บทที่ 118: เสียใจจนไส้เขียว
“ไม่ต้องไปตามหมอหรอก”
น้ำเสียงของชายชราดังขึ้นอย่างเด็ดขาดเพื่อหยุดยั้งความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น ปู่เซี่ยพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใดในเวลานี้
“เรื่องแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ฝันไปเถอะ ตระกูลจ้าวอย่าได้หวัง!”
สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและกดดันของปู่หันขวับมาทางหลานสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงทันที ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“เซี่ยเฉียงกับเซี่ยเยี่ยนยอมตกลงตามนั้นแล้วรึ?”
คราวนี้เซี่ยเสี่ยวเลือกที่จะเงียบกริบ ไม่เอ่ยคำใดออกมา เพราะเธอรู้ดีว่าในใจของปู่กับย่านั้นให้ความสำคัญกับหลานชายคนโตอย่างเซี่ยเฉียงมากเพียงใด เขาเป็นถึงหลานชายคนแรก เป็นความหวังของตระกูล เป็นไปไม่ได้เลยที่ปู่จะทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้โดยง่าย ในบรรดาหลานทั้งหมด ปู่น่าจะรักและคาดหวังในตัวเซี่ยเฉียงมากที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นหลานสาวเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมตอบคำถาม ปู่เซี่ยก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ แต่ความเงียบงันนั้นกลับอบอวลไปด้วยความอึดอัดใจ ความผิดหวังฉายชัดอยู่ในแววตาของผู้เป็นปู่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งเจ็บปวดและเสียใจระคนกัน
เซี่ยเสี่ยวยอมรับกับตัวเองในใจว่า เธอมีส่วนจงใจ ‘หยอดยาตา’ หรือพูดเสี้ยมให้ปู่รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องโกหกพกลมแต่อย่างใด สิ่งที่เธอพูดล้วนเป็นความจริงที่เธอไปแอบได้ยินมาจากบ้านตระกูลจ้าวเมื่อคืนนี้ทั้งสิ้น เธอได้ยินเต็มสองหูว่าจ้าวต้ากั๋วกับกวนหมิงลี่วางแผนอะไรกันไว้บ้าง
อันที่จริงเธอยังยั้งปากไว้เยอะ ไม่ได้เล่าถึงแผนการอันชั่วร้ายทั้งหมดของคนบ้านนั้นให้ปู่ฟัง เพราะขืนเล่าหมดเปลือก มีหวังปู่ได้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ลุกไปท้าตีท้าต่อยแลกชีวิตกับคนตระกูลจ้าวเป็นแน่
หลังจากตะล่อมเกลี้ยกล่อมจนปู่ยอมกินข้าวเสร็จเรียบร้อย เซี่ยเสี่ยวก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อคุยกับพี่ชาย
“พี่ใหญ่ พี่ถือปิ่นโตกลับไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะอยู่เฝ้าปู่ทางนี้เอง เดี๋ยวพอลุงรองมาเปลี่ยนเวร ฉันค่อยแวะไปหาคุณยาย”
เซี่ยชุนหรงมองน้องสาวด้วยความเป็นห่วง “ให้พี่ไปส่งที่บ้านคุณยายดีกว่าไหม”
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องหรอกพี่ เมื่อคืนพี่แทบไม่ได้นอนเลยไม่ใช่เหรอ ดูสิ ตาแดงก่ำมีแต่เส้นเลือดฝอยขึ้นเต็มไปหมด รีบกลับไปนอนเอาแรงเถอะ ไม่งั้นคืนนี้พี่จะมาเฝ้าไข้ไหวได้ยังไง พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานอีก”
เมื่อได้ยินน้องสาวพูดด้วยเหตุผล เซี่ยชุนหรงจึงพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี “งั้นเราก็ระวังตัวตอนเดินทางด้วยนะ”
หญิงสาวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะยืนส่งพี่ชายจนเดินลับสายตาไป
เมื่อเซี่ยเสี่ยวเดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วย ปู่เซี่ยที่นอนรอจังหวะอยู่แล้วก็เปิดประเด็นขึ้นทันที
“ไหนลองเล่าเรื่องที่ทีมการผลิตให้ปู่ฟังหน่อยสิ เอาเรื่องจริงๆ นะ ไม่ต้องมาพูดจาหวานหูเอาใจ ปู่ไม่อยากฟังแต่เรื่องดีๆ”
“ถ้าเล่าแล้ว ปู่ห้ามเอาไปพูดต่อเด็ดขาดเลยนะ” เซี่ยเสี่ยวต่อรอง
ชายชราตวัดสายตาค้อนขวับใส่หลานสาวทีหนึ่ง “รีบเล่ามาเถอะน่า”
ในเมื่อตอนนี้เหลือกันอยู่แค่สองคนปู่หลาน เซี่ยเสี่ยวจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้วิธี ‘แจ้งข่าวดีไม่แจ้งข่าวร้าย’ เหมือนที่เคยทำ เธอเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตจริงในชนบทให้ปู่ฟังอย่างหมดเปลือก
เธอเล่าตั้งแต่เหตุการณ์เฉียดตายที่เกือบโดนงูพิษกัด การต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับกลุ่มโจรขโมยผลผลิต วิธีการรับมือกับพวกชาวบ้านที่ชอบมาหาเรื่องกลั่นแกล้ง การเข้าป่าไปขุดหลุมพรางดักสัตว์เพื่อเอาเนื้อไปขายในตลาดมืด รวมถึงมิตรภาพต่างวัยระหว่างเธอกับป้าเจิ้งเซี่ยงหงที่คอยดูแลช่วยเหลือเธอมาตลอด และตบท้ายด้วยความภาคภูมิใจที่เธอได้รับคัดเลือกเป็นยุวปัญญาชนดีเด่นจากการมีส่วนร่วมในการจับโจร
เซี่ยเสี่ยวเล่าด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว โดยเฉพาะตรงจุดสำคัญหรือเรื่องที่สุ่มเสี่ยง เธอก็จะก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูของปู่เบาๆ โชคยังดีที่วันนี้เป็นวันตรุษจีนวันที่สาม ผู้คนในโรงพยาบาลจึงบางตา หากเป็นวันปกติที่มีคนพลุกพล่าน เธอคงไม่กล้าปริปากเล่าเรื่องพวกนี้ออกมาแน่
ปู่เซี่ยจ้องมองหลานสาวนิ่งนานโดยไม่พูดอะไร หากไม่ได้ถามไถ่ก็คงไม่รู้ แต่พอได้รู้ความจริงเข้าแล้ว หัวใจคนเป็นปู่ถึงกับกระตุกวูบด้วยความตกใจ ทั้งตื่นตะลึงในความใจกล้าบ้าบิ่นของหลานสาว และหวาดเสียวไปกับอันตรายที่เธอต้องเผชิญ รวมไปถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตในทีมการผลิต
“เสี่ยวเสี่ยว ต่อไปนี้ห้ามทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแบบนั้นอีกเด็ดขาดเลยนะ บ้านเราไม่ได้ต้องการให้หลานไปดิ้นรนหาเงินทองพวกนั้น ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของเรา เข้าใจไหม” น้ำเสียงของปู่แฝงไปด้วยความกังวลลึกซึ้ง
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ปู่วางใจเถอะ ฉันรู้ลิมิตตัวเองดี หลานสาวปู่คนนี้ไม่ได้โง่นะ”
“อยู่ที่นั่นไม่มีใครมาตามจีบบ้างรึ?” จู่ๆ ปู่ก็เปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมา
เซี่ยเสี่ยวยิ้มกว้างตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี “มีอยู่แล้วจ้ะ แต่ฉันยังไม่ถูกใจใครสักคน”
ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย “เรายังเด็ก เรื่องคู่ครองไม่ต้องรีบร้อน รออีกสักสองสามปีค่อยดูก็ยังไม่สาย ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่านโยบายบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน แต่ถ้ามีคนบ้านเดียวกันที่ดูเข้าท่า ก็ลองพิจารณาดูไว้บ้างก็ได้ ถึงเวลาก็พามาบ้านช่วงตรุษจีน ให้พวกผู้ใหญ่ช่วยดูโหงวเฮ้งให้”
เซี่ยเสี่ยวรู้ดีว่าปู่กลัวเธอจะโดนผู้ชายหลอก แต่เธอไม่ได้กังวลเรื่องความรักเลยสักนิด สำหรับเธอแล้ว ถ้าเข้ากันได้ก็อยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ได้ก็แยกย้าย หากผู้ชายคนไหนนอกใจ ชอบใช้ความรุนแรง ติดการพนัน ขี้เหล้าเมายา หรือพวกบ้าอำนาจแต่ทำตัวเหลวแหลกเหมือนโคลนตม ไม่มีความรับผิดชอบและไม่ดีต่อเธอ เธอก็พร้อมจะสะบัดทิ้งโดยไม่ลังเล
คุยสัพเพเหระกับปู่ได้ไม่นาน เซี่ยเป่ากั๋วกับหวังจิ้นอิงก็เดินทางมาถึง
“ลุงรอง ป้าสะใภ้รอง สวัสดีค่ะ” เซี่ยเสี่ยวร้องทักทาย
เซี่ยเป่ากั๋วและหวังจิ้นอิงยิ้มตอบพร้อมพยักหน้าให้หลานสาว ก่อนจะหันไปทักทายชายชราที่นอนอยู่บนเตียง
ปู่เซี่ยไม่รอช้า รีบออกคำสั่งทันที “ฉันหายดีแล้ว แกไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้ที”
“พ่อครับ ให้หมอเขาดูอาการอีกหน่อยเถอะครับ” เซี่ยเป่ากั๋วพยายามทัดทาน
“ยังไงวันนี้ฉันก็จะกลับบ้าน ฉันไม่อยากนอนที่นี่แล้ว ถ้าแกไม่ไปทำเรื่อง ฉันจะเดินกลับเอง” น้ำเสียงของปู่แข็งกร้าวและดื้อรั้นตามประสาคนแก่ที่เกลียดโรงพยาบาล นอนที่ไหนก็ไม่สบายใจเท่าบ้านตัวเอง แถมยังเปลืองเงินเปล่าๆ
“ก็ได้ครับๆ เดี๋ยวรอฟังหมอก่อนนะครับ” เซี่ยเป่ากั๋วจำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
ไม่นานนักหมอก็เข้ามาตรวจอาการและลงความเห็นว่าปู่เซี่ยปลอดภัยแล้ว สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ แต่ต้องระวังเรื่องอารมณ์และพักผ่อนให้เพียงพอ พอหมอเดินออกไป รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชราทันที ทางด้านเซี่ยเป่ากั๋วและหวังจิ้นอิงเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เซี่ยเป่ากั๋วนั้นมีงานรัดตัว เพราะเขาเป็นนักข่าว ถึงจะเป็นช่วงตรุษจีนแต่ก็ไม่ได้หยุดพักง่ายๆ ส่วนหวังจิ้นอิงเองก็ไม่ชอบบรรยากาศในโรงพยาบาลเป็นทุนเดิม ปีนี้พ่อสามีได้กลับบ้านเร็ว เธอไม่ต้องมานั่งเฝ้าไข้ให้เหนื่อยใจ ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันตา
ปู่เซี่ยโบกมือไล่หลานสาว “หลานจะไปบ้านยายไม่ใช่รึ รีบไปเถอะ แล้วรีบกลับมานะ เย็นนี้ปู่จะรอกินกับข้าวฝีมือเจ้า”
“รับทราบค่ะ ปู่กลับบ้านก็พักผ่อนเยอะๆ นะ รอได้เลย เย็นนี้หลานสาวคนนี้จะโชว์ฝีมือทำของอร่อยให้กินเอง” เซี่ยเสี่ยวรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปลาลุงรองกับป้าสะใภ้แล้วเดินออกจากโรงพยาบาลไป
ที่หน้าประตูโรงพยาบาล เซี่ยเสี่ยวบังเอิญเจอกับเซี่ยเจี้ยนกั๋วพอดี เธอจึงทักด้วยความแปลกใจ “ลุงใหญ่ มาเยี่ยมปู่เหรอคะ กินข้าวมาหรือยัง”
“กินแล้วล่ะ เสี่ยวเสี่ยวจะกลับบ้านเหรอ” เซี่ยเจี้ยนกั๋วฝืนยิ้มทักทาย
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้า “เปล่าค่ะ ฉันจะแวะไปบ้านคุณยายน่ะ”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วพยักหน้ารับรู้ จังหวะนั้นเองเซี่ยเสี่ยวก็แสร้งถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ลุงใหญ่คะ ทำไมฉันไม่เห็นพี่เฉียงกับพี่เยี่ยนเลยล่ะคะ?”
คำถามนั้นทำให้เซี่ยเจี้ยนกั๋วชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบเลี่ยงๆ ว่า “พวกเขามีธุระน่ะ”
เซี่ยเสี่ยวร้อง “อ๋อ” สั้นๆ ก่อนจะขอตัวลา
ทิ้งให้เซี่ยเจี้ยนกั๋วยืนหน้าเครียดขรึมอยู่ตรงนั้น ในใจของเขาร้อนรุ่มและรู้สึกว่าลูกทั้งสองคนทำตัวเหลวไหลสิ้นดี ปู่แท้ๆ เข้าโรงพยาบาลทั้งที กลับไม่โผล่หน้ามาดูดำดูดีสักนิด
หลังจากเซี่ยเสี่ยวออกไปแล้ว ปู่เซี่ยก็หุบรอยยิ้มลงทันควัน หันไปสั่งลูกชายคนรองเสียงเข้ม
“ไปตามพี่ชายแกมา บอกให้เขาไปหย่ากับเมียตระกูลจ้าวนั่นซะ แล้วดูซิว่าทางนั้นมีเงื่อนไขอะไรบ้าง”
เซี่ยเป่ากั๋วตกใจ “พ่อครับ ทำไมถึงรีบร้อนขนาดนี้”
“แกไม่ต้องมายุ่ง เรื่องนี้แกไม่ต้องออกหน้า แค่ไปตามพี่แกมาเดี๋ยวนี้” ปู่เซี่ยยืนกรานเสียงแข็ง
เซี่ยเป่ากั๋วพยักหน้ารับคำ สั่งให้ภรรยาอยู่เฝ้าพ่อ แล้วเตรียมตัวจะออกไปตามพี่ชาย แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู ก็สวนกับเซี่ยเจี้ยนกั๋วที่กำลังเดินเข้ามาพอดี
“พี่ใหญ่ พ่อกำลังบ่นหาอยู่พอดีเลย” เซี่ยเป่ากั๋วบอก
เซี่ยเจี้ยนกั๋วเดินเข้ามาในห้องแล้วเอ่ยเรียก “พ่อ” คำหนึ่ง
ปู่เซี่ยจ้องมองลูกชายคนโตที่ยังสวมชุดทำงานโรงงาน แสดงว่าเพิ่งจะเลิกงานแล้วตรงดิ่งมาที่นี่ จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกดดัน
“เรื่องของแก แกคิดจะจัดการยังไง แล้วเจ้าเฉียงกับนังเยี่ยน สองคนนั้นจะเอาแต่ขลุกอยู่บ้านตระกูลจ้าวไม่ยอมกลับรึ จะไปเป็นหลานแซ่จ้าวกันหมดแล้วหรือไง?”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วหน้าถอดสี เมื่อถูกพ่อตัวเองซักฟอกต่อหน้าน้องชายและน้องสะใภ้ เขารู้สึกละอายใจจนแทบอยากจะมุดดินหนี ความเจ็บปวดแล่นพล่านอยู่ในอก เขาไม่ได้นิ่งดูดาย ก่อนหน้านี้เขาบากหน้าไปตามหาลูกชายลูกสาวถึงในห้องเต้นรำ
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเย็นชา ลูกทั้งสองไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังกล้าพูดจาดูถูกเหยียดหยาม บอกให้เขายอมแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าวไปเสียเรื่องจะได้จบๆ
ยิ่งคิด เซี่ยเจี้ยนกั๋วก็ยิ่งเดือดดาล แต่ความโกรธนั้นกลับแฝงไปด้วยความจนปัญญา เขาไม่สามารถจัดการอะไรลูกๆ ได้เลย ทุกวันนี้การอบรมสั่งสอนลูกเป็นเรื่องที่เกินกำลังของเขาไปแล้ว
เป็นเพราะเมื่อก่อนเขาปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ลูกๆ ไปคลุกคลีตีโมงกับทางบ้านยายจนซึมซับนิสัยเสียๆ มา จนกลายเป็นคนแบบนี้
เซี่ยเจี้ยนกั๋วได้แต่ยืนนิ่งงัน ในใจนั้นนึกเสียใจจนไส้เขียว แต่จะให้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
[จบบท]