บทที่ 134 พี่รองเกาเก่งกาจจริงๆ
“ผมจะไม่ยอมยกเธอให้คุณหรอกนะ แล้วก็ไม่มีวันยอมแพ้เพียงเพราะว่าเป็นคุณด้วย” เกาเจี้ยซิงประกาศเจตจำนงของตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
เฮ่อเสวียปิงเองก็ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน “งั้นก็มาวัดกันที่ความสามารถ ใครดีใครได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เกาเจี้ยซิงก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเฮ่อเสวียปิงเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าในเวลานี้เกาเจี้ยซิงจะรู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวค่อนข้างจะปลื้มใบหน้าหล่อเหลาของเฮ่อเสวียปิงอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยไปกว่าเฮ่อเสวียปิงตรงไหน เพียงแค่หน้าตาของเขาไม่ได้ดูสำอางจิ้มลิ้มเหมือนอย่างอีกฝ่ายก็เท่านั้นเอง
ทางด้านเฮ่อเสวียปิงเองก็มีความมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม สายตาของชายหนุ่มทั้งสองประสานกันอย่างดุเดือด ราวกับราชสีห์เผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียดชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใคร
จังหวะนั้นเอง เซี่ยเสี่ยวก็หันกลับมาเห็นภาพเหตุการณ์นี้พอดี เธอจึงหันไปเอ่ยถามกับเจิ้งเซี่ยงหงด้วยความสงสัย
“ป้าเจิ้งคะ พี่รองเกากับสหายเฮ่อนี่เขาสนิทกันดีจังเลยนะคะ”
“ใช่แล้วล่ะจ้ะ เจ้าเด็กสองคนนี้สนิทกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันได้อยู่แล้วเชียว” เจิ้งเซี่ยงหงตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
เจตนาของเจิ้งเซี่ยงหงคือต้องการบอกให้เซี่ยเสี่ยวรับรู้ว่าเกาเจี้ยซิงกับเฮ่อเสวียปิงมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่แน่นแฟ้นมาก แต่ทว่าเมื่อประโยคนี้ลอยเข้าหูของเซี่ยเสี่ยว ความหมายมันกลับฟังดูแปลกพิกลไปเสียอย่างนั้น ต้องบอกก่อนว่าเซี่ยเสี่ยวไม่ได้เป็นสาววายแต่อย่างใด แต่ทว่าด้วยอิทธิพลจากเพื่อนร่วมห้องพักในชาติที่แล้ว รวมถึงนิยายและการ์ตูนต่างๆ ที่เคยผ่านตา ทำให้เธอพอจะมีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มอยู่บ้าง
ดังนั้นในเวลานี้ เมื่อเธอมองไปยังเกาเจี้ยซิงและเฮ่อเสวียปิง ไม่ว่าจะมองมุมไหน จิตใจของเธอก็อดที่จะรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ เธอต้องยอมรับกับตัวเองตรงๆ เลยว่า เธอกำลังคิดลึกไปไกลเสียแล้ว
ยิ่งถ้ามองในมุมมองของสาววายแล้วล่ะก็ เกาเจี้ยซิงกับเฮ่อเสวียปิงถือว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
ทันใดนั้น เซี่ยเสี่ยวก็ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังแปะ เพื่อเรียกสติตัวเองกลับมาและหยุดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้น
เจิ้งเซี่ยงหงเห็นท่าทางแปลกๆ ของเด็กสาวจึงเอ่ยทักด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรไปจ๊ะเสี่ยวเสี่ยว หรือว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ”
เซี่ยเสี่ยวได้ยินน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยของเจิ้งเซี่ยงหง ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา เธอก้มหน้าพยักหน้ารับเบาๆ “นิดหน่อยค่ะป้า”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูทำน้อยหน่อยก็ได้นะ ถ้ารู้สึกเพลียก็พักผ่อนได้เลย วันนี้ป้าจะให้เจ้าเจี้ยจื๋อกับเจี้ยซิงทำงานหนักหน่อย” เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยด้วยความเอ็นดู
“หนูไม่เป็นไรค่ะป้าเจิ้ง ไม่ต้องลำบากพี่ใหญ่เกากับพี่รองเกาหรอกค่ะ” เซี่ยเสี่ยวรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
ถึงแม้เจิ้งเซี่ยงหงจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่พอถึงเวลาขุดลอกคูน้ำจริงๆ เมื่อเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวเริ่มเหนื่อย เธอก็จะดึงตัวเซี่ยเสี่ยวมานั่งพัก แล้วปล่อยให้เกาเจี้ยจื๋อกับเกาเจี้ยซิงรับหน้าที่หนักไป
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกเกรงใจมาก เธอจึงหยิบกระติกน้ำของตัวเองออกมาเทน้ำใส่ฝา แล้วยื่นส่งให้เจิ้งเซี่ยงหง แม้ว่าทุกคนจะพกน้ำดื่มมากันเอง แต่การทำงานใช้แรงงานกลางแจ้งย่อมทำให้เหนื่อยและเสียเหงื่อมาก น้ำที่เตรียมมาจึงหมดเร็วและไม่เพียงพอต่อความต้องการ
เจิ้งเซี่ยงหงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากห้าม “หนูไม่ต้องเทให้ป้าหรอก เก็บไว้กินเองเถอะลูก”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าเจิ้ง ในกระติกน้ำของหนูยังมีอีกเยอะเลย” เซี่ยเสี่ยวคะยั้นคะยอ น้ำในกระติกของเธอไม่ใช่แค่น้ำต้มสุกธรรมดา แต่เธอแอบผสมน้ำจากบ่อน้ำวิเศษในมิติลงไปด้วย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี
“งั้นป้าไม่เกรงใจแล้วนะ” เจิ้งเซี่ยงหงเองก็รู้สึกกระหายน้ำอยู่พอดี เธอจึงรับน้ำจากมือเซี่ยเสี่ยวมาดื่ม พอได้ดื่มเข้าไป เธอก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น ความเหนื่อยล้าตามร่างกายดูเหมือนจะทุเลาลงไปมาก
ไม่นานนัก หัวหน้าทีมการผลิตอย่างเกากั๋วเฉียงก็เดินมานั่งพักเหนื่อยที่ข้างๆ เซี่ยเสี่ยวจึงรินน้ำให้เขาดื่มด้วยเช่นกัน ส่วนเกาเจี้ยจื๋อก็เริ่มถอยออกมาพักบ้างแล้ว เหลือเพียงเกาเจี้ยซิงคนเดียวที่ยังคงออกแรงเหวี่ยงจอบขุดดินอย่างขะมักเขม้น
เซี่ยเสี่ยวนั่งมองเกาเจี้ยซิงที่กำลังทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่ามกลางแสงแดดที่ยังไม่ถึงเวลาเที่ยงวันแต่กลับร้อนระอุแผดเผา บรรดาชาวบ้านต่างพากันสวมหมวกฟางเพื่อกันแดด แต่ถึงอย่างนั้นเหงื่อกาฬก็ยังไหลโซมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปตามๆ กัน
ทุกคนต่างมีผ้าขนหนูผืนเล็กคล้องอยู่ที่คอเพื่อคอยซับเหงื่อ แม้แต่เซี่ยเสี่ยวที่มีร่างกายแข็งแรงขึ้นจากการดื่มน้ำวิเศษ ก็ยังอดที่จะมีเหงื่อซึมออกมาไม่ได้
ส่วนเกาเจี้ยซิงนั้น เนื่องจากต้องทำงานหนักและออกแรงมากกว่าคนอื่น เสื้อผ้าของเขาจึงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับลำตัว เหล่าผู้ชายในทีมผลิตส่วนใหญ่ต่างถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามเพื่อระบายความร้อน เกาเจี้ยซิงเองก็เช่นกัน
ภาพเบื้องหน้าของเซี่ยเสี่ยวคือชายหนุ่มผิวสีทองแดงที่ดูสุขภาพดี กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่ขยับไหววูบวาบตามจังหวะการลงแรงขุดดิน ทุกครั้งที่เขาเหวี่ยงจอบลงไป กล้ามเนื้อแขนและแผ่นหลังจะเกร็งตัวนูนเด่นขึ้นมา มันเป็นภาพของความแข็งแกร่งที่แฝงไว้ด้วยความงดงามตามธรรมชาติของบุรุษเพศ
“มองอะไรอยู่จ๊ะ” เจิ้งเซี่ยงหงเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าสายตาของเด็กสาวจับจ้องไปที่จุดเดียว
เซี่ยเสี่ยวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าเธอกำลังจ้องมองเกาเจี้ยซิงจนเหม่อลอย เธอรีบตอบกลับด้วยความเขินอาย “พี่รองเกาเก่งกาจจริงๆ เลยนะคะ ทำงานเก่งมาก”
เจิ้งเซี่ยงหงพยักหน้าเห็นด้วย “เจ้าเด็กคนนี้อะไรก็ดีไปหมดเสียทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือหน้าแก่ไปหน่อย”
อันที่จริงแล้ว เกาเจี้ยซิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่นั้น ก็แอบลอบสังเกตสถานการณ์ทางฝั่งนี้อยู่ตลอด ที่เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ ก็เพราะต้องการจะโชว์พาวเวอร์ให้เซี่ยเสี่ยวได้เห็นถึงความแข็งแกร่งและพึ่งพาได้ของเขานั่นเอง
ตอนแรกที่ได้ยินเซี่ยเสี่ยวเอ่ยปากชม หัวใจของเกาเจี้ยซิงก็พองโตด้วยความดีใจ แต่ทว่าประโยคถัดมาของผู้เป็นแม่ กลับทำให้เขาแทบจะเหวี่ยงจอบหลุดมือด้วยความสะเทือนใจ
เกาเจี้ยซิงได้แต่แอบกลอกตามองบนอย่างจนใจ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการขอให้แม่มาช่วยเป็นแม่สื่อให้นั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ การที่มีแม่คอยขัดคอและเผาลูกชายตัวเองแบบนี้ มันช่างน่าปวดหัวเสียจริง
เกาเจี้ยจื๋อที่สังเกตเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของน้องชาย ถึงกับสำลักน้ำที่กำลังดื่มแล้วต้องรีบเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก
ส่วนเกากั๋วเฉียงผู้เป็นพ่อก็ได้แต่มุมปากกระตุกเบาๆ แต่เนื่องจากมีเซี่ยเสี่ยวนั่งอยู่ด้วย เขาจึงไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากดุภรรยาในเวลานี้
เจิ้งเซี่ยงหงยังคงพูดต่ออย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เจ้าเด็กนี่ปีหน้าก็จะสอบเกาเข่าแล้ว ป้าไม่อยากให้เขามาทำงานหนักแบบนี้หรอก อยากให้เอาเวลาไปอ่านหนังสือมากกว่า แต่เจ้าตัวเขาก็รั้นยืนยันจะมาช่วยงานให้ได้”
เซี่ยเสี่ยวพยักหน้ารับรู้ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าปีหน้าเกาเจี้ยซิงจะต้องเข้าสอบมหาวิทยาลัย เธอจึงเอ่ยขึ้นว่า
“การสอบเกาเข่าถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตเลยนะคะ พี่รองเกาต้องขยันอ่านหนังสือมากๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนด้วย อย่ากดดันตัวเองจนเกินไปนะคะ”
เซี่ยเสี่ยวพูดด้วยความหวังดี ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าเกาเจี้ยซิงจะมีโอกาสสอบแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะในเดือนมิถุนายน ปี 1966 การสอบเกาเข่าจะถูกยกเลิกไปเป็นเวลานาน
“นั่นสิจ๊ะ ป้าล่ะกลัวจริงๆ ว่าถ้าสอบไม่ติดขึ้นมา จะไปหาลูกสะใภ้ได้ที่ไหน” เจิ้งเซี่ยงหงบ่นพึมพำด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ป้าเจิ้งไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่รองเกาหาแฟนไม่ยากหรอกค่ะ” เซี่ยเสี่ยวเอ่ยปลอบใจ ซึ่งคำพูดนี้เธอไม่ได้พูดเพื่อเอาใจแต่อย่างใด หากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาและสรีระของเกาเจี้ยซิงแล้ว เขาจัดว่าเป็นผู้ชายหุ่นนายแบบมาตรฐานเลยทีเดียว โครงหน้าชัดเจนมีมิติ ผิวพรรณคมเข้ม หากไปอยู่ในยุคปัจจุบัน เขาคงจะได้เป็นนายแบบที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยเสี่ยวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เธอก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ในชาติที่แล้วเกาเจี้ยซิงประกอบอาชีพอะไร เพราะในชีวิตก่อนเธอและเขาแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย เธอจึงไม่รู้ความเป็นไปของเขา ต่างจากเฮ่อเสวียปิงที่เดาได้ไม่ยากว่าอนาคตต้องไปเติบโตในสายงานทหารแน่นอน
แต่สำหรับเกาเจี้ยซิงนั้นคาดเดาได้ยากจริงๆ แต่ดูจากนิสัยใจคอในตอนนี้แล้ว เขาไม่น่าจะเป็นคนที่ล้มเหลวในชีวิต แต่ก็คงไม่ใช่คนดังที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงเคยได้ยินชื่อเขาผ่านสื่อต่างๆ มาบ้าง น่าเสียดายที่เจ้าก้อนหินวิเศษไม่มีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคต ไม่อย่างนั้นเธอคงได้รู้คำตอบไปแล้ว
“ขอน้ำหน่อย” เสียงเรียกของเกาเจี้ยซิงดังขัดจังหวะความคิดของเซี่ยเสี่ยว
เจิ้งเซี่ยงหงรีบคว้ากระติกน้ำของลูกชายที่วางอยู่ข้างๆ เตรียมจะส่งให้ แต่พอยกขึ้นมาก็รู้สึกถึงความเบาหวิว “อ้าว น้ำหมดเกลี้ยงเลยนี่นา”
เกาเจี้ยซิงรับกระติกมาลองเขย่าและเทใส่ปาก ก็พบว่ามีน้ำหยดลงมาเพียงไม่กี่หยดเท่านั้น
“พี่รองเกาคะ ฉันมีน้ำอยู่ค่ะ พี่ทำงานเหนื่อยๆ ดื่มของฉันก่อนเถอะ” เซี่ยเสี่ยวรีบกุลีกุจอเทน้ำจากกระติกของเธอแบ่งใส่กระติกของเกาเจี้ยซิง เธอรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริงที่มาช่วยแบ่งเบาภาระงานของเธอในวันนี้
งานขุดลอกคูน้ำในครั้งนี้ ทางทีมการผลิตได้รับมอบหมายภารกิจมาจากเบื้องบน จึงมีการแบ่งกลุ่มกันทำงาน กลุ่มของเธอได้รับผิดชอบพื้นที่ส่วนหนึ่ง และเซี่ยเสี่ยวก็รู้สึกโชคดีมากที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับครอบครัวสกุลเกา แถมยังมีเจิ้งเซี่ยงหงคอยดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี
เกาเจี้ยซิงยกน้ำที่เซี่ยเสี่ยวเทให้ขึ้นดื่มรวดเดียว ทันทีที่น้ำไหลลงคอ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อครู่ดูเหมือนจะมลายหายไปจนหมดสิ้น สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พี่รองเกา นั่งพักสักหน่อยเถอะค่ะ” เซี่ยเสี่ยวเอ่ยชวนด้วยความเป็นห่วง
เกาเจี้ยซิงพยักหน้ารับ เขาวางจอบลงข้างกายแล้วทรุดตัวลงนั่ง ตั้งใจว่าจะหาโอกาสชวนเธอคุยสักหน่อยเพื่อสานสัมพันธ์ แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร เซี่ยเสี่ยวก็ลุกขึ้นคว้าจอบเดินออกไปทำงานต่อเสียแล้ว
เกาเจี้ยซิงได้แต่นั่งอ้าปากค้าง “...”
สาเหตุที่เซี่ยเสี่ยวรีบลุกออกไป เพราะเธอเห็นว่าเจิ้งเซี่ยงหงเริ่มจับจอบเตรียมจะลงมือทำงานแล้ว ในฐานะรุ่นลูกหลาน เธอจะมานั่งพักสบายใจเฉิบในขณะที่ผู้ใหญ่ทำงานก็ดูจะไม่เหมาะสม ดังนั้นเธอจึงต้องรีบไปช่วยงานต่อ
เจิ้งเซี่ยงหงเห็นดังนั้นจึงตะโกนบอกไล่หลัง “เซี่ยเสี่ยว หนูพักต่ออีกหน่อยเถอะลูก เดี๋ยวค่อยมาทำ”
เกาเจี้ยซิงรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาอยากจะกุมขมับกับความหวังดีของแม่ตัวเองเหลือเกิน นี่แม่แท้ๆ ของเขาจริงๆ ใช่ไหม ทำไมถึงขยันขัดจังหวะลูกชายตัวเองได้ขนาดนี้ เรื่องเมื่อกี้ที่เผาเขาว่าหน้าแก่เขายังพอทำเนา แต่พอลูกชายจะนั่งพักเพื่อหาจังหวะคุยจีบสาว แม่ก็ดันลุกไปทำงานจนสาวเจ้าต้องรีบตามไปทำงานด้วย
แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เขาจะหาลูกสะใภ้ให้แม่ได้เสียทีล่ะเนี่ย!
[จบบท]