บทที่ 152: ฉันนี่แหละศัตรูหัวใจนาย
เฮ่อเสวียปิงยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เซี่ยเสี่ยวก็ยื่นมือออกไปขัดจังหวะเขาไว้เสียก่อน เธอส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
“สหายเฮ่อ คุณกลับไปเถอะค่ะ ระหว่างเราไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องมาหาฉัน แล้วก็ไม่ต้องเขียนจดหมายมาอีก จดหมายพวกนั้นที่คุณเคยส่งมาฉันทำลายทิ้งไปหมดแล้ว และฉันก็หวังว่าจดหมายที่ฉันเคยเขียนไปให้คุณ คุณจะช่วยทำลายมันทิ้ง หรือไม่ก็เอามาคืนฉันด้วยค่ะ”
“เซี่ยเสี่ยว คุณจะตัดสินประหารชีวิตความรักของผมเพียงเพราะแม่ผมทำไม่ถูกไม่ได้นะ”
เฮ่อเสวียปิงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของพวกเขาเคยดีมาตลอดแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ไปเสียได้ จิตใจของเขาไม่อาจยอมรับความจริงตรงหน้าได้เลย
เซี่ยเสี่ยวมองดูเขา พลางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งในใจ
“ฉันไม่สามารถเป็นครอบครัวเดียวกับคุณ และไม่สามารถไปเกี่ยวดองกับแม่ของคุณได้หรอกค่ะ สหายเฮ่อ เราสองคนไม่เหมาะสมกัน อีกอย่างแม่ของคุณบอกเองไม่ใช่เหรอคะว่ามีลูกสาวผู้บังคับการกรมมาตามจีบคุณอยู่ ฉันขออวยพรให้คุณโชคดีนะคะ”
“ลูกสาวผู้บังคับการกรมอะไรกัน เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”
เฮ่อเสวียปิงทั้งตกใจทั้งโกรธ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าแม่จะเอาเรื่องพรรค์นี้มาพูดกับเซี่ยเสี่ยวด้วย
เซี่ยเสี่ยวไม่อยากจะพูดอะไรกับเฮ่อเสวียปิงให้มากความไปกว่านี้อีกแล้ว เธอจึงตัดบทไปว่า
“คุณกลับไปเถอะค่ะ พูดกันตามตรง พวกเราไม่เคยคบหากัน ไม่เคยเป็นแฟนกัน กลับไปเป็นคนแปลกหน้าต่อกันยังจะดีเสียกว่า ตระกูลเฮ่อของคุณ ฉันเองก็อาจเอื้อมไม่ถึงหรอกค่ะ”
เมื่อพูดจบ เซี่ยเสี่ยวก็ไม่รอให้เฮ่อเสวียปิงเป็นฝ่ายจากไป เธอชิงหมุนตัวเดินหนีไปก่อนทันที
เฮ่อเสวียปิงได้แต่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน...
หลังจากที่เขากลับไปถึงบ้านตระกูลเฮ่อ แน่นอนว่าต้องเกิดการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ขึ้น
ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นการโต้เถียงกันระหว่างสองพี่น้องเฮ่อเสวียกังและเฮ่อเสวียปิงเสียมากกว่า เฮ่อเสวียกังรู้สึกว่าน้องชายถูกเซี่ยเสี่ยวทำให้หลงจนหัวปักหัวปำ ถึงขนาดกล้าทะเลาะกับคนในครอบครัวเพื่อผู้หญิงคนเดียว ช่างทำตัวดูไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
เฮ่อหงจวินเรียกเฮ่อเสวียปิงเข้าไปคุยในห้องตามลำพัง สองพ่อลูกคุยปรับความเข้าใจกันอยู่นาน ในที่สุดเฮ่อหงจวินก็เอ่ยปากขึ้นว่า
“เรื่องยุวปัญญาชนเซี่ยลูกตัดใจซะเถอะ ระหว่างลูกกับเขาเป็นไปไม่ได้หรอก ยุวปัญญาชนเซี่ยมีนิสัยแข็งกร้าวเกินไป ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แล้วก็เข้ากับแม่ของลูกไม่ได้ด้วย”
มาถึงขั้นนี้แล้ว เฮ่อหงจวินเองก็เริ่มไม่ปลื้มเซี่ยเสี่ยวเช่นกัน เขามองว่าผู้หญิงที่มีนิสัยยอมหักไม่ยอมงอแบบนั้น ไม่เหมาะที่จะแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลเฮ่อ
เฮ่อเสวียปิงได้แต่นั่งคอตกด้วยความหมดอาลัยตายอยาก
ในขณะเดียวกัน เฮ่อเสวียกังก็ได้ไปหาต่งเหม่ยหัวและพูดเข้าประเด็นทันทีว่า
“เธอจะยินดีแต่งงานกับฉันไหม ให้ฉันเป็นคนดูแลเธอเอง”
ต่งเหม่ยหัวมองหน้าเฮ่อเสวียกังด้วยความตะลึงงัน หากประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของเฮ่อเสวียปิง เธอคงจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอกลับกลายเป็นเฮ่อเสวียกัง
เมื่อเห็นต่งเหม่ยหัวเงียบไม่ตอบ เฮ่อเสวียกังจึงพูดต่อว่า
“ตอนนี้เธอกับคนในหอพักก็เข้าหน้ากันไม่ติด แถมยังไปล่วงเกินเซี่ยเสี่ยวเพราะแม่ของฉันอีก อยู่ในหอพักเธอต้องได้รับความลำบากใจแน่ๆ ให้ฉันดูแลเธอเถอะนะ”
ไม่รู้ว่าคำพูดประโยคไหนของเฮ่อเสวียกังที่ไปสะกิดต่อมน้ำตาของต่งเหม่ยหัวเข้า เธอฟังแล้วก็ได้แต่ยืนน้ำตาไหลพราก มันไม่ใช่แค่ความลำบากใจธรรมดา แต่ชื่อเสียงของเธอในทีมการผลิตตอนนี้ก็ย่ำแย่เหลือเกิน
ยิ่งมีเรื่องลูกสาวผู้บังคับการกรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่งเหม่ยหัวก็รู้ดีว่าเฮ่อเสวียปิงกับเซี่ยเสี่ยวคงเป็นไปไม่ได้ และตัวเธอกับเฮ่อเสวียปิงยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เข้าไปใหญ่
ตอนนี้เมื่อเทียบกับการแต่งงาน สิ่งที่เธอต้องการมากกว่าคือการออกไปจากทีมการผลิตแห่งนี้ เธออยากกลับเข้าเมือง แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เลย
ต่งเหม่ยหัวเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง แต่ในทีมการผลิตนี้ มีเพียงตระกูลเฮ่อเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้ ทว่าผู้ชายตรงหน้าอย่างเฮ่อเสวียกังจะมอบความสุขให้เธอได้จริงหรือ
ไม่ใช่ว่าต่งเหม่ยหัวจะไม่รู้ว่าเฮ่อเสวียกังมีใจให้เธอ ถึงขนาดเคยเขียนจดหมายหาเธอด้วยซ้ำ แต่เธอก็เลือกที่จะมองข้ามไป เพราะคนที่เธอชอบคือเฮ่อเสวียปิง เธอไม่ได้อยากจะไปข้องแวะกับเฮ่อเสวียกังเลยสักนิด
เฮ่อเสวียกังไม่ได้กดดันให้ต่งเหม่ยหัวให้คำตอบในทันที เขาเพียงแค่บอกว่า
“เธอไม่ต้องรีบให้คำตอบฉันตอนนี้ก็ได้ ฉันยังพักอยู่ที่บ้านอีกหลายวัน ถ้าเธอตกลง ฉันกลับไปถึงกองทัพเมื่อไหร่จะรีบยื่นรายงานขอแต่งงานทันที”
ต่งเหม่ยหัวมองตามแผ่นหลังของเฮ่อเสวียกังที่เดินจากไป ในหัวก็ครุ่นคิดวุ่นวายไปหมด เฮ่อเสวียกังรักเธอ และความสัมพันธ์ของเธอกับหลี่เชิ่งเหม่ยก็ถือว่าดี ถ้าได้แต่งเข้าบ้านตระกูลเฮ่อ ชีวิตก็น่าจะดีขึ้นไม่ใช่หรือ
ยังไงเสียตอนนี้ตระกูลเฮ่อก็ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องแต่งงาน เฮ่อเสวียกังเองก็นิสัยไม่เลว ถึงจะเทียบกับเฮ่อเสวียปิงไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็มีเธออยู่ในใจ
วันนั้น เกาเจี้ยซิงและเฮ่อเสวียปิงนัดกันไปต่อยตีที่ภูเขาด้านหลัง ทั้งสองคนมีสภาพใบหน้าบวมปูดฟกช้ำ เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างลงมือกันอย่างไม่ยั้งแรง
“พูดจริงๆ นะปิงไจ๋ แม่นายขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันนายจะต้องซวยเพราะแม่ตัวเองแน่ ท่านเล่นดักจดหมายนายแบบนี้ ถึงนายจะเป็นลูกชาย แต่ท่านเอาเรื่องส่วนตัวของนายไปพูดป่าวประกาศแบบไม่เกรงใจใคร ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในหัวสมองแม่นายคิดอะไรอยู่”
เกาเจี้ยซิงรู้สึกพูดไม่ออกกับพฤติกรรมของหลี่เชิ่งเหม่ยจริงๆ
“นี่ยังดีนะที่เป็นแค่จดหมายธรรมดา ถ้าเกิดในอนาคตนายต้องรับผิดชอบงานที่เป็นความลับทางทหาร แล้วแม่นายทำแบบนี้อีก นายได้ตายหยั่งเขียดแน่”
แม้คำพูดของเกาเจี้ยซิงจะฟังดูขวานผ่าซากไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด ถ้าหลี่เชิ่งเหม่ยยังไม่รู้จักสำนึก สักวันคงได้ทำลายอนาคตลูกชายตัวเองกับมือ
“ฉันกับเซี่ยเสี่ยวจบกันแล้ว นายคงดีใจมากล่ะสิ?”
เฮ่อเสวียปิงเอ่ยถามเกาเจี้ยซิงขึ้นมา
“แหงอยู่แล้ว ฉันรู้อยู่แล้วว่าถ้ามีแม่นายคอยป่วน นายกับเซี่ยเสี่ยวไม่มีทางได้คบกันง่ายๆ หรอก แต่นึกไม่ถึงว่าจะจบเร็วขนาดนี้ พูดกันตามตรงนะ ฉันก็อดเห็นใจนายไม่ได้เหมือนกัน”
สิ้นเสียงของเกาเจี้ยซิง เฮ่อเสวียปิงก็ตวัดสายตาค้อนใส่เพื่อนทันที
“พอกันที นายเองก็เถอะ ถึงฉันกับเซี่ยเสี่ยวไม่ได้เป็นแฟนกัน นายก็อาจจะไม่มีโอกาสเหมือนกันนั่นแหละ”
เกาเจี้ยซิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังยักคิ้วให้เฮ่อเสวียปิงอย่างยียวน
“ยังไงฉันก็มีหวังมากกว่านายก็แล้วกัน”
“ในเมื่อนายชอบเขา ทำไมไม่ไปบอกเขาตรงๆ ล่ะ” เฮ่อเสวียปิงถามกลับ
“มันยังหาจังหวะเหมาะๆ ไม่ได้นี่หว่า”
คราวนี้เป็นทีของเกาเจี้ยซิงที่ต้องกลุ้มใจบ้าง ตอนแรกที่เซี่ยเสี่ยวถาม เขาปากแข็งบอกว่าไม่ได้ชอบ แต่พอรู้ใจตัวเองเข้าจริงๆ ก็ตั้งใจว่าจะทำคะแนนสอบเกาเข่าให้ดีเพื่อชุบตัวให้ดูมีอนาคต แล้วค่อยไปสารภาพรักกับเซี่ยเสี่ยวอย่างภาคภูมิ ใครจะไปคิดว่าผลสอบจะออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า ตอนนี้เกาเจี้ยซิงเลยรู้สึกพ่ายแพ้และยิ่งไม่รู้จะเริ่มเอ่ยปากอย่างไรดี
“ต้องรอโอกาสอะไรกัน นายปอดแหกมากกว่ามั้ง”
พอพูดถึงตรงนี้ เฮ่อเสวียปิงก็หัวเราะออกมา
“นึกไม่ถึงเลยว่าคนอย่างเกาเจี้ยซิงผู้ยิ่งใหญ่จะขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้ นายคงไม่ได้กลัวเซี่ยเสี่ยวปฏิเสธหรอกนะ”
เกาเจี้ยซิงง้างหมัดชกใส่เฮ่อเสวียปิงทันที อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิดก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“พูดจากใจเลยนะ ฉันไม่อยากให้นายกับเซี่ยเสี่ยวลงเอยกันเลย คนหนึ่งก็เพื่อนรัก อีกคนก็ผู้หญิงที่ฉันชอบ ถ้าพวกนายคบกัน ฉันคงปวดใจพิลึก”
“ใครเป็นเพื่อนรักนาย ฉันนี่แหละศัตรูหัวใจนาย”
คำพูดของเกาเจี้ยซิงทำให้เฮ่อเสวียปิงยิ้มออกมา เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าเกาเจี้ยซิง
“ถึงจะไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ในเมื่อนายมีใจให้เขา ฉันก็หวังว่านายจะดูแลเขาดีๆ ปกป้องเขาให้ได้”
“ไม่ต้องให้นายมาสั่งหรอกน่า ฉันไม่ใช่ลูกแหง่แบบนายสักหน่อย” เกาเจี้ยซิงเองก็ลุกขึ้นยืนตาม
เฮ่อเสวียปิงหมุนตัวเดินจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวและหนักอึ้งด้วยความรู้สึก
เมื่อเกาเจี้ยซิงกลับมาถึงบ้าน เจิ้งเซี่ยงหงเห็นสภาพลูกชายก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรให้มากความ เพียงแค่ส่ายหน้าแล้วบอกว่า
“ยาอยู่ในกล่องปฐมพยาบาล ไปหยิบมาทาเองแล้วกัน”
เกาเจี้ยซิงไม่ได้พูดอะไร เขาหิ้วกล่องยาเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไปเงียบๆ
ทางฝั่งเฮ่อเสวียปิง เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลี่เชิ่งเหม่ยก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ
“ลูกแม่ ใครทำลูกเจ็บขนาดนี้เนี่ย”
เฮ่อเสวียปิงไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับจ้องมองหลี่เชิ่งเหม่ยแล้วพูดว่า
“แม่ เอาจดหมายของผมคืนมา”
หลี่เชิ่งเหม่ยชะงักไป เฮ่อหงจวินจึงช่วยพูดสำทับ
“ยังไม่รีบเอาคืนให้ปิงไจ๋อีก ทำตัวเหลวไหลจริงๆ”
“จดหมายพวกนั้นเผาทิ้งไปเถอะ” เฮ่อเสวียกังเอ่ยแทรกขึ้นมา
เฮ่อหงจวินพยักหน้าเห็นด้วย เผาไปแล้วก็ให้มันแล้วกันไป
แต่ทว่าเมื่อหลี่เชิ่งเหม่ยหยิบจดหมายออกมา เฮ่อเสวียปิงถึงกับขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม
มันมีจดหมายถึงสามฉบับ
เฮ่อเสวียปิงคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดลึกในลำคอ
“แม่... ทำไมแม่ต้องเป็นแม่ของผมด้วย”
[จบบท]