บทที่ 154: เราสามารถเป็นครอบครัวเดียวกันได้
ต่อให้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว แต่สายเลือดอย่างไรก็ตัดไม่ขาด จะให้ทำเมินเฉยไม่นับญาติกับพ่อแม่พี่น้องก็คงเป็นไปไม่ได้ อันที่จริงเกาหย่งฟางก็ไม่ได้คิดจะตัดขาดจากครอบครัวเดิม เพียงแต่เธอรู้สึกรังเกียจและไม่ชอบหน้าเกาเจี้ยซิงก็เท่านั้น ทว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นน้องชายแท้ๆ คลานตามกันมา
ขนาดน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเข้าสอบเกาเข่า พี่สาวอย่างเธอกลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด พอเห็นน้องชายมีเรื่องชกต่อย นอกจากจะไม่ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้ว พอเอ่ยปากขอยืมเงินแล้วถูกปฏิเสธก็แสดงท่าทีไม่พอใจทันที หากคนบ้านเกายังจะเอ็นดูเกาหย่งฟางลงได้ก็คงเป็นเรื่องแปลกประหลาดเต็มที
เวลานี้ไม่มีใครยืนอยู่ข้างเกาหย่งฟางแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งเฝิงจื้อกวงผู้เป็นสามียังรู้สึกว่าภรรยาของตนช่างโง่เขลาเหลือเกิน เกาเจี้ยซิงไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องสอบออกมา แต่เธอกลับพูดโพล่งออกมาเองแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการแกว่งเท้าหาเสี้ยน รนหาที่ให้โดนด่าชัดๆ
“ก็เขาไม่ได้บอกฉันนี่ว่าไปสอบ”
เกาหย่งฟางโอดครวญด้วยความน้อยใจ เธอไม่เคยใส่ใจเรื่องราวของเกาเจี้ยซิงอยู่แล้ว จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเข้าสอบเกาเข่า ยิ่งเห็นสายตาโกรธขึงของคนในครอบครัว เธอก็ยิ่งพาลโกรธเกาเจี้ยซิงที่ไปสอบแล้วไม่ยอมบอกกล่าว ทำให้เธอต้องมาโดนทุกคนรุมตำหนิแบบนี้
เกาเจี้ยซิงยืนนิ่งพลางใช้ความคิด ที่จริงเขาก็ไม่ได้บอกเธอจริงๆ นั่นแหละ แต่ถึงจะบอกไป เกาหย่งฟางก็คงไม่ให้เขายืมเงินอยู่ดี ตั้งแต่เล็กจนโต เกาเจี้ยซิงมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าพี่สาวคนนี้รังเกียจเขามากแค่ไหน
เมื่อเห็นสายตาตำหนิจากคนในบ้าน เกาหย่งฟางก็หลุดปากพูดออกมาอีกประโยคหนึ่ง
“สอบไม่ติดก็ช่างประไร ปีหน้าก็ไปสอบใหม่ได้ วันสำคัญขนาดนี้เขาดันไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นจนขาดสอบเอง จะมาโทษฉันได้ยังไง”
ในสายตาของเกาหย่งฟาง การที่เกาเจี้ยซิงสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะถ้าขืนสอบติดขึ้นมา เขาคงยิ่งได้ใจและวางก้ามมากกว่าเดิม ถึงตอนนั้นบ้านเดิมคงไม่มีที่ยืนให้เธออีกต่อไป
ความคิดอันคับแคบเช่นนี้คนบ้านเกาไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่เพียงแค่วาจาที่หลุดออกมาจากปากของเกาหย่งฟางก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนเดือดดาลจนถึงขีดสุด
“เธอพูดออกมาได้ง่ายๆ น้องชายแท้ๆ เจอเรื่องเดือดร้อนมาหาเธอ แต่เธอกลับไม่ถามไถ่ห่วงใยสักคำ แถมยังจะมาโทษว่าเจี้ยซิงไม่บอกเรื่องสอบ เรื่องแบบนี้ต้องให้บอกด้วยหรือไง ตอนกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อวันตรุษจีนปีที่แล้ว ทุกคนเขาก็คุยกันเรื่องนี้ เธอไม่ได้ยินหรือไง ถ้าเธอใส่ใจน้องชายจริงๆ มีหรือจะไม่รู้เรื่องเจี้ยซิงจะสอบเกาเข่า แล้วที่เธอบอกว่าใส่ใจเจี้ยจื๋อ เธอคงไม่รู้ด้วยซ้ำใช่ไหมว่าตอนนี้เจี้ยจื๋อได้เป็นครูแล้ว”
สิ้นเสียงตวาดของเกาชุนฟาง เกาหย่งฟางก็หันขวับไปมองเกาเจี้ยจื๋อด้วยความตกตะลึง ก่อนจะโพล่งถามออกมาทันที
“เจี้ยจื๋อ เธอได้เป็นครูแล้วเหรอ เป็นที่ไหน ทำไมไม่เห็นบอกพี่เลย”
“เธอเคยใส่ใจเรื่องของที่บ้านบ้างไหม”
เกาไห่ฟางเอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง รู้สึกผิดหวังในตัวน้องสาวคนนี้จนถึงที่สุด
ทันใดนั้น เฝิงจื้อกวงก็ตะคอกใส่เกาหย่งฟางเสียงดังลั่น
“หย่งฟาง! คุณนี่มันเกินไปจริงๆ ทำตัวเหลวไหลมาก ยังไม่รีบขอโทษเจี้ยซิงอีก!”
ทว่าคำพูดของเฝิงจื้อกวงไม่ได้ทำให้อารมณ์ของคนบ้านเกาดีขึ้นแม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา ลูกเขยคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร หากเฝิงจื้อกวงมีใจเคารพและให้เกียรติบ้านภรรยาจริงๆ เกาหย่งฟางคงไม่กล้าทำตัวแย่ขนาดนี้
อีกทั้งการที่เขามาตะคอกใส่ภรรยาต่อหน้าคนบ้านเกาเพื่อวางมาดสามี ยิ่งทำให้คนบ้านเการู้สึกขัดหูขัดตาเข้าไปใหญ่
“ฉัน...”
เกาหย่งฟางรู้สึกอัดอั้นตันใจจนแทบระเบิด เธอไม่ยอมขอโทษเกาเจี้ยซิงเด็ดขาด เพราะเธอมองไม่เห็นว่าตัวเองทำผิดตรงไหน
“รีบไสหัวกลับบ้านแกไปเลย ประตูบ้านหลังนี้ไม่ต้องโผล่เข้ามาเหยียบอีก!”
เกาหย่งฟางคือลูกสาวที่เกากั๋วเฉียงเลี้ยงมาอย่างเสียข้าวสุก ยิ่งเขาให้ความสำคัญกับลูกชายอย่างเกาเจี้ยซิงมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งไม่พอใจในตัวเกาหย่งฟางมากเท่านั้น
แน่นอนว่าเกาหย่งฟางและครอบครัวถูกเกากั๋วเฉียงไล่ตะเพิดออกมา หลังจากออกจากบ้านเกา พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเดิมที่อยู่เก่า แต่ถึงจะไม่โดนไล่ สองสามีภรรยาก็ตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้ว เพราะปีนี้หวังซิ่วเหมยไม่ได้มาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกา แต่เธอยังคบหาดูใจกับเกาเจี้ยนหัวอยู่ แม้จะยังไม่ได้หมั้นหมายเป็นทางการ แต่ความสัมพันธ์ก็ราบรื่นดี ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง อีกไม่นานก็คงได้แต่งงานกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เกาเจี้ยนหัวก็ทำงานในโรงงานเดียวกับเฝิงจื้อกวง กลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันไปแล้ว
ระหว่างทาง เฝิงจื้อกวงยังคงก่นด่าภรรยาไม่หยุดปาก
“สมองหมูจริงๆ โง่บรม เรื่องแบบนี้ควรจะเงียบไว้ แต่เธอกลับพูดโพล่งออกมาหาเรื่องโดนด่า ฉันแต่งงานกับผู้หญิงงี่เง่าพรรค์นี้ได้ยังไง ทั้งไร้ประโยชน์ ช่วยอะไรฉันไม่ได้ แถมยังไม่มีปัญญาคลอดลูกชายให้ฉันอีก”
เกาหย่งฟางได้แต่ก้มหน้าเงียบ หดคอหนีคำด่าทอ ปล่อยให้เฝิงจื้อกวงสาดเสียเทเสียใส่เธอตลอดทาง ขณะที่จูงมือลูกสาวเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเดิม
เกาเจี้ยซิงมองส่งครอบครัวเกาหย่งฟางที่เดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มเย็นชา หากไม่ใช่เพราะหวังซิ่วเหมยกำลังคบหากับเกาเจี้ยนหัว เกาหย่งฟางกับเฝิงจื้อกวงคงไม่มีทางกระตือรือร้นกลับมาเยี่ยมบ้านขนาดนี้แน่
เมื่อเห็นพวกเขากลับไปแล้ว เกาเจี้ยซิงจึงออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังที่พักยุวปัญญาชน เขามาดักรอจนกระทั่งเจอเซี่ยเสี่ยวที่กำลังถือปิ่นโตกลับมาจากโรงอาหาร เกาเจี้ยซิงยังไม่ยอมกลับ เซี่ยเสี่ยวเองก็ไม่สะดวกใจที่จะเชิญเขาเข้าไปในหอพักหญิง จึงได้แต่เอ่ยปากไล่ทางอ้อม
“พี่รองเกา กลับไปกินข้าวเถอะค่ะ ฉันก็จะกินแล้วเหมือนกัน”
“ทำไมเธอไม่ไปกินข้าวที่บ้านฉันล่ะ ต่งเหม่ยหัวยังไปกินข้าวที่บ้านเฮ่อเลย”
เมื่อสิ้นเสียงคำถามของเกาเจี้ยซิง เซี่ยเสี่ยวก็ตอบกลับไปทันที
“ฉันกับเขาไม่เหมือนกันนี่คะ”
“เธอก็ทำเหมือนเขาได้นะ” เกาเจี้ยซิงพูดสวนขึ้นมาทันควัน
เซี่ยเสี่ยวเงยหน้ามองเกาเจี้ยซิงด้วยความฉงน ไม่แน่ใจในความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ
“พี่รองเกา พี่พูดว่าอะไรนะ”
เกาเจี้ยซิงจ้องมองเซี่ยเสี่ยวด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังถึงกับนิ่งงัน
“เราสองคนก็สามารถเป็นครอบครัวเดียวกันได้นะ”
เซี่ยเสี่ยวหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
“พี่รองเกา ฉันรู้ว่าพี่เป็นคนดี มีน้ำใจและขี้สงสาร แต่ฉันไม่ได้ต้องการความสงสารหรอกนะคะ แค่อกหักแค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
คนดี มีน้ำใจ ขี้สงสาร... เกาเจี้ยซิงถึงกับหน้ามืดครึ้ม เขาไปมีคุณธรรมสูงส่งพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน จึงรีบแก้ต่างทันที
“ฉันไม่ได้กำลังสงสารเธอ แต่ฉัน...”
ยังไม่ทันที่เกาเจี้ยซิงจะพูดจบประโยค เซี่ยเสี่ยวก็ส่ายหน้าขัดขึ้นเสียก่อน
“พี่รองเกา พี่ไม่ต้องพูดแล้วค่ะ ฉันไม่ต้องการความสงสาร และฉัน เซี่ยเสี่ยว ก็ไม่ได้จำเป็นต้องรีบหาแฟนขนาดนั้น นี่เป็นหอพักหญิง พี่รองเการีบกลับไปเถอะค่ะ มายืนอยู่ตรงนี้เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดเอาได้”
พูดจบ เซี่ยเสี่ยวก็ถือปิ่นโตเดินเข้าห้องพักแล้วปิดประตูลงกลอนทันที ทิ้งให้เกาเจี้ยซิงยืนอึ้งอยู่หน้าประตู
เกาเจี้ยซิง “...”
เสียงของเจ้าก้อนหินดังขึ้นในหัวของเซี่ยเสี่ยว
“ฉันดูออกนะ ว่าเขาชอบเธอจริงๆ ไม่ใช่แค่สงสาร”
เซี่ยเสี่ยวไม่ได้ตอบโต้ เกาเจี้ยซิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก่อนจะยอมเดินจากไป
เจ้าก้อนหินรายงานสถานการณ์ต่อ “เขาไปแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ แล้วเปิดฝาปิ่นโตเริ่มลงมือทานข้าว คำแรก... คำที่สอง... รสชาติช่างฝืดคอเหมือนกำลังเคี้ยวเทียนไข ไม่มีรสชาติเอาเสียเลย
เจ้าก้อนหินเอ่ยทัก “ถ้ากินไม่ลง ก็อย่าฝืนกินเลย”
เซี่ยเสี่ยวปิดฝาปิ่นโต พยักหน้ายอมรับสภาพ “กับข้าวโรงอาหารนี่ยังรสชาติแย่เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ”
“เป็นเพราะใจเธอว้าวุ่นเองต่างหาก ฉันเห็นคนอื่นเขาก็กินกันเอร็ดอร่อยดีออก” เจ้าก้อนหินแย้งขึ้น
“ไม่ใช่สักหน่อย ข้าวหม้อใหญ่ขนาดนั้นจะไปอร่อยอะไรได้ แต่เมื่อก่อนก็พอกล้ำกลืนฝืนกินได้ วันนี้กลับกลืนไม่ลงจริงๆ” เซี่ยเสี่ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เธอกำลังกลุ้มใจเรื่องอะไรอยู่ เรื่องกู้เว่ยกั๋ว หรือเรื่องเกาเจี้ยซิง? ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ จะคิดมากไปทำไม” เจ้าก้อนหินถาม
“คงเป็นเรื่องเกาเจี้ยซิงนั่นแหละ จู่ๆ เขาก็มาไม้ไหนไม่รู้ ฉันทำตัวไม่ถูกเลย เมื่อก่อนเคยถามเขา เขาก็บอกว่าไม่ได้ชอบฉันนี่นา แล้วตอนนี้มาบอกว่าไม่ได้สงสาร จะให้ฉันเชื่อได้ยังไง อีกอย่างฉันก็สนิทกับป้าเจิ้ง เมื่อก่อนก็เคยมีเรื่องพัวพันกับเฮ่อเสวียปิง ถ้าตอนนี้มาข้องเกี่ยวกับเกาเจี้ยซิงอีก มันจะกลายเป็นอะไรไป ฉันไม่ใช่คนที่จะมาเลือกซื้อผักในตลาดนะ ที่พอร้านนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนไปเข้าร้านนั้น”
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันไม่อยากพูดเรื่องความรักแล้ว ไม่ได้รีบร้อนจะหาแฟน ตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจเรื่องพวกนี้แล้วล่ะ”
“แล้วกู้เว่ยกั๋วล่ะ?” เจ้าก้อนหินถามต่อ
เซี่ยเสี่ยวส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ฉันไม่เคยเก็บเขามาพิจารณาเลย รู้สึกว่าเขาเหมือนคุณชายผู้เย่อหยิ่ง เข้าถึงยากเกินไป”
[จบบท]