วันส่งท้ายปีเก่าเวียนมาบรรจบ ลานกว้างของทีมการผลิตคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บรรยากาศงานเลี้ยงประจำปีอบอวลไปด้วยความสุขและความมีชีวิตชีวา เสียงพูดคุยจอแจเคล้ากลิ่นอาหารหอมฉุยลอยฟุ้งไปทั่ว
เซี่ยเสี่ยวพยายามแทรกตัวเข้าไปข้างๆ เจิ้งเซี่ยงหง มือเล็กๆ ยื่นออกไปหมายจะช่วยเด็ดผักในตะกร้า แต่เจิ้งเซี่ยงหงกลับใช้หลังมือดันเธอออกเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
“ไปนั่งพักตรงแคร่ไม้ไผ่โน่นไป อย่ามาขลุกอยู่ตรงนี้เลย เดี๋ยวชุดสวยๆ จะเปื้อนยางผักซะหมด ประเดี๋ยวแม่นักร้องคนเก่งจะต้องขึ้นเวทีแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะป้าเจิ้ง ให้หนูช่วยเถอะ จะได้คุยเป็นเพื่อนป้าด้วยไง” เซี่ยเสี่ยวยืนยันเสียงใส เธอไม่ได้แสร้งทำเป็นขยันขันแข็งเพื่อเอาหน้า แต่การนั่งเฉยๆ รอเวลาขึ้นเวทีมันทำให้ฟุ้งซ่าน “หนูร้องแค่สองเพลงเอง ไม่ได้ใช้แรงงานอะไรหนักหนาสักหน่อย”
ถึงปากจะบอกว่าไม่ตื่นเต้น แต่ลึกๆ ก็อดกังวลไม่ได้ ทว่าประสบการณ์จากการเป็นพิธีกรและขึ้นแสดงบนเวทีโรงเรียนในชาติก่อนก็ช่วยให้เธอควบคุมสติได้ดีพอสมควร
“พี่หง!” เสียงทุ้มห้าวของชายหนุ่มดังแทรกขึ้นมา
ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มผิวเข้มคล้ำแดด รูปร่างผอมเกร็งแต่ดูแข็งแรงในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอก เขาเดินตรงเข้ามาทักทายเจิ้งเซี่ยงหงด้วยท่าทีสนิทสนม
เจิ้งเซี่ยงหงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง “อ้าว กังจื่อ กลับมาแล้วเหรอ ทางกองพันให้หยุดกี่วันล่ะคราวนี้”
“ห้าวันครับพี่” ทหารหนุ่มฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวสะอาดตัดกับผิวหน้ากรำแดด ดูจริงใจและซื่อตรง
“ห้าวันเองเหรอ งั้นพอฉลองปีใหม่เสร็จก็ต้องรีบแจ้นกลับค่ายเลยสิ”
“ครับผม... งั้นผมขอตัวไปช่วยพวกผู้ชายกางเต็นท์ทางโน้นก่อนนะครับ พรุ่งนี้ค่อยแวะไปหาเจ้าเจี้ยจื๋อที่บ้าน”
“เออๆ ไปเถอะ ขอบใจมากนะ”
คล้อยหลังทหารหนุ่ม เซี่ยเสี่ยวก็ขยับเข้าไปกระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ป้าเจิ้งจ๊ะ เขาเป็นใครเหรอคะ”
ภาพลักษณ์ของทหารหนุ่มทำให้เธอนึกถึงข่าวลือหนาหูในหมู่บ้านช่วงสองสามวันนี้ ต่งเหม่ยหัวเคยเม้าท์ให้ฟังว่าลูกชายสองคนของหลี่เชิ่งเหม่ยหน้าตาดีระดับดารา แต่เท่าที่เห็น... พี่ทหารผิวเข้มเมื่อกี้ แม้จะดูบึกบึนสมชายชาตรีทว่าความสูงก็น่าจะแค่ร้อยเจ็ดสิบต้นๆ หน้าตาก็จัดว่าธรรมดาค่อนไปทางดี ไม่ได้หล่อเหลาวัวตายควายล้มอย่างที่ลือกัน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการวางตัวที่ดูองอาจผ่าเผย ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของรั้วของชาติ
“ลูกชายคนโตของหัวหน้าหลี่น่ะ ชื่อเฮ่อเสวียกัง เพิ่งได้ลาพักกลับมาจากค่าย” เจิ้งเซี่ยงหงอธิบายพลางเด็ดผักบุ้งไปด้วย “พ่อของเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ฉันเอง นับญาติกันก็ถือว่าใกล้ชิดอยู่”
“อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง” เซี่ยเสี่ยวพยักหน้าหงึกหงักแล้วก็เลิกสนใจทันที พอรู้ว่าเป็นลูกชายของหลี่เชิ่งเหม่ย ความอยากรู้อยากเห็นก็หดหายไปเกินครึ่ง
แต่บทสนทนาไม่ได้จบลงแค่นั้น ป้าๆ น้าๆ ที่นั่งล้อมวงเด็ดผักเริ่มจับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างออกรส
“สหายเจิ้ง จะว่าไปนะ ฉันเห็นเจ้าใหญ่บ้านเธอร่ำๆ อยากจะเป็นทหาร เธอก็ปล่อยลูกไปเถอะ ดูอย่างลูกชายบ้านเฮ่อสิ ได้เป็นทหารทั้งพี่ทั้งน้อง ตอนนี้ติดยศนายสิบโก้จะตาย แถมมีเงินเดือนกินด้วย เจ้าเจี้ยซิงลูกคนเล็กของเธอก็หน่วยก้านดี ตัวสูงไหล่กว้าง หัวไวคล่องแคล่ว ถ้าส่งเข้ากองทัพนะ ฉันว่าต้องได้ดีกว่าลูกชายบ้านหลี่เชิ่งเหม่ยแน่ๆ”
เซี่ยเสี่ยวหูผึ่งทันที เพิ่งรู้ว่าเกาเจี้ยซิงมีความฝันอยากสวมเครื่องแบบเขียว แต่ดูเหมือนจะติดด่านอรหันต์อย่างแม่บังเกิดเกล้า
เจิ้งเซี่ยงหงหยุดมือที่กำลังเด็ดผัก รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป แววตาฉายแววเจ็บปวดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สมัยนี้บ้านเมืองสงบสุข ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันกับพวกญี่ปุ่นแล้ว เป็นชาวนาปลูกข้าวอยู่กับบ้านนี่แหละดีที่สุด อีกอย่าง... ลูกชายฉันมันก็แค่เด็กบ้านนอก ไม่ได้มีวาสนาพอจะเป็นวีรบุรุษอะไรกับเขาหรอก”
บรรยากาศในวงสนทนาเงียบลงถนัดตา เซี่ยเสี่ยวสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่แผ่ออกมาจากตัวเจิ้งเซี่ยงหง เธอพอจะรู้ประวัติมาบ้างว่าพี่ชายของป้าเจิ้งเสียชีวิตในสนามรบ และพี่ชายสองคนของลุงหัวหน้าเกาก็สละชีพเพื่อชาติเช่นกัน สงครามพรากคนในครอบครัวไปมากมายขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่คนเป็นแม่จะไม่อยากส่งลูกชายไปเสี่ยงอันตรายอีก
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียด เซี่ยเสี่ยวจึงหาทางเลี่ยงออกมา “งั้นหนูไปหาพวกพี่ยุวปัญญาชนทางโน้นก่อนนะจ๊ะ”
เธอเดินล้วงกระเป๋าเสื้อคลำหินเกล็ดหิมะเล่นเพลินๆ นึกจินตนาการไปเรื่อยเปื่อยว่าถ้าเจ้าหินก้อนนี้มันย่อส่วนได้เหมือนของวิเศษในนิยายก็คงดี จะได้ทำเป็นจี้ห้อยคอไม่ต้องกลัวหาย
พลั่ก!
มัวแต่คิดเพลิน เซี่ยเสี่ยวเลยเดินชนเข้ากับกำแพงมนุษย์เข้าอย่างจัง แรงกระแทกทำเอาเธอเซถลาเกือบจะหงายหลัง ก้อนหินในมือกระเด็นหลุดร่วงลงพื้น
“โอ๊ย!” เซี่ยเสี่ยวอุทานพลางลูบจมูกตัวเองที่ชนเข้ากับแผ่นหลังแข็งๆ ของใครบางคน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นแผ่นหลังกว้างอันคุ้นตา “พี่รองเกา! มายืนทำตัวเป็นกำแพงเมืองจีนขวางทางอยู่ตรงนี้ทำไมเนี่ย คนยิ่งรีบๆ อยู่”
เกาเจี้ยซิงไม่แม้แต่จะหันมามอง เขาเพียงแค่ขยับตัวแล้วเดินหนีไปดื้อๆ ทิ้งให้เซี่ยเสี่ยวยืนงงเป็นไก่ตาแตก
“อะไรของเขา...” เซี่ยเสี่ยวบ่นอุบ แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของใครอีกคนเดินสวนมา
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของเซี่ยเสี่ยวเหมือนหยุดหมุน
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! นี่มันเทพบุตรในชุดทหารชัดๆ!
เซี่ยเสี่ยวรู้สึกเหมือนโดนกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่ขั้วหัวใจ ปกติแล้วเธอไม่ใช่พวกบ้าเครื่องแบบ ไม่ได้กรี๊ดกร๊าดหนุ่มในยูนิฟอร์ม แต่ผู้ชายตรงหน้านี้มัน... เหนือคำบรรยาย
คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน รับกับใบหน้าคมคายที่ดูสะอาดสะอ้าน รูปร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดทหารสีเขียวดูสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวเข้าใจหัวอกสาวๆ ยุคนี้อย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมคำว่า 'ทหาร' ถึงเป็นสเปกในฝันของผู้หญิงค่อนประเทศ
“น้องสาว... หินก้อนนี้ของเธอใช่ไหม”
เสียงทุ้มลึกดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ก้มลงเก็บหินเกล็ดหิมะส่งคืนให้
เซี่ยเสี่ยวสะดุ้งเฮือกเหมือนตื่นจากภวังค์ เธอมองมือเรียวยาวที่ยื่นหินมาให้ ก่อนจะรีบตะครุบรับไว้อย่างลนลาน “ข...ของฉันเองค่ะ! ขอบคุณมากนะคะ!”
“เดินระวังๆ หน่อยนะครับ พื้นมันขรุขระ” เฮ่อเสวียปิงส่งยิ้มพิมพ์ใจที่ทำให้โลกสว่างไสวไปทั้งใบ รอยยิ้มนั้นอบอุ่นจนน้ำแข็งขั้วโลกยังต้องละลาย “ไปล่ะนะ”
ร่างสูงเดินจากไปแล้ว แต่เซี่ยเสี่ยวยังยืนแข็งทื่อเป็นหินปั้น หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก! หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู
เธอยกหินเกล็ดหิมะขึ้นมาแนบแก้มร้อนผ่าว อาศัยความเย็นของมันเรียกสติ ตายละวา... ยายแก่ในร่างเด็กอย่างเธอ ดันมาตกหลุมรักทหารหนุ่มรุ่นหลานเข้าให้แล้วหรือเนี่ย!
'ตั้งสติหน่อยเซี่ยเสี่ยว! ตอนนี้หล่อนอายุสิบสามนะยะ! สิบสาม! ไม่ใช่สาววัยยี่สิบกว่าแล้ว จะมาริอ่านมีความรักกับหนุ่มทหารไม่ได้! คุกนะโว้ย คุก!'
เซี่ยเสี่ยวเถียงกับตัวเองในใจอย่างดุเดือด พยายามข่มใจไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปมากกว่านี้ เธอใช้ชีวิตมาสองชาติ เจอคนหล่อมาก็ไม่น้อย ทั้งเดือนคณะ ทั้งรุ่นพี่สุดฮอต หรือแม้แต่ดาราในทีวี ก็ยังไม่เคยมีใครทำให้ใจสั่นได้ขนาดนี้ นี่มันวิกฤตการณ์ทางหัวใจชัดๆ!
พอเริ่มหายใจหายคอได้คล่องขึ้น เซี่ยเสี่ยวก็หมุนตัวเตรียมจะเดินหนีความอับอาย แต่สายตาก็ดันไปปะทะกับร่างสูงของเกาเจี้ยซิงที่ยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล
“อ้าว พี่รองเกา... นึกว่าไปแล้วซะอีก” เซี่ยเสี่ยวถามเสียงอ่อย รู้สึกเหมือนเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับได้ว่ากำลังแอบกินขนม
“บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี” เกาเจี้ยซิงตอบหน้าตาย น้ำเสียงเรียบสนิทจนเดาอารมณ์ไม่ถูก
เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยเกาเจี้ยซิงก็ไม่ใช่พวกปากสว่างเอาเรื่องชาวบ้านไปนินทา เธอรวบรวมความกล้าถามสิ่งที่ค้างคาใจ “พี่รองเกา... พี่ทหารคนเมื่อกี้เขาเป็นใครเหรอ”
เกาเจี้ยซิงปรายตามองเธอแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่อ่านยากและกดดันพิกล “ลูกชายหัวหน้าหลี่”
เปรี้ยง!
เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาล เซี่ยเสี่ยวรู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งถังใหญ่ราดใส่หัว ความร้อนรุ่มในใจเมื่อครู่มอดดับลงในพริบตา เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและหนาวเหน็บ
ทำไมโลกถึงโหดร้ายกับเธอแบบนี้! เทพบุตรสุดหล่อคนนั้น... คือลูกชายของหลี่เชิ่งเหม่ย? ยายมนุษย์ป้าจอมจับผิดคนนั้นน่ะนะ?
ภาพใบหน้าบึ้งตึงของหลี่เชิ่งเหม่ยลอยซ้อนทับใบหน้าหล่อเหลาของเฮ่อเสวียปิงทันที ความพิศวาสที่มีให้เมื่อกี้ระเหยกลายเป็นไอไปหมดสิ้น ต่อให้หล่อวัวตายควายล้มแค่ไหน แต่ถ้าต้องมีแม่ผัวเป็นหลี่เชิ่งเหม่ย เซี่ยเสี่ยวขอบาย!
“ทำไม... สนใจเฮ่อเสวียปิงเหรอ” เกาเจี้ยซิงถามเสียงเรียบ แต่มุมปากกระตุกยิ้มนิดๆ เหมือนจะเยาะเย้ย
“บ้า! ใครจะไปสน พูดอะไรมั่วซั่ว!” เซี่ยเสี่ยวปฏิเสธเสียงแข็ง คอเป็นเอ็น
เกาเจี้ยซิงก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ก้มลงมองเธอด้วยสายตาคมกริบ “จะบอกอะไรให้... อย่าได้คิดไปชอบลูกชายบ้านนั้นเด็ดขาด สะใภ้ของหลี่เชิ่งเหม่ยไม่ใช่ใครจะเป็นก็ได้ ต้องผ่านด่านหินชนิดเลือดตาแทบกระเด็น”
เขาหยุดเว้นจังหวะ กวาดสายตามองเซี่ยเสี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาพิจารณา แล้วพ่นลมหายใจออกมา “แต่อย่างเธอ... คงไม่ต้องห่วงหรอก สภาพแบบนี้หลี่เชิ่งเหม่ยไม่ชายตามองแน่”
“พี่หมายความว่าไง!” เซี่ยเสี่ยวแหวใส่ รู้สึกเหมือนโดนด่าสองต่อ ทั้งเรื่องแม่ผัว ทั้งเรื่องสารรูปตัวเอง
“ในหมู่บ้านนี้น่ะ อายุสิบห้าสิบหกเขาก็หาคู่แต่งงานกันแล้ว” เกาเจี้ยซิงพูดยิ้มๆ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้าย “แต่ดูสภาพเธอตอนนี้สิ... ผอมแห้งแรงน้อยอย่างกับถั่วงอกขาดน้ำ ตัวกะเปี๊ยกเดียว เดินไปไหนเขาก็นึกว่าเด็กประถมหนีโรงเรียนมา ใครเขาจะมองว่าเป็นสาวแล้วกันเล่า”
[จบบท]