บทที่ 139: เรื่องวุ่นวาย
เฝิงอิงพยักหน้ารับรู้ ใบหน้าของเธอพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปฏิกิริยานั้นทำให้หลี่เชิ่งเหม่ยที่จ้องมองอยู่รู้สึกไม่เข้าใจขึ้นมาทันที เธอเริ่มสงสัยว่าสมองของเฝิงอิงมีปัญหาหรือเปล่า ทั้งที่เพิ่งได้รับรู้ข่าวร้ายว่าลี่เจิ้นชวนมีคนรักอยู่แล้วแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังยิ้มออกมาได้หน้าตาเฉย
แต่สิ่งที่หลี่เชิ่งเหม่ยไม่รู้ก็คือ สาเหตุที่เฝิงอิงยิ้มออกมาได้ในเวลานี้ เป็นเพราะเธอนึกถึงหยางเสวี่ยหัวต่างหาก
“หลิวไห่กั๋วคนนี้เป็นคนซื่อๆ เรียบง่าย ผู้ชายแบบนี้แหละที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด อีกอย่างเขาเป็นถึงหัวหน้าทีมการผลิตหงซิง ถ้าเธอแต่งงานไปอยู่ที่นั่น ทีมการผลิตหงซิงก็ต้องฟังคำสั่งเธอไม่ใช่หรือไง”
หลี่เชิ่งเหม่ยพยายามหว่านล้อม
เฝิงอิงได้ฟังก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ลึกลงไปในใจเธอก็ยังรู้สึกดูแคลนหลิวไห่กั๋วอยู่ดี จึงได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธออกไป
ท่าทีนั้นทำให้หลี่เชิ่งเหม่ยเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อก่อนเธอยังเคยคิดว่าเฝิงอิงเป็นเด็กหัวอ่อนว่าง่าย น่าจะควบคุมได้ไม่ยาก แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้เห็นทีจะไม่ใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว
ในใจลึกๆ หลี่เชิ่งเหม่ยยังคงคาดหวังอยากให้เฝิงอิงแต่งงานกับหลิวไห่กั๋ว เพราะนั่นจะทำให้เธอมีเส้นสายเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ทว่าตอนนี้เฝิงอิงคงไม่ยอมเชื่อฟังหลี่เชิ่งเหม่ยง่ายๆ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อทั้งชีวิตของเธอ ถ้าหากหลิวไห่กั๋วหน้าตาดีสักหน่อยก็คงพอถูไถไปได้ แต่ความเป็นจริงคือหน้าตาเขาไม่ได้เรื่องเลยสักนิด แล้วแบบนี้จะให้เฝิงอิงชายตามองได้อย่างไร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเลขาธิการลี่ หลิวไห่กั๋วก็กลายเป็นแค่เศษฝุ่นไร้ค่าไปในทันที
เมื่อเห็นท่าทีแข็งขืน หลี่เชิ่งเหม่ยจึงไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไรต่อ และไม่ได้เอ่ยเตือนสติอะไรทั้งนั้น ในเมื่อตอนนี้ชื่อเสียงของเฝิงอิงในทีมการผลิตก็เน่าเฟะไปหมดแล้ว การจะหาสามีแต่งออกไปไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงเวลานั้นเฝิงอิงคงต้องซมซานกลับมาขอร้องเธอเอง
“เอาเป็นว่าถ้าเธอคิดตกเมื่อไหร่ก็มาบอกฉันแล้วกัน แต่เตือนไว้ก่อนนะว่าต้องรีบหน่อย หลิวไห่กั๋วเป็นถึงหัวหน้าทีมการผลิต สถานะแบบนี้เป็นที่ต้องการของตลาดไม่น้อยเชียวล่ะ”
ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น หลี่เชิ่งเหม่ยก็เดินจากไป ปล่อยให้เฝิงอิงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน จนกระทั่งต่งเหม่ยหัวเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย
“พี่เฝิงอิงคะ หัวหน้าหลี่มาหาพี่ทำไมเหรอ?”
เฝิงอิงส่ายหน้าโดยไม่ยอมตอบคำถาม ต่งเหม่ยหัวเห็นดังนั้นจึงพูดตัดพ้อขึ้นมา
“พี่เฝิงอิง เดี๋ยวนี้พี่ทำตัวห่างเหินกับฉันจังเลยนะคะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เฝิงอิงจึงยอมเปิดปากเล่า
“หัวหน้าหลี่จะมาเป็นแม่สื่อให้ฉันกับหลิวไห่กั๋วน่ะสิ”
“หา! หลิวไห่กั๋วเหรอ?”
ต่งเหม่ยหัวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ทำไมล่ะคะ ฉันนึกว่าหัวหน้าหลี่อยากได้พี่ไปเป็นลูกสะใภ้คนโตของตัวเองเสียอีก”
แววตาของเฝิงอิงฉายความกระอักกระอ่วนวูบหนึ่ง ก่อนที่เลขาธิการลี่จะย้ายมาที่นี่ เธอเคยรู้สึกว่าเฮ่อเสวียกังลูกชายคนโตของหลี่เชิ่งเหม่ยก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว แต่ตอนนี้สายตาของเธอจับจ้องไปที่เลขาธิการลี่เพียงคนเดียวเท่านั้น แถมเรื่องที่เธอคอยตามเทียวไล้เทียวขื่อเอาใจเลขาธิการลี่อย่างออกนอกหน้า มีหรือที่หลี่เชิ่งเหม่ยจะไม่รู้ เรื่องที่อีกฝ่ายจะยังอยากได้เธอไปเป็นลูกสะใภ้นั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
หากถามว่าเฝิงอิงเสียดายไหม แน่นอนว่าเธอย่อมเสียดาย ต่อให้หลิวไห่กั๋วจะเป็นถึงหัวหน้าทีมการผลิต แต่เขาก็เทียบกับเฮ่อเสวียกังไม่ได้เลยสักนิด
“แต่จะว่าไป หลิวไห่กั๋วก็ถือว่าไม่เลวนะคะ ถึงยังไงเขาก็เป็นหัวหน้าทีมการผลิต ถ้าแต่งกับเขาไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง”
ต่งเหม่ยหัวแสดงความคิดเห็น
เฝิงอิงสวนกลับทันควัน
“ไม่เลวตรงไหนกัน หน้าตาน่าเกลียดจะตาย”
แถมยังเป็นผู้ชายที่เซี่ยเสี่ยวไม่เอาอีกด้วย
“พี่เฝิงอิง พี่ลองมองอีกมุมสิคะ หลิวไห่กั๋วไม่สนใจเซี่ยเสี่ยวแล้ว แต่กลับหันมาตามจีบพี่ อยากแต่งงานกับพี่ นี่ไม่เท่ากับเป็นเครื่องพิสูจน์เหรอคะว่าพี่เหมาะสมที่จะเป็นภรรยามากกว่าเซี่ยเสี่ยวตั้งเยอะ ผู้หญิงบางคนผู้ชายเขาก็แค่เอาไว้เล่นสนุกๆ เท่านั้นแหละค่ะ ไม่ได้คิดจะยกย่องเป็นเมียออกหน้าออกตาหรอก ยัยเซี่ยเสี่ยวนั่นน่ะทำตัวไม่น่าไว้ใจ ฉันว่าถ้าจะรับมาเป็นลูกสะใภ้จริงๆ ป้าเจิ้งคงไม่มีทางยอมรับเซี่ยเสี่ยวแน่ๆ”
เฝิงอิงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น แล้วหันไปพูดกับต่งเหม่ยหัวว่า
“แต่วันนี้แม่นั่นเพิ่งจะไปส่งเฮ่อเสวียปิงมานี่นา”
สีหน้าของต่งเหม่ยหัวบึ้งตึงขึ้นมาทันที เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้กลายเป็นหนามยอกอกเธอไปเสียแล้ว นับวันต่งเหม่ยหัวยิ่งเกลียดขี้หน้าเซี่ยเสี่ยวมากขึ้นทุกที ความรู้สึกเหมือนมีเธอต้องไม่มีฉัน หากไม่มีเซี่ยเสี่ยว คนที่ได้รับความนิยมในทีมการผลิตและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายใจก็ควรจะเป็นเธอ
“ถ้าเฮ่อเสวียปิงคบหาดูใจกับเซี่ยเสี่ยวขึ้นมาจริงๆ เธอก็หมดโอกาสแล้วนะ”
เฝิงอิงพูดแทงใจดำเพิ่มเข้าไปอีกประโยค
ต่งเหม่ยหัวตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“พี่เฝิงอิง เรื่องพวกนี้ฉันรู้อยู่แล้วน่า พี่ไม่ต้องเอามาพูดตอกย้ำกระตุ้นฉันหรอก”
เมื่อจับน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของต่งเหม่ยหัวได้ เฝิงอิงจึงตัดบท
“เอาเถอะ เรื่องของเธอฉันก็คงพูดมากไม่ได้ เธอตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน”
ต่งเหม่ยหัวถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง ก่อนจะบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย
“ถ้าได้กลับเข้าเมืองก็คงดีสิคะ ถ้ากลับไปได้ ใครจะอยากจมปลักอยู่ในหุบเขาบ้านนอกกันดารแบบนี้ ตอนนี้ก็เหมือนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากกองขยะนั่นแหละค่ะ...”
ผู้ชายบ้านนอกพวกนี้จะมีดีอะไรนักหนา ต่อให้โดดเด่นแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีชาติตระกูลหรือภูมิหลังที่ดี ก็ยากที่จะก้าวหน้าไปได้ไกล สุดท้ายก็เป็นได้แค่เกษตรกรคนหนึ่งเท่านั้น
“พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว อย่างเลขาธิการลี่ก็ไม่ใช่แบบนั้น เขามาจากเมืองหลวงเชียวนะ แถมยังมียศตำแหน่งอีกต่างหาก น่าเสียดายที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ เฝิงอิงก็หัวเราะออกมา
“ฮึ! ฉันอยากจะรู้นักว่าหยางเสวี่ยหัวจะทำหน้ายังไง อย่าคิดนะว่าฉันดูไม่ออก แม่นั่นเองก็มีใจให้เลขาธิการลี่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะคอยเสนอหน้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่นั่นทำไม”
“แต่ช่วงหลังๆ มานี้ พี่เขาก็ไม่ค่อยไปที่นั่นแล้วนะคะ”
ต่งเหม่ยหัวพูดพลางชะงักไปนิดหนึ่ง
“หรือว่า... หยางเสวี่ยหัวจะรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นทำไมจู่ๆ ถึงเลิกไปช่วยงานที่ฝ่ายของเลขาธิการลี่ล่ะคะ”
เฝิงอิงชะงักกึก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวทันที เดิมทีเธอตั้งใจจะรอดูเรื่องตลกของหยางเสวี่ยหัว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เห็นได้ชัดว่าหยางเสวี่ยหัวต้องระแคะระคายอะไรบางอย่างมาแน่ๆ
“บ้านของหล่อนอยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกัน พ่อแม่ก็เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย แถมยังเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเลขาธิการลี่มาก่อน จะต้องรู้ข่าววงในอะไรมาแน่ๆ”
ยิ่งพูดยิ่งโมโห ความโกรธเกรี้ยวแล่นพล่านไปทั่วอก
“นังงูพิษ! รู้อยู่เต็มอกแต่กลับไม่ยอมบอกฉันสักคำ ตั้งใจจะเห็นฉันเป็นตัวตลกสินะ”
ยิ่งคิดเฝิงอิงก็ยิ่งเดือดดาล เธอสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังหอพักทันที ท่าทางถมึงทึงเหมือนจะไปเอาเรื่องหยางเสวี่ยหัวให้รู้แล้วรู้รอด
ต่งเหม่ยหัวรีบเข้าไปขวางไว้
“พี่เฝิงอิง อย่าเพิ่งวู่วามสิคะ เรื่องของเซี่ยเสี่ยวเพิ่งจะเงียบไปเองนะ อีกอย่างพี่หยางเสวี่ยหัวก็ไม่ใช่คนที่จะไปหาเรื่องได้ง่ายๆ นะคะ”
“ตอนนี้ยัยเซี่ยเสี่ยวไม่อยู่ ฉันจะต้องไปกลัวหยางเสวี่ยหัวทำไม”
เฝิงอิงพูดจบก็ไม่สนใจคำทัดทานของต่งเหม่ยหัวอีก เธอเดินดุ่มๆ ตรงดิ่งไปยังหอพัก ต่งเหม่ยหัวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งตามไปติดๆ
“หยางเสวี่ยหัว! เธอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเลขาธิการลี่มีคู่หมั้นแล้ว?”
ทันทีที่ไปถึงหน้าประตู เฝิงอิงก็ตะโกนถามเสียงดังลั่น โดยไม่รอให้หยางเสวี่ยหัวได้ทันตั้งตัว เธอก็รัวคำด่าใส่ไม่ยั้ง
“เธอนี่มันนังงูพิษจริงๆ รู้อยู่เต็มอกว่าเลขาธิการลี่มีคู่หมั้น แต่กลับไม่ยอมเตือนฉันสักคำ เฝ้าดูฉันทำตัวเหมือนคนโง่ที่เอาแต่เสนอหน้าเข้าไปหาเขา เธอคงสะใจมากสินะ เห็นเป็นเรื่องตลกมากใช่ไหม!”
เสียงเอะอะโวยวายทำให้หวังอ้ายหัวและซุนอวี้หัวหันมามองเป็นตาเดียว หยางเสวี่ยหัวเองก็พอจะเตรียมใจรับมือไว้บ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าเฝิงอิงจะรู้เรื่องเร็วขนาดนี้ เธอแสร้งทำสีหน้ามึนงงและถามกลับไป
“เธอพูดเรื่องอะไร? เลขาธิการลี่มีคู่หมั้นแล้วเหรอ?”
“อย่ามาทำไขสือ! เธอรู้เรื่องนี้นานแล้วใช่ไหมล่ะ มิน่าล่ะพักหลังมานี้ฉันถึงไม่เห็นหัวเธอไปโผล่ที่ทำงานของเลขาธิการลี่เลย”
เฝิงอิงทำท่าทางราวกับจับผิดคนร้ายได้คาหนังคาเขา
เสียงทะเลาะวิวาทเรียกความสนใจให้ผู้คนเริ่มมามุงดูที่หน้าหอพัก ทั้งชายและหญิงต่างชะโงกหน้าเข้ามาดูเหตุการณ์
หยางเสวี่ยหัวหัวเราะออกมาเบาๆ
“อย่าว่าแต่ฉันไม่รู้เรื่องเลย ต่อให้ฉันรู้จริงๆ แล้วทำไมฉันต้องบอกเธอด้วยล่ะ? ความสัมพันธ์ของฉันกับเธอมันดีขนาดนั้นเลยเหรอ อีกอย่างนะ นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเลขาธิการลี่ การที่เธอเอาเรื่องของเขามาโพทะนาป่าวประกาศไปทั่วแบบนี้ มันจะดีเหรอ?”
หวังอ้ายหัวที่นั่งฟังอยู่ตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
“เฝิงอิง เธอไปได้ยินมาจากไหนว่าเลขาธิการลี่มีคู่หมั้นแล้ว? เธอเห็นกับตาหรือไง?”
เฝิงอิงชะงักไป เธอไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นหลี่เชิ่งเหม่ยที่คาบข่าวมาบอก แต่จังหวะนั้นซุนอวี้หัวก็พูดแทรกขึ้นมาลอยๆ
“จะเป็นใครได้ล่ะ ก็หัวหน้าหลี่น่ะสิ เมื่อกี้ฉันเห็นหัวหน้าหลี่เรียกเฝิงอิงออกไปคุย สงสัยหัวหน้าหลี่จะเป็นคนบอกมั้ง”
เฝิงอิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่หันไปคาดคั้นหยางเสวี่ยหัวต่อ
“สรุปว่าเธอรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม”
“ฉันบอกว่าไม่รู้ ไม่ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”
หยางเสวี่ยหัวตอบเสียงเรียบ
เฝิงอิงแค่นเสียงในลำคอ
“เหอะ! ฉันไม่มีทางเชื่อน้ำหน้าอย่างเธอหรอก”
“ก็แล้วแต่เธอสิ งั้นฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดกับเธอให้เปลืองน้ำลาย”
หยางเสวี่ยหัวแสดงท่าทีไม่อยากจะเสวนากับเฝิงอิงอีกต่อไป
เฝิงอิงยังไม่ยอมลดละ
“ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าเมื่อก่อนเธอแจ้นไปหาเลขาธิการลี่ทุกวี่ทุกวัน แต่จู่ๆ ช่วงนี้กลับหายหัวไป เธอต้องรู้อะไรมาแน่ๆ!”
[จบบท]