยิ้มกว้างจนตาหยี “ค่ะ กับข้าวแม่ทำอร่อยที่สุดในโลกเลย”
คำชมของลูกสาวทำเอาคนเป็นแม่ยิ้มแก้มปริ...
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลไปด้วยความอบอุ่น เซี่ยเสี่ยวรู้สึกประทับใจความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้มาก แม้ว่าพ่อกับแม่จะดูให้ความสำคัญกับพี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กเป็นพิเศษตามค่านิยมยุคสมัย แต่พวกท่านก็ดูแลลูกสาวทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ได้มีนิสัยเหยียดเพศหญิงหรือกดขี่ลูกสาวเหมือนบางบ้าน
ถ้าพ่อกับแม่เป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึที่เห็นลูกสาวเป็นแค่คนนอก ป่านนี้เธอและน้องๆ คงไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือกันแล้ว ยิ่งมองดูพ่อกับแม่ เซี่ยเสี่ยวก็ยิ่งรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้มาอยู่ในครอบครัวที่จิตใจดีงามแบบนี้
หลังจากทานข้าวเสร็จ ทุกคนก็นั่งล้อมวงคุยสัพเพเหระ เซี่ยเสี่ยวนั่งฟังเรื่องราวความเป็นไปของทางบ้านอย่างตั้งใจ ซึมซับบรรยากาศที่ขาดหายไปนาน
ช่วงบ่าย เซี่ยชุนหรงรับอาสาพาเซี่ยเสี่ยวออกไปเดินเล่นแถวๆ นั้น โดยมีน้องสาวตัวน้อยๆ เดินตามเป็นพรวน รวมถึงเจ้าตัวเล็กขี้แยอย่างเซี่ยหัวที่ร้องตามจะไปด้วย
เมือง S เจริญรุ่งเรืองสมคำร่ำลือ แม้จะเป็นในยุค 60 แต่ความศิวิไลซ์ก็ทิ้งห่างเมืองเล็กๆ หรือชนบทแบบไม่เห็นฝุ่น ตอนนี้ยังไม่เข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์รุนแรง ผู้คนในเมืองยังพอจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสบ้าง แตกต่างจากในทีมการผลิตที่ชาวบ้านต้องทำงานตากแดดตากลม สวมใส่แต่เสื้อผ้าสีทึมๆ เพื่อความทะมัดทะแมง
แต่ถึงอย่างนั้น โทนสีหลักของยุคนี้ก็ยังหนีไม่พ้น เทา น้ำเงิน และเขียว เพียงแต่ชาวเมือง S รู้จักการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่ดูทันสมัยกว่าที่อื่น
ตอนนี้ขบวนการ “สี่สะอาด” หรือการกวาดล้างสี่ประการ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้วกำลังเข้มข้น ในชนบทเน้นตรวจสอบเรื่องบัญชี โกดัง ทรัพย์สิน และคะแนนงาน ส่วนในเมืองและชนบทก็เริ่มขยายวงกว้างไปสู่การตรวจสอบแนวคิด การเมือง องค์กร และเศรษฐกิจ
เบื้องบนลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง เจ้าหน้าที่นับล้านถูกส่งกระจายกำลังลงพื้นที่เพื่อปฏิวัติสังคม ในเมืองใหญ่มีการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต การเก็งกำไร และความฟุ่มเฟือย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรรมกรและชาวนาเป็นอย่างดี
ด้วยสถานการณ์แบบนี้ การจะลักลอบค้าขายในตลาดมืดจึงเป็นเรื่องยากและอันตรายมาก เซี่ยเสี่ยวรู้สึกโล่งใจที่ตัดสินใจไม่ฝากของไปให้เกาเจี้ยซิงช่วยขาย ไม่อย่างนั้นทั้งเก๋อไล่จื่อและเกาเจี้ยซิงอาจจะเดือดร้อนได้
สัญญาณของยุคแห่งความโกลาหลเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ อีกไม่เกินสองปี พายุลูกใหญ่ทางการเมืองก็จะโหมกระหน่ำอย่างเต็มรูปแบบ
ตกดึก การจัดสรรที่นอนในห้องแคบๆ ก็เริ่มขึ้น หลี่เหวินจวนนอนกับสามี เซี่ยชุนหรงนอนกับน้องชายคนเล็ก เซี่ยจิ้งนอนเบียดกับเซี่ยหง ส่วนเซี่ยเสี่ยวได้นอนคู่กับเซี่ยหลิน
เตียงนอนแบบสองชั้นถูกกั้นด้วยผ้าม่านเพื่อความเป็นส่วนตัว เซี่ยเสี่ยวนอนอยู่ชั้นบนกับน้องสาว ฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนในครอบครัว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ มันทั้งแปลกใหม่และชวนให้คิดอะไรหลายอย่างจนข่มตาหลับไม่ลง
เมื่อแน่ใจว่าทุกคนหลับสนิทแล้ว เซี่ยเสี่ยวนอนมองเพดานมืดๆ พลางขบคิดแผนการในหัว
เธออยากจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของที่บ้านให้ดีขึ้นกว่านี้ คิดไปคิดมา การให้เงินน่าจะเป็นวิธีที่เนียนและมีประโยชน์ที่สุด ขาดเหลืออะไรพวกท่านจะได้ไปหาซื้อเอาเอง
แต่จะให้เยอะเกินไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะสงสัยเอาได้ว่าไปเอาเงินมาจากไหน อีกอย่างเธอจะอยู่ที่นี่อีกแค่ห้าวัน เซี่ยเสี่ยววางแผนว่าพรุ่งนี้จะอาศัยข้ออ้างไปจ่ายตลาด หาทางเอาเนื้อสัตว์ออกมาให้ที่บ้านได้กินกันเต็มคราบสักมื้อ
[จบบท]