บทที่ 105: ความขัดแย้ง
บรรยากาศภายในห้องโถงกลางของบ้านตระกูลเซี่ยเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้จะเป็นวันมงคลแต่สีหน้าของแม่เฒ่าเซี่ยกลับดูเคร่งขรึม เธอจ้องมองลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยแววตาที่ผ่านโลกมามาก ก่อนจะเอ่ยปากระบายความในใจที่สั่งสมมานาน น้ำเสียงของเธอแม้จะไม่ตะคอกแต่ก็หนักแน่นจนคนฟังต้องก้มหน้า
“แม่กับพ่อแกให้กำเนิดลูกชายสามคน ลูกสาวสามคน แน่นอนว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ย่อมหวังให้ลูกได้ดีมีอนาคต เป่ากั๋วรักเรียนมาตั้งแต่เด็ก แม่กับพ่อก็กัดฟันส่งเสียให้เขาได้ร่ำเรียน ส่วนแกกับเว่ยกั๋วน่ะไม่เอาถ่าน ไม่ชอบเรียนหนังสือ งานโรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่แกทำอยู่นั่น พ่อแกก็เป็นคนไปไหว้วานเพื่อนฝูงฝากฝังให้แกเข้าไปทำ ถือว่าแกโชคดีที่เข้าไปถูกจังหวะ ทำไม่ถึงสองปีก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ส่วนพ่อแกตอนนั้นยังทำงานอยู่โรงไฟฟ้า ร่างกายเขาก็เริ่มไม่ไหว พอดีกับที่เว่ยกั๋วเรียนจบออกมา ก็เลยให้เว่ยกั๋วรับช่วงต่องานของพ่อไป”
แม่เฒ่าเซี่ยหยุดพักหายใจเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ลูกหลานนั่งกันอยู่พร้อมหน้า ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความน้อยใจ
“ตอนนี้พวกแกโตๆ กันหมดแล้ว จะแต่งงานแต่งการ แม่กับพ่อก็พยายามเก็บหอมรอมริบหาเงินมาช่วยพวกแกแต่งเมีย ส่วนเรื่องบ้าน... บ้านเราก็มีแค่ลานเล็กๆ เท่านี้ เจ้าสามกับเมียพอแต่งงานกันแล้วก็ยื่นเรื่องขออยู่หอพัก ไม่ได้มาเบียดเบียนที่บ้าน เจ้ารองกับเมียเขาก็มีบ้านพักสวัสดิการที่หน่วยงานจัดสรรให้ พวกแกเองจริงๆ ก็มีหอพักของตัวเอง แต่กลับเลือกที่จะมาแออัดอยู่กับคนแก่สองคนในบ้านหลังนี้ แถมยังทำตัวเหมือนรอให้พ่อแม่คอยปรนนิบัติอีก ถ้าจะมาหาว่าแม่ลำเอียง ก็คงต้องบอกว่าลำเอียงรักลูกคนโตมากที่สุดนั่นแหละ ถ้าพวกแกไม่อยากอยู่กับคนแก่สองคนนี้ ก็ย้ายไปอยู่หอพักโรงงานเสีย แม่กับพ่ออยู่กันสองตายายได้ ไม่เหงาหรอก แถมยังสบายใจกว่าด้วย”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วได้ยินแม่พูดตัดพ้อเช่นนั้นก็หน้าเสีย รีบหันไปมองจ้าวเสี่ยวหลานผู้เป็นภรรยาด้วยสายตาตำหนิ สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้ากลางวงญาติพี่น้อง โดยเฉพาะเมื่อน้องชายและน้องสะใภ้ก็นั่งฟังอยู่ด้วย
“พ่อครับ แม่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ผมเป็นลูกคนโต การเลี้ยงดูพ่อแม่มันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผมอยู่แล้ว”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วรีบแก้ตัวพลางส่งสายตาคาดโทษไปทางจ้าวเสี่ยวหลาน ในใจก็นึกโมโหภรรยาตัวเองไม่น้อย นี่มันวันตรุษจีนแท้ๆ กลับมาสร้างเรื่องขัดแย้งต่อหน้าพี่น้องจนบรรยากาศเสียไปหมด
แม่เฒ่าเซี่ยไม่ได้สนใจคำแก้ตัวของลูกชายคนโต สายตาของเธอจดจ้องไปที่เขาอย่างรู้ทัน ก่อนจะพูดเจาะจงลงไปถึงต้นตอของปัญหา
“งานที่โรงไฟฟ้าที่เว่ยกั๋วทำอยู่ มันเป็นงานที่รับช่วงต่อมาจากมือพ่อแก นั่นก็ถือว่าเป็นของเว่ยกั๋วเขา ในเมื่อตอนนี้ขาของเว่ยกั๋วเจ็บจนทำงานไม่ได้ งานนี้ก็สมควรตกทอดไปถึงอาหรง พ่อส่งต่อให้ลูก มันเป็นเรื่องสืบทอดกันตามสายเลือด ไม่ใช่สิ่งที่บ้านใหญ่ของพวกแกจะมานั่งจดจ้องอยากได้ เว่ยกั๋วน่ะลูกเต้าก็เยอะแยะ ความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาลำบากแค่ไหนพวกแกก็รู้ ถ้าอาหรงไม่ได้รับช่วงต่องานนี้ จะให้พวกเขาเอาอะไรกินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนทั้งบ้าน เว่ยกั๋วน่ะเป็นน้องชายที่พวกแกเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตอนเด็กๆ พวกแกก็รักใคร่เอ็นดูน้องดี ตอนที่เว่ยกั๋วรับงานต่อจากพ่อ พวกแกก็ไม่ได้คัดค้านอะไร แล้วทำไมตอนนี้พอน้องมันเจ็บตัวทำงานไม่ได้ พวกแกกลับตาลุกวาวอยากได้งานของน้องมันขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
พอแม่พูดจบ เซี่ยเป่ากั๋ว น้องรองที่นั่งเงียบอยู่ก็รีบออกตัวทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
“แม่ ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะครับ” เขาทำงานในสำนักหนังสือพิมพ์ ชีวิตความเป็นอยู่มั่นคงดี จึงไม่เคยคิดจะแย่งงานน้องชายหรือหลานชาย
เซี่ยเจี้ยนกั๋วหันขวับไปถลึงตาใส่จ้าวเสี่ยวหลานอย่างดุดัน เขากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่เฒ่าเซี่ยก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่งที่ค้างคาใจ
“เจ้าเสียงกับเจ้าเยี่ยนก็ทำงานอยู่ในโรงงานเฟอร์นิเจอร์กันหมดแล้ว ขอแค่พวกแกขยันขันแข็ง อีกหน่อยก็มีโอกาสได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเองนั่นแหละ ตอนนั้นเสี่ยวเฟยเรียนเก่งหัวดี แม่ก็หวังอยากให้พวกแกส่งเสียหลานให้เรียนต่อ ส่วนเจ้าเยี่ยนน่ะหัวขี้เลื่อยเรียนหนังสือไม่เข้าหัว โควตาไปชนบทน่ะสมควรจะให้เจ้าเยี่ยนไป แต่พวกแกกลับลำเอียงส่งเสี่ยวเฟยไปแทน ถ้ายอมให้เสี่ยวเฟยเรียนต่อ ป่านนี้หลานคงได้เรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว”
คำพูดของแม่เฒ่าเซี่ยเหมือนหมัดหนักที่ชกเข้ากลางใจดำ ทั้งเซี่ยเจี้ยนกั๋วและจ้าวเสี่ยวหลานต่างพากันใบ้กิน เถียงไม่ออกสักคำ พวกเขามีลูกสามคน ชายหนึ่ง หญิงสอง ถ้าเทียบกับลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กที่ปากหวานช่างอ้อนแล้ว ลูกสาวคนรองอย่างเซี่ยเฟยเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่ค่อยน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาพ่อแม่ เมื่อทางการมีนโยบายให้ลูกหลานคนหนึ่งต้องลงชนบท พวกเขาจึงตัดสินใจส่งเซี่ยเฟยไปรับกรรมแทน นั่นทำให้ลูกสาวคนรองเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ตั้งแต่จากบ้านไปหลายปีไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่เคยส่งกลับมา
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวที่นั่งเงียบๆ ฟังอยู่ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวความขัดแย้งในครอบครัวได้จนครบถ้วน งานโรงไฟฟ้าของพ่อเธอเป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ แต่พ่อดันโชคร้ายขาหักพิการในช่วงปี 60 จนทำงานต่อไม่ได้
ทางบ้านเธอจึงตัดสินใจให้พี่ชายคนโตอย่างเซี่ยชุนหรงมารับช่วงต่อ แต่ป้าสะใภ้ใหญ่กลับไม่พอใจ มองว่างานนี้เดิมทีเป็นของปู่ ถ้าพ่อเธอทำไม่ได้ ก็ควรจะตกเป็นของหลานชายคนโตของตระกูลอย่าง ‘เซี่ยเสียง’ ลูกชายของป้าสะใภ้สิ เพราะยังไงเซี่ยเสียงก็เป็นหลานชายคนโตของปู่
แน่นอนว่าแม่ของเธอย่อมไม่ยอม งานนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของครอบครัว ถ้าเสียไป ครอบครัวเธอจะอยู่อย่างไร เรื่องนี้จึงกลายเป็นชนวนเหตุให้ทั้งสองบ้านมีปากเสียงกัน
ส่วนปู่กับย่านั้นเลือกที่จะเข้าข้างครอบครัวเธอ สนับสนุนให้พี่ชายคนโตรับงานต่อ นั่นยิ่งทำให้ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่พอใจหนักเข้าไปอีก หาว่าปู่กับย่าลำเอียงรักลูกหลานไม่เท่ากัน
พี่น้องตระกูลเซี่ยต่างแยกครอบครัวกันไปหมดแล้ว ลุงใหญ่เป็นช่างเทคนิคในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ทำงานที่เดียวกับป้าสะใภ้ใหญ่ ลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กของลุงใหญ่ก็ทำงานที่นั่นด้วย แต่ปัญหาคือ มีแค่ลุงใหญ่คนเดียวที่เป็นพนักงานประจำ ส่วนป้าสะใภ้และลูกๆ อีกสองคนเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว
ด้วยเหตุนี้ ป้าสะใภ้ใหญ่ถึงได้จ้องตาเป็นมัน อยากให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองได้งานโรงไฟฟ้าของพ่อเธอ เพราะนั่นหมายถึงการได้เป็นพนักงานประจำทันที นางอ้างความชอบธรรมว่างานนี้สืบทอดมาจากปู่ ดังนั้นหลานชายคนโตอย่างเซี่ยเสียงจึงควรมีสิทธิ์
ลุงใหญ่มีลูกสามคน คนโตคือเซี่ยเสียง คนรองคือเซี่ยเฟย และคนเล็กคือเซี่ยเยี่ยน
ส่วนลุงรองก็มีลูกสามคนเหมือนกัน คนโตคือเซี่ยเหวิน แล้วก็มีฝาแฝดชายหญิงคือเซี่ยเว่ยกับเซี่ยคัง
เมื่อเทียบกันแล้ว บ้านของเซี่ยเสี่ยวมีลูกเยอะที่สุด นอกจากพี่ใหญ่เซี่ยชุนหรงกับเธอแล้ว ยังมีน้องสาวอีกสามคนและน้องชายคนเล็กอย่างอาหยง รวมทั้งหมดหกคน
ในยุคสมัยนี้ การจะได้เป็นพนักงานประจำนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างชั่วคราวกันทั้งนั้น การแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งงานดุเดือดเลือดพล่าน เซี่ยเสี่ยวพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมป้าสะใภ้ใหญ่ถึงมีความคิดแบบนั้น แต่การกระทำของนางก็ออกจะไร้น้ำใจไปหน่อย ถ้าครอบครัวของเธอไม่ได้งานนี้ไป คงอดตายกันทั้งบ้านแน่ๆ
จากบทสนทนาเมื่อครู่ ทำให้รู้ว่าเซี่ยเฟย พี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนรองของบ้านลุงใหญ่ จริงๆ แล้วเรียนเก่งมาก ได้เรียนถึงชั้นมัธยมปลายและมีแววว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่สุดท้ายพ่อแม่กลับเลือกเก็บพี่ชายและน้องสาวไว้ แล้วส่งเธอไปลำบากในชนบทแทน ความคับแค้นใจนี้ทำให้เธอตัดขาดจากครอบครัวไปเลย
คาดว่าป้าสะใภ้ใหญ่คงจะกรอกหูลูกๆ อยู่ทุกวันว่าปู่ย่าลำเอียง ทำให้เซี่ยเสียงกับเซี่ยเยี่ยนสนิทสนมกับทางบ้านยายมากกว่า ไม่ค่อยมาสุงสิงหรือให้ความเคารพปู่ย่าเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกปมที่ทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ไม่พอใจ
สุดท้ายแล้ว หน้าที่ทำอาหารมื้อสำคัญก็ตกเป็นของเซี่ยเสี่ยว ส่วนหลี่เหวินจวน จ้าวเสี่ยวหลาน และหวังจิ้นอิง ช่วยกันปั้นขนมเข่งกับบัวลอย
จนกระทั่งถึงเวลาใกล้จะตั้งโต๊ะอาหาร เซี่ยเสียงกับเซี่ยเยี่ยนก็ยังไม่โผล่หัวมา เซี่ยเจี้ยนกั๋วกับจ้าวเสี่ยวหลานเริ่มนั่งไม่ติด ร้อนรนกระวนกระวาย ยิ่งวันนี้เพิ่งจะมีเรื่องขัดแย้งกันหมาดๆ ปู่กับย่ากำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าหลานตัวดีสองคนยังไม่กลับมาอีก มีหวังไฟแห่งความโกรธได้ลุกโชนขึ้นมาอีกรอบแน่
ยิ่งวันนี้เป็นวันสิ้นปี มื้อเย็นคือมื้อรวมญาติที่สำคัญที่สุด ถ้าลูกๆ ของพวกเขาไม่มาร่วมโต๊ะ มันจะดูไม่งามและเสียมารยาทอย่างรุนแรง
เซี่ยเจี้ยนกั๋วสะกิดแขนเสื้อจ้าวเสี่ยวหลานยิกๆ กระซิบเสียงเครียด “ทำไมเจ้าเสียงกับเจ้าเยี่ยนยังไม่กลับมาอีก คุณรีบออกไปตามหาลูกเร็วเข้า”
จ้าวเสี่ยวหลานหันมาแหวใส่เสียงขุ่น “ทำไมคุณไม่ไปตามเองล่ะ ตอนที่ลูกมันจะออกไป คุณก็ไม่ได้ห้ามสักคำนี่”
“รีบไปตามกลับมาเถอะน่า ขืนชักช้า เดี๋ยวพ่อกับแม่จะยิ่งโกรธไปกันใหญ่” เซี่ยเจี้ยนกั๋วกดเสียงต่ำ เร่งเร้าภรรยา
จ้าวเสี่ยวหลานถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “เออๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ ไอ้ลูกเวรพวกนี้จริงๆ เลย ไม่รู้ความเอาเสียเลย วันสำคัญขนาดนี้ยังไม่รีบกลับมาอีก”
พอจ้าวเสี่ยวหลานเดินบ่นพึมพำออกไป เซี่ยเจี้ยนกั๋วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางนึกตำหนิลูกในใจว่าช่างไม่รู้กาลเทศะเอาเสียเลย วันนี้น่าจะรีบกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแท้ๆ ตอนนี้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจเหลือเกินที่ต้องนั่งสู้หน้าพ่อแม่และน้องๆ เพียงลำพัง
แม่เฒ่าเซี่ยเปรยขึ้นมาลอยๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ประตู “แกนะแก สอนลูกยังไงให้ไม่มีระเบียบวินัย ปล่อยปละละเลยจนเสียคนหมดแล้ว”
“พวกมันไม่รู้ความจริงๆ ครับแม่” เซี่ยเจี้ยนกั๋วได้แต่ก้มหน้ารับคำ รีบเออออห่อหมกไปตามน้ำ
แม่เฒ่าเซี่ยส่ายหน้าอย่างระอาใจ ไม่พูดอะไรต่ออีก ตอนแรกที่ยอมให้ลูกชายคนโตแต่งกับจ้าวเสี่ยวหลาน ก็เพราะเห็นว่าเป็นคนหัวไว ฉลาดทันคน คิดว่าคนซื่อๆ ทื่อๆ อย่างลูกชายคนโตคงต้องได้เมียแบบนี้ถึงจะประคองครอบครัวรอด
แต่ไปๆ มาๆ จ้าวเสี่ยวหลานกลับฉลาดแกมโกงเกินไป ถ้าความฉลาดนั้นเอาไปใช้กับคนนอกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ครอบครัวก็ถือเป็นเรื่องดี แต่นี่กลับเอามาใช้คิดเล็กคิดน้อย เอาเปรียบคนในครอบครัวตัวเอง นี่คือสิ่งที่แม่เฒ่าเซี่ยรับไม่ได้ที่สุด
“แล้วแต่พวกแกจะใช้ชีวิตกันเถอะ ฉันกับพ่อแกก็แก่ปูนนี้แล้ว ขอแค่อยู่อย่างสงบสุขไปวันๆ ก็พอ ไม่รู้ว่าจะล้มหายตายจากไปวันไหน บ้านหลังนี้เป็นสมบัติที่ปู่แกทิ้งไว้ให้ ตอนนี้มันเป็นสิทธิ์ของฉันกับพ่อแก พวกเราจะยกให้ใครก็ได้ หรือจะขายทิ้ง จะบริจาคให้ใคร มันก็เรื่องของพวกเรา พวกแกไม่ต้องมานอนฝันหวานจดจ้องอยากได้หรอก” แม่เฒ่าเซี่ยเอ่ยตัดบทด้วยความรำคาญใจ
[จบบท]