บทที่ 110: หินพลังงาน
“หยกมันก็คือหินชนิดหนึ่งไม่ใช่หรือไง จะเรียกว่าก้อนหินแล้วมันผิดตรงไหนกันล่ะ” เซี่ยเว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจพลางทำหน้ามุ่ย
“ร้อยหยวน ห้ามต่อราคา”
เจ้าของแผงเอ่ยเสียงแข็ง ท่าทางไม่แยแสลูกค้าแม้แต่น้อย หากไม่ใช่เพราะ เกอเกอ หรือเจ้าก้อนหินในมิติมันร่ำร้องอยากได้ของตรงหน้า เซี่ยเสี่ยวคงไม่เสียเวลามายืนต่อปากต่อคำกับพ่อค้าหน้าเลือดคนนี้แน่
“คุณน้าคะ ที่นี่มันถนนค้าของเก่านะคะ ทุกคนก็มาเดินหาของดีราคาถูกกันทั้งนั้น ถ้าคุณไม่บอกราคา ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าหยกของคุณขายยังไง แล้วอีกอย่าง คุณมั่นใจเหรอคะว่าก้อนนี้ข้างในเป็นหยกจริงๆ?”
เซี่ยเสี่ยวพยายามเจรจา แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำเอาเซี่ยชุนหรงและคนอื่นๆ ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
“ตั้งร้อยหยวน!”
เซี่ยเว่ยแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาทันที “นี่คุณกะจะปล้นกันชัดๆ แค่ห้อนหินก้อนเดียวขายตั้งร้อยหยวน”
“ใช่แล้วพี่เว่ย เราไปกันเถอะ ถนนค้าของเก่าไม่ได้มีร้านนี้ร้านเดียวที่ขายหินสักหน่อย” เซี่ยจิ้งรีบสนับสนุนความคิดพี่สาว พลางดึงแขนเซี่ยเว่ยให้เดินหนี
เงินหนึ่งร้อยหยวนน่ะ เซี่ยเสี่ยวพอจะจ่ายไหวอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ไม่ใช่หินก้อนใหญ่ราคาร้อยหยวนนั่น เธอแค่แกล้งถามราคาเพื่อหยั่งเชิงดูเท่านั้นเอง อีกอย่างถ้าเธอควักเงินร้อยหยวนออกมาจ่ายต่อหน้าพี่ชายอย่างเซี่ยชุนหรง มีหวังได้เกิดเรื่องใหญ่แน่ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ พกเงินร้อยหยวนมาซื้อหินก้อนเดียว มันดูไม่ปกติสักนิด
“แล้วก้อนนี้ล่ะคะ?” เซี่ยเสี่ยวชี้ไปยังเศษหินก้อนเล็กๆ ที่วางระเกะระกะอยู่ข้างๆ หินก้อนที่เจ้าก้อนหินในมิติอยากได้
เจ้าของแผงกวาดสายตามองกลุ่มของเซี่ยเสี่ยวอย่างพิจารณา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เซี่ยเสี่ยวครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญญาจ่ายหรือไม่ หรือจะหลอกฟันกำไรได้มากแค่ไหน
เซี่ยเสี่ยวเตรียมใจไว้แล้วว่าพ่อค้าคงบอกราคาแพงหูฉี่เหมือนก้อนเมื่อกี้ แต่ผิดคาด เมื่อเขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“สิบหยวน ห้ามต่อ”
จากร้อยหยวนลดลงมาเหลือสิบหยวน สัดส่วนราคาที่ต่างกันลิบลับนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวลอบยิ้มในใจ
แต่ถึงอย่างนั้น ในยุคสมัยนี้เงินสิบหยวนก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย การที่เธอจะควักเงินสิบหยวนซื้อก้อนหินธรรมดาๆ กลับบ้านไป คงไม่วายโดนคนบ้านเซี่ยบ่นจนหูชาแน่
เสียงของเจ้าก้อนหินยังคงดังรบเร้าอยู่ข้างหูเธอไม่หยุด “เสี่ยวเสี่ยว ซื้อสิ ซื้อเลย!”
เซี่ยเสี่ยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป
ตอนนี้เธอยังตอบรับคำขอของเจ้าก้อนหินไม่ได้ จึงทำได้เพียงแกล้งเมินเฉยไปก่อน แต่ดูเหมือนเจ้าก้อนหินจะไม่พอใจอย่างแรง มันส่งเสียงโวยวายดังลั่นในหัวของเธอ กลัวว่าจะมีใครมาแย่งซื้อหินก้อนนั้นตัดหน้าไป
เซี่ยเสี่ยวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากแอบเคาะนิ้วลงบนจี้หินเบาๆ เป็นสัญญาณบอกให้มันเงียบเสียงลงหน่อย หนวกหูจะตายอยู่แล้ว
เธอรู้ดีว่าเจ้าก้อนหินดีต่อเธอและมิติแค่ไหน อะไรที่มันอยากได้ เธอก็อยากจะหามาให้มันทั้งนั้น แต่สถานการณ์ตอนนี้ที่มีพี่ชายและญาติๆ ยืนอยู่ด้วย มันไม่สะดวกจริงๆ
แม้เจ้าก้อนหินจะยอมเงียบเสียงลง แต่เซี่ยเสี่ยวก็สัมผัสได้ถึงรังสีความขุ่นเคืองและความร้อนรนของมันได้อย่างชัดเจน
เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครสนใจ เซี่ยเสี่ยวจึงกระซิบเบาๆ “จะรีบไปทำไม เดี๋ยวฉันก็ซื้อให้แล้วน่า”
“จะไม่ให้รีบได้ยังไง ฉันอุตส่าห์เจอ หินพลังงาน เข้าให้แล้ว ถึงมันจะเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ แต่อย่างน้อยก็คือหินพลังงานนะ ยุงตัวเล็กก็ถือเป็นเนื้อเหมือนกัน เธอเข้าใจไหม ถ้าเกิดมีคนตาถึงมาซื้อตัดหน้าไป ฉันจะร้องไห้ให้ดู”
เซี่ยเสี่ยวมุมปากกระตุก พลางกุมขมับด้วยความปวดหัวกับเสียงเจื้อยแจ้วของมัน “รู้แล้วน่า ถึงเสียงเธอจะน่ารัก แต่ช่วยหยุดโวยวายสักทีได้ไหม” เสียงเล็กๆ แหลมๆ นี่มันทำลายโสตประสาทชะมัด
“ฉันไม่สน ถ้าเธอไม่ซื้อให้ฉัน ฉันก็จะโวยวายอยู่แบบนี้แหละ” เจ้าก้อนหินยื่นคำขาดอย่างเอาแต่ใจ
“ก็บอกว่าจะซื้อให้ไง แต่ฉันต้องหาจังหวะก่อนสิ” เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจอย่างระอา
กลุ่มของพวกเขาเดินออกจากโซนถนนค้าของเก่ามาจนถึงลานกว้าง เซี่ยเสี่ยวจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกพี่รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ อย่าเดินไปไหน เดี๋ยวฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่ง”
ประจวบเหมาะกับเมื่อครู่พวกพี่ๆ ต่างก็แวะเข้าห้องน้ำกันไปหมดแล้ว เหลือแค่เซี่ยเสี่ยวคนเดียวที่ยังไม่ได้เข้า ข้ออ้างนี้จึงฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด
เซี่ยเสี่ยวแสร้งทำเป็นรีบร้อนเดินไปทางห้องน้ำ แต่พอไปถึงก็ต้องผงะเมื่อเห็นแถวยาวเหยียดของผู้คนที่ยืนรอคิวอยู่ เธอจึงตัดสินใจมองหาซอกมุมที่ลับตาคน แล้วแวบหายเข้าไปในมิติเพื่ออาศัยจังหวะย้อนกลับไปที่ร้านเดิม
เมื่อกลับมายืนอยู่หน้าแผงขายของเก่าอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวรีบกวาดสายตามองหา ทันทีที่เห็นว่าเศษหินก้อนนั้นยังวางอยู่ที่เดิม เธอก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“คุณน้าคะ เศษหินก้อนนี้ แปดหยวนขายไหมคะ?” เธอต่อรองราคาหน้าตาเฉย
“เสี่ยวเสี่ยว เธอมีเงินตั้งเยอะแยะ แค่สิบหยวนทำไมถึงงกนักล่ะ เกิดเขาไม่ยอมขายขึ้นมาจะทำยังไง” เจ้าก้อนหินเริ่มบ่นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“ตรงนี้มีพวกก้อนละหยวน ก้อนละห้าหยวน ถ้าเงินไม่พอก็ไปเลือกดูพวกนั้นแทน” เจ้าของแผงตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ พลางชี้มือไปส่งๆ
“แต่หนูชอบก้อนนี้นี่คะ คุณน้า ขายให้หนูเถอะนะ หนูเองก็ดูหยกไม่เป็นหรอกค่ะ ไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย แค่เห็นแล้วถูกชะตา อยากซื้อกลับไปตั้งโชว์ในห้องสวยๆ เห็นคุณน้าวงมันทิ้งไว้ที่มุมแผงเหมือนไม่ค่อยสำคัญอะไร งั้นก็ขายให้หนูเถอะนะคะ”
เซี่ยเสี่ยวทำตาละห้อย อ้อนวอนเจ้าของแผงเสียงอ่อนเสียงหวาน ทำเมินใส่ใบหน้าบึ้งตึงของเขา และแน่นอนว่าในใจเธอก็แอบหงุดหงิดกับท่าทางหยิ่งยโสของพ่อค้าคนนี้ไม่น้อย
“เอ้าๆ เอาไปๆ วันนี้ฉันยังเปิดบิลไม่ได้สักราย เอาเงินมาแปดหยวน แล้วเอาหินไป”
ในที่สุดเจ้าของแผงก็โบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
เซี่ยเสี่ยวดีใจจนเนื้อเต้น รีบควักเงินแปดหยวนจ่ายให้อย่างไว แล้วคว้าหินก้อนนั้นเดินออกมาทันที
เสียงของเจ้าก้อนหินดังขึ้นในหัวด้วยความดีใจ “ดูจากท่าทางเจ้าของร้านแล้ว ถ้าเธอต่อราคามากกว่านี้เขาคงไม่ขายแน่”
“พอเลย เธอหยุดพูดเถอะ ฉันอุตส่าห์ประหยัดเงินได้ตั้งสองหยวน เธอยังจะมาบ่นว่าฉันให้น้อยไปอีกเหรอ” เซี่ยเสี่ยวสวนกลับ
“ฉันก็แค่เห็นว่าตาแก่นั่นอารมณ์ไม่ดี ถ้าเธอให้ราคาน้อยไป เกิดเขาไม่ขายขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงล่ะ” เจ้าก้อนหินเถียงข้างๆ คูๆ
“คนเขาทำมาค้าขาย ยังไงเขาก็ต้องอยากขายของอยู่แล้วน่า”
เซี่ยเสี่ยวหลบมุมเข้าไปในมิติอีกครั้ง แล้ววางก้อนหินลง “เอ้า สมใจอยากแล้วนะ คราวหลังห้ามโวยวายใส่ฉันอีก”
เธอพลิกหินก้อนนั้นดูซ้ายทีขวาที ก็ยังมองไม่ออกว่ามันต่างจากหินธรรมดาตรงไหน ยิ่งเรื่องพลังงานอะไรนั่นยิ่งสัมผัสไม่ได้เลยสักนิด แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าก้อนหินบอกว่าดี มันก็คงจะดีนั่นแหละ
“รู้แล้วๆ เธอรีบออกไปเถอะ ฉันจะดูดซับพลังงานจากหินก้อนนี้” น้ำเสียงของเจ้าก้อนหินเต็มไปด้วยความร่าเริง ราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่จนแทบรอไม่ไหว
“อ้าว เธอไม่ออกไปข้างนอกเหรอ?” เซี่ยเสี่ยวถามด้วยความแปลกใจ “แล้วถ้าฉันทิ้งเธอไว้ในนี้ ฉันจะยังเข้ามาในมิติได้อีกไหมเนี่ย?”
“ได้สิ แค่เธออยากเข้า ก็เข้ามาได้ตลอดแหละ”
“ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเธอไม่ได้พูดแบบนี้นะ” เซี่ยเสี่ยวเลิกคิ้วขึ้น พลางทำเสียงดุใส่ “เกอเกอ เธอไม่ซื่อสัตย์กับฉันเลยนะ”
“ก็ได้ๆ ฉันผิดไปแล้ว” เจ้าก้อนหินยอมรับสารภาพเสียงอ่อย “ตอนนั้นฉันกลัวว่าเธอจะขังฉันไว้แต่ในมิตินี่นา ฉันก็อยากออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกบ้าง”
เซี่ยเสี่ยวพูดไม่ออก แต่พอคิดว่าการที่เจ้าก้อนหินอยู่ในมิติแล้วไม่กระทบกับการเข้าออกของเธอ เธอก็พอใจแล้ว
หลังจากทิ้งเจ้าก้อนหินไว้ในมิติ เซี่ยเสี่ยวก็รีบกลับออกมาสู่โลกภายนอก ใจจริงเธออยากจะให้เจ้าก้อนหินช่วยสแกนหาของมีค่าชิ้นอื่นในตลาดอีกสักหน่อย แต่เวลาไม่คอยท่า ขืนหายไปนานกว่านี้พวกพี่ชายต้องสงสัยและเป็นห่วงแน่
“พี่ใหญ่!”
ทันทีที่ออกจากมิติและเดินกลับมาที่จุดนัดพบ เซี่ยเสี่ยวก็เห็นเซี่ยชุนหรงกำลังเดินวนไปวนมามองหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอจึงรีบตะโกนเรียก
พอเซี่ยชุนหรงหันมาเห็นน้องสาว เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก “น้องเล็ก! หายไปไหนมา? ทุกคนตามหาเธอกันให้วุ่นไปหมด”
“ก็ไปเข้าห้องน้ำไงคะ” เซี่ยเสี่ยวตอบหน้าซื่อ
“เข้าห้องน้ำทำไมถึงนานขนาดนี้ น้องรองกับเสี่ยวเว่ยเข้าไปตามหาข้างในก็ไม่เจอ”
“พอดีเห็นคนต่อคิวเยอะมาก แถวยาวเหยียดเลยค่ะ ฉันเลยต้องเดินไปหาห้องน้ำที่อื่น” เซี่ยเสี่ยวอธิบาย พร้อมกับทำหน้าสำนึกผิด “พี่ใหญ่ ขอโทษนะคะที่ทำให้เป็นห่วง แล้วพวกเสี่ยวเว่ยล่ะคะ?”
“พวกนั้นรออยู่ทางโน้น เราออกมานานแล้ว เตรียมตัวกลับกันได้แล้วล่ะ โชคดีนะเนี่ยที่เจอเธอ พี่นึกว่าเธอโดนใครจับตัวไปซะแล้ว ใจหายใจคว่ำหมด” เซี่ยชุนหรงยกมือกุมหน้าอก สีหน้ายังคงฉายแววกังวลไม่หาย กลัวว่าน้องสาวจะหายตัวไปจริงๆ
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันไม่ได้โดนใครหลอกง่ายๆ สักหน่อย” เซี่ยเสี่ยวพยายามพูดให้พี่ชายสบายใจ
“ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ เวลาอยู่ข้างนอกน่ะ พวกแก๊งค้ามนุษย์มันมีทุกรูปแบบ เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้าไปเจอกลุ่มคนร้ายที่เป็นผู้ชายหลายคน ยังไงก็เสียเปรียบวันยังค่ำ”
เซี่ยชุนหรงเทศนายาวเหยียดด้วยความเป็นห่วง จนกระทั่งเซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะนั่นแหละ เขาถึงจะยอมหยุด
“พี่เสี่ยว! พี่ทำพวกเราตกใจแทบแย่”
ทันทีที่เห็นเซี่ยเสี่ยวเดินกลับมาพร้อมกับเซี่ยชุนหรง เซี่ยเว่ยก็รีบวิ่งถลันเข้ามาหาทันที
เซี่ยเสี่ยวต้องเอ่ยปากขอโทษขอโพยและอธิบายเหตุผลเดิมซ้ำอีกรอบ เซี่ยเว่ยจึงพยักหน้าเข้าใจ
“ไม่โทษพี่เสี่ยวหรอกค่ะ พี่ไม่ได้กลับมาตั้งหลายปี คงจะไม่คุ้นทางแถวนี้ พวกเราเองต่างหากที่ผิด น่าจะเดินไปเป็นเพื่อนพี่ด้วย”
[จบบท]